การปรากฏตัวของสาวขาหัก
ผมเคยเจอเจ้าของร้านกาแฟแห่งนี้แค่สามสี่ครั้ง เธอมักจะปรากฏตัวตอนกลางคืน มาไม่เป็นเวลาและคาดเดาอารมณ์ไม่ได้ (เหมือนพวกโปเกม่อนในตำนาน) ในวันอารมณ์ดีเธอจะซื้อของมาฝากพนักงาน เอ่ยปากชมเล็กๆ น้อยๆ "ขยันกันจังเลยนะ" "ทำเล็บใหม่มาเหรอ" "ฝากทาร์ตไข่ไปให้คุณแม่ด้วยนะ"

แต่บางวัน...เธอจะผลักประตูร้านเข้ามายังกับว่ามีพายุไต้ฝุ่นพัดอยู่ข้างนอก มือถือแนบหู กำลังตะโกนด่าใครสักคนในโทรศัพท์ “กาแฟอะไรก็ได้ขมๆ!” เธอสั่งบาริสต้า หันไปขอโทษลูกค้า เดินวนอยู่หน้าเคาน์เตอร์สามสี่รอบ จากนั้น...ผลักประตูออกจากร้านไป สูญเสียไปแล้วไม่รู้กี่แก้วกับเหตุการณ์แบบนี้
 
เธอเป็นสาวอายุไล่เลี่ยกับผม อาจจะโตกว่าสักหน่อย สองหรือสามปีไม่เกินนั้น เธอเดินเร็วตลอดเวลา พูดเร็วตลอดเวลา ความคิดในหัวเธอพุ่งพล่านระเบิดปึงปังเหมือนประทัดวันตรุษจีน ด้วยความเร็วระดับนี้ดูยังไงเธอก็ไม่ใช่คนที่เหมาะกับงานที่ต้องติดอยู่กับที่ใดที่หนึ่งนานๆ 
 
ร้านกาแฟแห่งนี้เปิดมาสองปีแล้วและไม่น่าจะตอบโจทย์ชีวิตเธอ เธอคงแค่เปิดทิ้งไว้แล้วไปใช้ชีวิตวุ่นวายอยู่ที่ไหนสักแห่ง ในเมืองนี้ ในประเทศอื่น หรือสักแห่งหนึ่งในโลกเล็กๆ ใบนี้ ขอแค่ได้มีชีวิตห่างไกลความสงบ ทำงานที่ได้พบปะผู้คนวันละมากๆ รับโทรศัพท์วันละมากๆ ได้เงินวันละมากๆ ตกดึกก็รูดคีย์การ์ดเดินสะโหลสะเหลเข้าห้อง เห็นเตียงแล้วอยากกระโดดใส่ใจจะขาด แต่ไหนจะจานที่ยังไม่ได้ล้าง ผ้าที่ยังไม่ได้ซัก และอีเมลที่ยังไม่ได้ตอบอีก ถึงจุดนี้เธอบอกกับตัวเองว่าพอแล้ว "ค่อยทำพรุ่งนี้แล้วกัน" แต่หลังจากเปิดตู้เย็นกินน้ำไปสองอึกเธอก็ตรงไปที่อ่างล้างจาน จัดการทุกอย่างที่ "ค่อยทำพรุ่งนี้แล้วกัน" เสร็จตอนเที่ยงคืน ไม่เหลือเวลาโทรศัพท์หาใคร ไม่เหลือเวลานอนกลิ้งดูซีรี่ส์เกาหลี เฟซบุ๊กกับไลน์ของเธอ นอกจากคนที่ติดต่อกันเรื่องงานแล้วก็ไม่มีใครให้เธอทักไปคุยด้วยก่อนนอน

