ท่องโลกในต่างแดน @ เวียดนาม ตอนจบ
คืนแรกที่ซาปาก็ผ่านพ้นไปอย่างหนาวๆ แม้ที่พักจะไม่ได้ดีเลิศเลอ แต่พี่ที่โฮสเทลก็ดูแลพวกเราอย่างดี ครั้นจะนอนต่อที่นี่อีกคืนก็จะสวนทางกับเสียงข้างมากที่จะไปนอนโรงแรมที่มีระดับขึ้นมาหน่อย ดังนั้นหลังจากที่พวกเรากินข้าวเช้าเสร็จจึงสัมภาระไปไว้ที่โรงแรมอีกแห่ง แต่เมื่อยังเข้าเชคอินไม่ได้ การเดินรอบเมืองจึงเกิดขึ้น

เดินไปเรื่อยๆก็เจอแม่ค้าขาย"บั๊น หมี่"หรือขนมปัง Baguette ขนมปังเชื้อชาติฝรั่งเศส สอดไส้ด้วยไส้กรอก ผักนานาชนิดๆที่คุณแม่ค้าจะบรรจงวางลงบนขนมปังที่ผ่าครึ่งแล้ว จะว่าไปแล้วก็เหมือนแซนวิชบ้านเราแค่เปลี่ยนชนิดขนมปัง เมื่อกินเสร็จแล้วพวกเราก็ตัดสินใจไปเดินเล่นใน The Village ที่อยู่ในละแวกเดียวกัน 

The Village หรือป่าที่ได้รับการจัดตกแต่งแล้ว เป็นสถานที่สำหรับนักท่องเที่ยว หรือชาวบ้านมาเดินเล่น พักผ่อน ระยะทางเดินเท้าทั้งหมดประมาณ 10 กิโลเมตร ระหว่างทางสามารถชื่นชมกับความงามของธรรมชาติ ไม่ใช่ว่าจะมีแต่ต้นไม้ ดอกไม้ และยังมีสวนที่จัดไว้ให้ดื่มชาท่ามกลางบรรยากาศเขียวชอุ่ม พวกเราอยู่ที่นี้จนตะวันตกดิน เป็นระยะเวลากว่า 6 ชั่วโมงที่เดินทอดน่อง และชมบรรยากาศของธรรมชาติไปในขณะเดียวกัน แม้ว่ากิจกรรมที่พวกเราเลือกจะไม่มีอะไรน่าสนุก แต่ก็ไม่น่าเบื่อ อาจจะเป็นเพราะพวกเราเลือกที่จะมีความสุขในเวลานั้น เราจึงไม่ได้จดจ่ออยู่กับเวลาที่ล่วงเลยไป
 
หลังจากเติมน้ำตาลที่ร้านเค้กแห่งหนึ่ง ก็เดินเล่นต่อบริเวณ Quang Truong Square หรือลานขนาดย่อมใจกลางเมือง ช่วงใกล้ปีใหม่ บริเวณนี้ในเวลากลางคืนจะถูกตกแต่งด้วยไฟสีสวยงามและยังมีของขายแบกับพื้นโดยชาวเขาแถวนี้ หรือใกล้เคียง บริเวณนี้จะมีชีวิตชีวาจนถึงเวลา 4 ทุ่มกว่า แม่ค้าส่วนใหญ่ก็มักแยกย้ายกลับบ้านไปพักผ่อน แต่บางคนก็ขายจนกว่าของจะหมด 
 
เมื่อเดินไปอีกไม่กี่นาทีใกล้ๆทะเลสาบขนาดย่อมในเมืองซาปา ก็จะเจอกับร้านรวงต่างๆ บ้างก็ขายอาหาร บ้างก็ของชำ และยังมีเด็กวัยรุ่นรวมตัวกันเล่นฟุตบอลบนลานกว้างๆข้างทะเลสาบ บางทีก็สงสัยนะว่าเล่นกีฬาในอากาศหนาวจะเหงื่อออกเยอะเหมือนเล่นที่บ้านเรามั้ย :D

