กฎแห่ง "กำ"..
มีเรื่องเล่าของเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายคู่หนึ่ง
ทั้งคู่อยู่บ้านติดกัน และเป็นเพื่อนรักกัน
น้อยครั้งที่ทั้งสองจะทะเลาะกัน

วันหนึ่ง.. ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังนั่งเล่นหมากเก็บกันอยู่ 
ทุกครั้งเด็กชายจะเป็นฝ่าย(ยอม)แพ้ตลอด
ถึงแม้ว่าจะเล่นเก่งกว่าก็ตาม
เพราะการได้เห็นรอยยิ้มของเด็กหญิงคนนั้น
คือความสุข ที่มากกว่าการได้ชัยชนะในเกม 

แต่วันนี้.. เขาอยากลองเป็นฝ่ายชนะดูบ้าง
แค่อยากรู้ว่าเด็กหญิงจะรู้สึกอย่างไร
และเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

เมื่อเด็กผู้หญิง ตะโกนขึ้นมาด้วยเสียงอันดัง ว่า
"ไม่จริงนะ เธอชนะฉันได้ยังไง ฉันไม่เคยแพ้ใคร ฉันไม่ยอมๆ ๆ" 
พร้อมกับปาหินใส่เด็กผู้ชายคนนั้น

แทนที่เด็กชายจะโกรธและปาหินกลับไป
เขาเลือกที่จะเก็บหินในนั้นไว้ในมือ
แต่ด้วยความเสียใจ เขาจึงบีบและกำก้อนหินนั้นไว้จนสุดแรง 
โดยลืมสังเกตว่า มีเลือดไหลออกมาจากมือข้างที่เขากำหินไว้ 
และทำได้เพียงนั่งมองเด็กหญิงคนนั้น.. วิ่งหายไปจนลับสายตา

และตั้งแต่วันนั้นมา ทั้งคู่ก็ห่างกันไปเรื่อยๆ..
ครอบครัวของเด็กหญิงคนนั้นได้ย้ายบ้านไปทำธุรกิจที่ต่างจังหวัด 
และสุดท้ายทั้งสองคนจึงหายไป.. จากชีวิตของกันและกัน

เวลาเสียใจ.. บางคนเลือกระบายออกไป ด้วยการตะโกน
แต่บางคน.. ระบายออกไปด้วย "ความเงียบ"
การตะโกนด่ากัน.. ก็ไม่ต่างอะไรจากการปาหินใส่กัน
และถ้ามีฝ่ายไหนเก็บหินก้อนนั้นไว้ บีบและกำจนสุดแรง ก็มีแต่จะเจ็บ 
และกลายเป็นแผล นานวันเข้าไม่ยอมทิ้งไป 
ยังเก็บมันไว้ นึกถึงคนที่ปาใส่เราเมื่อไหร่ ก็เก็บมากำไว้อยู่อย่างนั้น
รอยแผลที่เกิดขึ้นอาจจะไม่วันรักษาให้หาย
และกลายเป็น.. "แผลเป็น" ในที่สุด

ไม่ต่างกันกับเรื่องของเด็กสองคน..

เด็กผู้หญิงเลือกปาหินใส่เพื่อระบายความโกรธและเสียใจ 
หวังเพียงให้อีกฝ่ายรู้สึกเจ็บเหมือนตน
เด็กผู้ชายเลือกที่จะเก็บหินนั้นไว้ และบีบจนสุดแรง
เพื่อระบายความเสียใจ ไม่อยากทำร้ายอีกฝ่าย 
แต่นั่นก็ไม่ต่างอะไร.. จากการทำร้ายตัวเอง

"หิน".. ก็เหมือนกับ "คำพูด" 

และการที่เรากำมันไว้.. ก็เหมือนการเก็บเอาคำพูดบางคำ มาใส่ใจและใส่ความคิด
ถ้าเรารู้จักปล่อยหิน ใจเราก็จะสบายและไม่หนัก
เพราะคำพูดบางคำ พูดเพียงครั้งเดียว แต่อาจทิ่มแทงใจเราให้เจ็บช้ำได้ตลอดไป
หากว่าเลือกที่จะ "กำ" ไว้ และไม่รู้จักการ "ปล่อย"
 