เธอใช้ชีวิตแบบนี้มานานแค่ไหน...เธอเองก็คงลืมไปแล้ว วันๆ หนึ่งเธอทำสิ่งต่างๆ ได้เยอะจนตัวเธอเองยังแปลกใจ แต่สิ่งที่ควรจะทำให้ตัวเองกลับถูกโยนไว้ลำดับสุดท้ายใน To do list เสมอ คนรอบข้างอิจฉาเวลาเห็นเธอโพสต์รูปคู่กับอาหารจานหรูบนดาดฟ้าโรงแรม แต่พวกเขาคงลืมสังเกตไปว่าทุกรูปมีจานอยู่แค่ใบเดียว วางคู่แก้วไวน์แก้วเดียว แม้จานขาวและแก้วไวน์ไร้สีจะอาบไล้ด้วยแสงเทียน แต่ความงามของภาพที่ปรับแต่งแล้วใน instagram ก็ไม่อาจเปลี่ยนความจริงที่ว่า มื้อเลิศหรูเหล่านั้น เธอนั่งกินข้าวอยู่คนเดียว

ห้องนอนปิดไฟ หัวถึงหมอนแล้วแต่เธอยังลืมตา ตะแคงข้างมองผ่านบานกระจกใสออกไปยังมหานคร มองดูแต้มจุดแสงบนตึกอาคารเบลอเข้าหากัน เฝ้าคิดถึงงานต่างๆ ที่ต้องทำในวันถัดไป...และวันถัดๆ ไป 

"อีกห้าปีฉันจะต้องสบาย...อีกห้าปีชีวิตฉันจะต้องดีกว่านี้"

เธอกล่อมตัวเองจนหลับไป

ผมได้คุยกับเธอครั้งแรกหลังจากเธอขาหัก

คืนวันศุกร์ เธอเดินด้วยไม้ค้ำ ยันตัวเองเข้ามาในร้าน ไม่ได้ซื้อของมาฝากใครหรือด่าใครในโทรศัพท์ แค่โบกมือทักทายพนักงาน พลังในเสียงของเธอหายไป ประกายในดวงตาของเธอก็ด้วย ผมไม่เคยเห็นเธอในสภาพนี้มาก่อน ไม่ว่าจะในวันดีๆ หรือวันร้ายๆ ไม่มีวินาทีไหนที่เธอจะเผยความเหนื่อยล้าหมดแรงออกมาให้เห็น

เธอเลือกนั่งบาร์ริมกระจก แม้ผมจะนั่งห่างจากเธอคนละฝั่งร้าน แต่รู้สึกว่าระยะห่างนั้นไม่เป็นจริง อาจเป็นเพราะเธอดูอ่อนแอกว่าทุกที อาจเป็นเพราะวันนี้เธอต้องเดินโดยใช้ไม้ค้ำ หรือเป็นเพราะแววตาบอบบางที่สะท้อนอยู่ในเงากระจก ผมเองก็ไม่รู้ แค่รู้สึกใกล้กับเธอกว่าที่เคย

ผมก็เคยนั่งที่บาร์นั้น เก้าอี้ตัวข้างๆ เธอพอดี หันหลังให้ทุกชีวิตในร้าน หันหน้าเข้าบานกระจกใส มีวิวเป็นภาพมัวสลัวของมหานครยามค่ำ ฝนโปรยเบาบางไม่พอจะทำให้พื้นถนนข้างนอกเปียก ได้ยินเสียงขูดขีดของล้อรถไฟเสียดสีกับรางเหล็ก กลุ่มคนในชุดทำงานจะเดินลงมาจากสถานีรถไฟฟ้าทุกสิบนาที บางคนหยุดอยู่ บางคนเดินต่อไป บางคนโทรหาใครสักคน มีคนที่มีที่จะไปและคนที่ไม่มีที่จะไป มีคนที่มีเป้าหมายและคนที่เดินอย่างไร้ทิศทาง

เวลาผ่านไปนาน อาจสักชั่วโมงหรือมากกว่านั้น ยากที่จะบอก เหมือนว่าประตูร้านมีอำนาจปิดกั้นกระแสเวลาอันเร่งรีบของชาวมหานครไม่ให้ไหลผ่านเข้ามาในร้าน เธอยังนั่งอยู่ตรงนั้น ปิดเปิดหน้าจอมือถือเป็นระยะ เธอคงกำลังรอคอยอะไรสักอย่าง หรืออาจจะรอใครบางคน 