ระหว่างเดินเราก็หาอะไรกินไปด้วยตลอดทาง จนมาต่ออาหารมื้อดึกคือ หม้อไฟของที่นี่ มีหมู ผัก และมาม่าเป็นส่วนประกอบหลัก เครื่องเคียงจะมีมะนาว พริก และผงชูรสจำนวนมหึมา ถ้ากินหมดนี่คงหิวน้ำเป็นแน่แท้ สนนราคาต่อคนประมาณ 200 บาทไทย ถือว่าไม่แพงเลย


  
เดินจนหนำใจแล้วก็ไปหย่อนกายาลงเตียงนุ่มๆที่โรงแรม เพื่อจะมุ่งหน้ากลับไปฮานอยในอีกไม่กี่ชั่วโมง

เมื่อพวกเรามาถึงฮานอยโดยสวัสดิภาพ จึงมุ่งหน้าไปที่พักเตรียมความพร้อมก่อนไปตะลุยที่อื่นต่อ หลังจากรองท้อง ชมตลาด นั่งจิบกาแฟในช่วงสายๆ พวกเราก็มาถึง ทะเลสาบคืนดาบ หรือ โฮฮว๋านเกี๋ยม โดยมีสะพานไม้สีแดงหรือสะพานเทฮุกเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมืองนี้อีกแห่งหนึ่ง ม้านั่งรอบๆทะเลสาบได้ถูกตระเตรียมไว้สำหรับผู้คนที่ต้องการพักผ่อน สเกตช์รูปเหมือน หรือคู่รักบางคู่ที่ต้องการพลอดรักในบรรยากาศโรแมนติก ครั้นเดินไปเรื่อยๆก็จะพบชายหนุ่มเล่นหมากฮอส DIY ข้างๆทะเลสาบ พร้อมกับเหล่าคนดูคอยส่งเสียงเชียร์ 

ข้ามไปอีกฟากของทะเลสาบโฮฮว๋านเกี๋ยมจะเจอกับวัดหงอกเซิน ซึ่งเป็นวัดขนาดเล็ก ภายในวัดมีวิหารชั้นเดียว สถาปัตยกรรมแบบจีนอย่างที่เราคุ้นเคย ฉันใช้เวลาเล็กน้อยกับวัดแห่งนี้ แต่สิ่งที่ฉันสนใจคือสาวน้อยในชุดประจำชาติสีขาว พวกเธอแต่ละคนเอวบาง ร่างน้อย เมื่อใส่ชุดนี้แล้วจึงดูดีมิใช่หยอก

สถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งคือ สุสานโฮจิมินห์ สุสานของผู้นำที่เคารพรักของคนเวียดนาม แต่บริเวณใกล้เคียงยังมีพิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ สถานที่อีกแห่งที่น่าสนใจ ด้วยเวลาการเข้าชมที่จำกัดพวกเราจึงเลือกไปที่แห่งนี้ก่อน ภายในพิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์มีการจัดแสดงนิทรรศการมากมาย ภาพถ่ายขาวดำในสมัยสงคราม เรื่องราวการสู้รบในสมัยครามเวียดนาม ประวัติของโฮจิมินห์ที่เป็นผู้นำที่ชาวเวียดนามต่างเคารพรัก 
 
สถานที่สุดท้ายที่เรามาเยือนคือ สุสานโฮจิมินห์ อาคารสุสานสร้างด้วยหินอ่อน หินแกรนิต และไม้ ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของ Old Quarter สุสานนี้สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1973 หลังจากโฮจิมินห์เสียชีวิตเมื่อวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1969 บริเวณโดยรอบสุสานฯเป็นลานขนาดใหญ่ ที่ประชาชนในเมืองมาเดินเล่น ทำกิจกรรมร่วมกัน หรือทหารฝึกมาฝึก ณ สถานที่แห่งนี้เช่นกัน เสมือนกับว่าที่นี่เป็นสวนสาธารณะดีๆใจกลางเมืองฮานอยอีกแห่งหนึ่งเช่นกัน 
SHARE
Writer
Maithira
Sister
ฉันคิดว่าการเดินทาง 🚶และการดูหนัง 🎥 เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตฉันไปแล้ว

Comments

Iris_Issara
3 years ago
ถูก taxi โกงบ้างมั้ย lol

Reply
Maithira
3 years ago
มีสิ นอกจากถูกแทกซี่โกงแล้ว เงินยังหายอีก พระเจ้า!!