และนี่ก็เป็นที่มาของคำว่า .. กฎแห่ง "กำ" 



credit ภาพ :https://ljungdurst.wordpress.com/2009/page/3/
SHARE
Writer
LumiAil2
Writer
เขาว่ากันว่า .. ฉันคือหมอยาโรมานซ์ ฝากติดตามผลงานรวบรวมบทความ เรื่องเล่าจากหัวใจ เรื่องสั้น ภาพประกอบคำบรรยาย และปรัชญาการใช้ชีวิตได้ที่ https://www.facebook.com/KaweeCheewit/

Comments

July_Moon
5 years ago
เปรียบเทียบดีอ่ะพี่แอร์ เข้าใจง่ายดีค่ะ ;)
Reply
LumiAil2
5 years ago
ขอบคุณจ้าน้องเฟิร์น :)
UnicornCat
5 years ago
เรามีนิสัยเหมือนเด็กผู้หญิงคนนี้เลย
เสียใจในการกระทำตัวเองมากค่ะ T T
เคยขอโทษอีกฝ่าย แต่เขาก็ไม่ยอมให้อภัยเรา
เราได้แต่รู้สึกผิดในใจมาตลอด T T
เป็นความรู้สึกเหมือนกำหินไว้ในมือนะ

จนวันนี้...เราเลือกที่จะปล่อยความรู้สึกผิดละ
และมองว่ามันคือบทเรียน เพื่อไม่ให้ตัวเองทำพลาดอีก

แต่ก็แปลกนะคะ...เพราะบางคน กลับเข้าใจเราในความไม่สมบูรณ์แบบ และให้อภัยเราเสมอเวลาเราทำพลาดไป
เรารู้สึกเหมือนได้รับความรัก เป็นแรงดลใจให้พัฒนาตัวเองดีขึ้น ^ ^

ในขณะที่บางคน...เลือกที่จะเดินหนีจากเราไป T T

Reply
LumiAil2
5 years ago
ดีใจด้วยนะคะ ที่คุณเจอคนที่สามารถให้อภัยในทุกความผิดพลาดของคุณได้ ดังนั้น ขอให้รักษาเขาไว้ให้ดี ให้มองเขาเป็นเหมือน ของมีค่า มากกว่า ของตายนะคะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ :)
Saifon
5 years ago
ชอบมากเลยค่ะ ...นิสัยหนูเหมือนเด็กผู้ชายคนนั้น เก็บทุกอย่าง ไม่โวยวาย ไม่พูด ใจจะพังสักเท่าไหร่ก็ยังยิ้ม ร้องไห้ในใจ 😂😂
Reply
LumiAil2
5 years ago
บางครั้งการได้ตะโกนก็อาจจะดีกว่าเงียบนะคะ ต้องลอง ๆ อิอิ
Thatman
5 years ago
"หิน".. ก็เหมือนกับ "คำพูด" จริงๆ ครับ ผมเคยพลาดปาหิน(คำพูด)ใส่หน้าเพื่อนรักเต็มๆเลยครับ ทุกวันนี้ หัวแตกเลือดอาบ มองหน้ากันไม่ติดเลยครับผม

คำพูด ออกไปจากปากแล้ว เอากลับมาไม่ได้ ส่วนแผลที่เกิดจากมัน ถึงหายเจ็บแต่ก็ทิ้งรอยแผลเป็นจริงๆ นะครับ :(
Reply
LumiAil2
5 years ago
ไม่มีใครไม่เคยผิดพลาดนะคะ ให้อภัยตัวเอง แล้วแผลจะค่อยๆดีขึ้นค่ะ :)
Thatman
5 years ago
แผลหายแล้วครับ เพื่อนก็หายไปด้วยเช่นกัน ฮ่าๆ อันนี้พูดเล่นครับ กลับมาคบกันปกติแต่ต้องระวังมากขึ้นเฉยๆ ครับ ใช้เวลพักใหญ่เลย :)

ขอบคุณนะครับ สำหรับบทความดีดี
LumiAil2
5 years ago
ยินดีค่ะ ขอบคุณเช่นกันที่อ่านจนจบ :)
9harbin
5 years ago
อ่านสนุกจัง ชอบ ลึกซึ้ง
Reply
LumiAil2
5 years ago
ขอบคุณที่ชอบนะคะ :)