เวลาได้ขับไล่คนในร้านออกไป จูงแขนคนเหล่านั้นออกจากร้าน ผลักคนเหล่านั้นให้กลับบ้าน ส่งคนเหล่านั้นไปเจอเพื่อนฝูง ไม่นานในร้านก็เหลือแค่บาริสต้า ผม และเธอ

บาริสต้าหนุ่มยุ่งอยู่กับงานเช็ดแก้วกาแฟ เขาทำมันด้วยท่าทีเคร่งขรึมราวกับกำลังประกอบพิธีศักดิ์สิทธิ์ ส่วนเธอ...มือถือเธอนอนคว่ำหน้าอยู่บนบาร์มาครึ่งชั่วโมงแล้ว ผมเห็นไฟหน้าจอส่องสว่างหลายครั้ง เธอเองก็เห็น แต่เธอไม่สนใจมันอีกต่อไป ความสนใจทั้งหมดของเธออยู่ที่หนังสือ "How Google Works" หนังสือยับยู่ยี่ที่ไม่รู้ว่าเธออ่านมาแล้วกี่รอบ เธอกำลังเขมือบมันหน้าต่อหน้า กัดกินมันบรรทัดต่อบรรทัด

00.12 น. บาริสต้าขอโทษเราสองคน "ร้านปิดแล้วนะครับ ขออภัยด้วยครับ" ผมเก็บของออกมา ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นได้ยังไงแต่เราเดินออกมาพร้อมกัน ผมเดินนำหน้า เห็นได้ชัดว่าเธอยังไม่ชินกับการใช้ไม้ค้ำ ส่วนหนึ่งในใจบอกผมว่าไม่ใช่ธุระอะไรของผมที่ต้องไปเป็นห่วง เธอเป็นสาวแกร่ง ดูแลตัวเองได้แน่ๆ แต่อีกส่วนในใจร้องเตือนว่าจะแกร่งแค่ไหนแต่เธอก็เป็นสาวขาหัก สาวขาหักจะกลับบ้านยังไง มีรถรึเปล่า ขับรถได้มั้ย ขึ้นรถไฟฟ้าไหวรึเปล่า สารพัดคำถามผุดขึ้นในหัว 

ผมหยุดเท้า หันกลับไป รับรู้ถึงฝนปรอยๆ ที่หล่นลงมาบนหน้าผาก

"ขาหักอย่างนี้กลับได้มั้ยครับ"

ฟัค...ผมอยากจะถอนคำพูดเดียวนี้เลย นี่คือคำทักทายดีที่สุดที่ผมนึกออกแล้วเหรอ

แต่เธอยิ้ม ดูขบขัน "กลับได้ค่ะ ขาหักแต่ก็ยังเดินได้อยู่"

ผมเริ่มใหม่ "คุณคือเจ้าของร้านนี้ใช่มั้ยครับ"

"ค่ะ" เธอสวมรอยยิ้ม "ฉันเห็นคุณที่ร้านบ่อยๆ คุณนั่งกับคนไม่ซ้ำหน้าเลย"

"งานน่ะครับ ต้องคุยกับคนนั้นคนนี้"

"อย่าบอกนะว่าขายตรง"

"ครับ บางวันต้องหิ้วเครื่องกรองน้ำมาด้วย ช่วยให้คนฟังตัดสินใจง่ายขึ้นเยอะเลย" เธอยิ้ม รู้ว่าผมพูดเล่น "ผมทำงานอยู่บริษัทดิจิตอลพีอาร์ครับ เป็นคอนเทนท์ไรเตอร์ เขียนเกี่ยวกับคุณค่าการทำงานของคนอาชีพต่างๆ"

"ฟังดูดีพๆ นะคะ"

"ไม่ดีพขนาดนั้นหรอกครับ อย่างถ้าผมจะเขียนถึงคุณ ผมก็จะชวนคุณคุยเรื่องร้านกาแฟ อะไรทำให้มาเปิดร้านนี้ เริ่มต้นยังไง มีแพชชั่นอะไร เจอความท้าทายอะไรบ้าง มีความสุขที่สุดตอนไหน"

"เอาตรงๆ นะ ฉันเปิดร้านกาแฟเพราะเงินอย่างเดียวเลย แพชชั่นอะไรพวกนั้นฉันทิ้งไปตั้งแต่เรียนจบแล้ว"

"งั้นผมจะตั้งชื่อบทความว่า 'หญิงสาวผู้เปิดร้านกาแฟโดยไม่ใช้ Passion'"

"แค่ฟังชื่อก็อยากอ่านแล้ว"

เรายืนอยู่หน้าร้านกาแฟ ไฟชื่อร้านส่องแสงสีขาวตะวัดโค้งเป็นภาษาฝรั่งเศส เธอปล่อยมือข้างหนึ่งจากไม้ค้ำ ดูไม่มั่นคงเมื่อต้องยืนด้วยขาข้างเดียว เธอใช้มือข้างที่ว่างเสยผมที่บังสายตาออก ปล่อยให้แสงไฟอาบใบหน้าข้างหนึ่ง ประกายในดวงตาเธอกลับมาแล้ว

ผมบอกเธอว่าร้านของเธอบรรยากาศดี ให้ความรู้สึกส่วนตัว เหมาะนัดคนมาคุย กาแฟที่ร้านก็อร่อยมาก

"แน่นอน บาริสต้าของร้านเรามือหนึ่งเลยนะ"

"เรียนชงกาแฟมาจากตุรกีเลยใช่มั้ยครับ"

"นั่นก็เวอร์ไป" เธอยันตัวเองออกเดิน "คุณชอบกินกาแฟเหรอ" 

"ก็ได้กินครับ แต่ไม่ลึกซึ้งขนาดกินกาแฟดริปอะไรพวกนั้น" ผมถามเธอบ้าง "คุณล่ะ"

เธอสั่นหัว "ฉันกินแต่ชาเขียวนม นอกนั้นบาย ฉันว่าฉันน่าจะแพ้คาเฟอีน กินกาแฟแล้วปวดหัวทุกที"

"ชาเขียวก็มีคาเฟอีนนะครับ"

"หา จริงเหรอ แล้วทำไมฉันไม่ปวดหัวล่ะ"

"คุณอาจจะไม่ได้แพ้คาเฟอีนก็ได้"

"จริง ฉันอาจจะแค่แพ้กาแฟ"

"กาแฟของร้าน Nikko Cafe ที่เอกมัยก็อร่อยนะครับ" ผมเปลี่ยนเรื่องเมื่อเดินถึงทางเลี้ยว

เธอนิ่วหน้า "ไม่อยากจะยอมรับ แต่จริง ของกินร้านนั้นอร่อยทุกอย่าง เทียบกันแล้วชาเชียวร้านฉันกลายเป็นน้ำปั่นข้างทางไปเลย"

เราเดินผ่านรถเข็นขายน้ำปั่นพอดี ผมต้องพาเธอเปลี่ยนท็อปปิกอีกรอบ

"ไม่ค่อยเห็นคุณเข้าร้าน ปกติทำงานอะไรครับ"

"หลายอย่างค่ะ เยอะไปหมด นี่ฉันเองยังงงๆ เลยว่าวันๆ หนึ่งต้องทำอะไรบ้าง" เธอยกมือขึ้นมานับนิ้ว "ฉันมีร้านขายเสื้อผู้หญิงออนไลน์ ตอนนี้ให้แม่ดูแลไปแล้ว มีร้านกาแฟนี้ มีร้านขนมปังอยู่ที่ทองหล่อ ร้านนี้ขายดีมากกก คุณต้องไปกินให้ได้นะ ชูครีมร้านฉันเป็นเดอะเบสของเดอะเบส นอกจากร้านพวกนี้ฉันก็ดูมาร์เก็ตติ้งให้สตาร์ทอัพประหลาดๆ ทีมหนึ่ง แค่นี้ก็หมดแล้วเวลา 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ 365 วันต่อปี มีแต่งานๆๆ งานออนลี่ อ้อ เวลาที่เหลือฉันเอาไปเรียนภาษาอาราบิก"

"ภาษาอาราบิก"

"ใช่ คนเรียนแต่ภาษาจีน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศสกัน ฉันบอกเลยว่าคนไทยเราติดต่อกับประเทศตะวันออกกลางน้อยมาก แต่คนที่นั่นเงินหนามาก มากๆ เลยนะ ถ้าฉันได้ภาษานี้ ในอนาคตจะติดต่อธุรกิจกับคนตะวันออกกลางก็ได้เปรียบคนอื่น (แต่ยังอีกไกลแหละ เพิ่งเริ่มเรียนเอง)"

ผมเลิกคิ้ว นึกภาพผู้หญิงคนนี้ยืนคุยกับกลุ่มชายฉกรรจ์นุ่งโสร่งสีขาว หัวข้อที่คุยน่าจะเป็นเรื่องแผนการวางระเบิดมากกว่าวางแผนธุรกิจ 

"แล้วที่ทำสตาร์ทอัพละครับ"

เธอถอนหายใจ

"อันนี้หนักค่ะ คนมองว่าสตาร์ทอัพเป็นงานสบาย อารมณ์แบบแบกแมคบุ๊กแอร์ไปนั่งโต๊ะกับคนฮิปๆ รอบๆ ตัวมีแต่คนอายุน้อยๆ รวยๆ ทุกคนมีไอเดียธุรกิจพันล้านอยู่ในหัว ตอนกลางวันก็โพสต์รูปลง ig ตอนเย็นตีปิงปองในที่ทำงาน ทำกันไปแค่สองสามปีก็กลายเป็นเศรษฐีกันหมด

"เอาจริงๆ มันไม่ใช่เลย สตาร์ทอัพงานควาย - โทษค่ะ - งานหนัก รายได้ไม่ได้สูงอย่างที่คิด ดีอย่างเดียวคือมีอนาคต แต่จะมีอนาคตก็ต้องทุ่มเทมาก...จริงๆ จะสตาร์ทอัพหรือไม่อัพ ถ้าทุ่มเทและใส่ใจมากๆ มันก็มีอนาคตกันทั้งนั้นแหละ อย่างแอปฯ ที่ทีมของฉันทำ" เธอกลอกตา ถอนหายใจหนักๆ อีกรอบ "เราทำแอปฯ ชื่อ umbrella อยู่ค่ะ"

"ร่ม" ผมทวน

"umbrella ร่ม ใช่ค่ะ แอปฯ บ้าบอ" เธอเร่งจังหวะเดิน เหมือนตัวเองจะลืมไปแล้วว่าใส่เฝือกอยู่ "ทีมฉันอยากแก้ปัญหากรุงเทพฯ ร้อน เลยคิดแอปฯ ที่คนสามารถกดปุ่มเดียวแล้วจะมีร่มไปส่งให้ถึงที่ มีแบบพิเศษด้วยนะ แบบพิเศษจะมีคนมาเดินกางร่มให้ โดยเราจะให้คนทั่วไปที่พกร่มนี่แหละค่ะ รับอาสาไปส่งร่มหรือกางร่มให้คนที่กดรีเควส โกลของเราคือการสร้างอาชีพใหม่ อาชีพ umbreller ค่ะ แพชชั่นของเราคืออยากเห็นวันที่ทุกคนสามารถทำอาชีพ umbreller ได้"

"หลุดโลกดีครับ" ผมออกความเห็น "ผมว่าน่าจะเปลี่ยนเป็นแอปฯ หาคู่ไปเลย ให้ผู้ชายกับผู้หญิงมากางร่มให้กัน"

เธอหยุดกึก ผมเบรกแทบไม่ทัน

"เออ แบบนั้นก็ได้นี่ จดแปบนะค่ะ" เธอเปิดจอมือถือ มีคนข้อความมาหาเธอเป็นสิบๆ ครั้ง แต่เธอสไลด์ทิ้ง จดบางอย่างลงไป ระหว่างนั้นผมมองรอบๆ ร้านผัดไทปิดไปแล้ว มีแค่หน้าเซเว่นเท่านั้นที่ไฟยังสว่างอยู่

"เรียบร้อยค่ะ" เธอเดินต่อทันที "ไอเดียคุณดีกว่าไอเดียอีตาหัวหน้าทีมของฉันอีก บอกเลยว่าตาคนนี้หลุดไปไกลมาก คิดมาแต่ละอย่าง...แต่เราก็ได้เงินลงทุนมานะ"

"กับแอปฯ umbrella เนี่ยนะ"

เธอส่ายหัว "นายทุนก็เกลียดไอเดียนี้ค่ะ (ใครบ้างจะซื้อไอเดียบ้าๆ แบบนี้) แต่นายทุนเชื่อในอีตาหัวหน้าของเรา เขาบอกว่า ยกคำพูดมาเลยนะ 'ผมลุงทุนกับคุณก็เหมือนการยื่นพู่กันให้ปิกัสโซ่ วันนี้ปิกัสโซ่อาจจะวาดรูปห่วยๆ ออกมา แต่ปิกัสโซ่คือปิกัสโซ่ วันข้างหน้าเขาจะผลิตผลงานมาสเตอร์พีซ'"

"หวังว่านายทุนจะพูดถูก"

"นายทุนอาจจะพูดผิดก็ได้ค่ะ ไม่สำคัญเลยว่านายทุนคนนั้นจะมองอีตาหัวหน้าว่ายังไง"

"สำคัญที่หัวหน้าของคุณมองตัวเองยังไง" ผมต่อประโยคให้

เธอยิ้ม "อีตานั่นมองตัวเองว่าเป็นสุดยอดปิกัสโซ่อยู่แล้ว แต่ที่สำคัญคืออีตานั่นมองพวกเราในทีมทุกคนเป็นปิกัสโซ่ด้วย"

ผมเคยคุยกับฝาแฝดนักทำชีสชาวฝรั่งเศส เคยคุยกับทีมแพทย์ฉุกเฉินที่กุมมือผู้ป่วยระยะสุดท้ายมาเป็นพันๆ คน เคยคุยกับหญิงสาวนักจัดดอกไม้ที่ไม่มีมือทั้งสองข้าง เคยคุยกับชายตาบอดที่เขียนหนังสือขายดีไปทั่วโลก คนเหล่านั้นมีสิ่งหนึ่งเหมือนกัน พวกเขามีความเชื่อ เชื่อว่าสิ่งที่พวกเขาทำมีความหมาย เชื่อว่าพวกเขาคือนายแห่งชะตาชีวิตตัวเอง เชื่อว่าถ้าเขาทำวันนี้ได้ดี ชีวิตในวันข้างหน้าของพวกเขาจะต้องดีแน่ๆ

ผมอยากคุยกับเธอเรื่องพวกนี้อีก แต่ต้องหักห้ามใจไว้ เตือนตัวเองว่าผมทักเธอเพราะเป็นห่วงว่าเธอจะกลับยังไง ไม่ใช่จะเอาเรื่องเธอไปเขียนลงเพจตัวเอง

"แล้วนี่กลับยังไงครับ เอารถมารึเปล่า"

"ขาหักอย่างนี้หมดสิทธิ์ขับค่ะ ฉันมารถไฟฟ้า ถ้าคุณกำลังเป็นห่วงว่าฉันจะกลับไม่ได้ก็เลิกห่วงได้เลย ขามาฉันมาได้ ขากลับฉันก็กลับได้"

"แต่นี่มันเลยเที่ยงคืนแล้วนะครับ"

"ค่ะ แล้วยังไงเหรอ"

"รถไฟฟ้าปิดเที่ยงคืนครับ"

"บ้า รถไฟฟ้ามันมีปิดด้วยเหรอ"

ผมพยักหน้า

"บ้า"

ผมพยักหน้าสองที

ผมพาเธอเดินไปที่สถานี ขึ้นบันไดไปดูให้เธอ เจอแต่พี่ยามกำลังนั่งดูอะไรสักอย่างในมือถือ รถไฟหยุดวิ่งแล้ว

"งั้นเดี๋ยวฉันกลับแท็กซี่" เธอหยุดอยู่ริมฟุตบาท ยืนอยู่บนไม้ค้ำยัน "ขอบคุณนะที่เดินคุยเป็นเพื่อน ขอบคุณด้วยที่เป็นห่วง แต่ฉันกลับได้"

"จริงๆ ให้ผมไปส่งได้นะถ้าไม่คิดมาก"

"ไม่เป็นไร ลำบากเปล่าๆ"

ระหว่างยืนรอรถแท็กซี่ มีชายคนหนึ่งไถลตัวบนสเก็ตบอร์ดผ่านด้านหลังเราไป เขาไม่มีขา แต่แขนมีกล้ามเป็นมัด ใช้กำปั้นยันสเก็ตบอร์ดไหลลงเนินฟุตบาทแล้วแล่นต่อไปบนพื้นคอนกรีต เสียงล้อดังโกรกกรากไปทั้งถนน เธอหันมายิ้มให้ผม ผมยิ้มกลับ พอเธอหันไปมองทางอื่นสายตาผมก็ถูกดึงดูดโดยเฝือกของเธอ เพิ่งสังเกตว่าบนเฝือกมีรูปหน้ายิ้มสีเหลืองระบายอยู่ ลายเส้นดูเด็กๆ ทีแรกผมคิดว่าเธอให้เด็กแถวบ้านวาดให้ แต่ผมมารู้ทีหลังว่าเธอเป็นคนวาดเอง

รถแท็กซี่ยังไม่มา

"ขาไปโดนอะไรมาครับ" ผมถาม

"เนี่ยเหรอ" เธอยกขาข้างที่ใส่เฝือกขึ้น "ไม่บอก"

"อย่าบอกนะว่าไปเตะหมามา"

"ใช่ที่ไหนเล่า!"

"ลำบากมั้ยต้องเดินด้วยไม้ค้ำ"

"เดี๋ยวก็ชินค่ะ" เธอมองผมตรงๆ "และเดี๋ยวก็หาย"

รถแท็กซี่มาแล้ว ป้าย 'ว่าง' สีแดงวิ่งเข้าเทียบจอด เธอขยับตัวออกไปยืนริมฟุตบาท กำลังจะเปิดประตู หันกลับมา

"คุณยังไม่บอกฉันเลยว่าคุณชื่ออะไร"

"ไม่บอก"

"เอ้า"

แท็กซี่กดเปิดไฟฉุกเฉิน ไฟสีส้มกระพริบบนพื้นถนน

ผมมองเธอตรงๆ "เดี๋ยวก็ได้เจอกันอีกครับ"
SHARE
Written in this book
มีโอกาสที่ฝนจะตก
With a Chance of Rain

Comments

1988
3 years ago
เราอ่านแล้วชอบมากเลย :)
พอดีเราเพิ่งสมัคร storylog น่ะ
เอ้อ ! เป็นคนแรกที่เรา follow ด้วย
Reply
Bushy
3 years ago
โห ได้ยินแบบนี้ชื่นใจเลย ขอบคุณมากครับ
Perola
3 years ago
อ่านแล้วเราอยากเอาไปแปลงทำบทหนังสั้นเลยค่ะ
Reply
Bushy
3 years ago
โหหห ยินดีเลยครับ
Olddaysgone
3 years ago
เขียนได้ดีมากเลยครับ ว่าแต่นี่เรื่องจริงใช่มั้ยครับ
Reply
Bushy
3 years ago
เรื่องแต่งเพียวๆ เลยครับ

Hanan
2 years ago
มีต่อไหมฮะ รออ่านเลยย
Reply
กำลังอยากเขียนเรื่องความเชื่อ..ไม่น่าเชื่อว่าจะเจอส่วนหนึ่งในนี้
Reply