Just Another Toy : แค่... ของเล่น
หาก "ความรัก" เป็นเหมือนเกม
"ความรู้สึก" คงเป็นของเล่นที่เปราะบางที่สุด 

     เรื่องตลกที่ไม่ตลกของการพบว่าใครบางคนกำลังถูกหักหลัง คือการที่คนถูกหักหลังเป็นคนหนึ่งซึ่งสำคัญกับใจเรา ส่วนผู้กระทำคืออดีตคนสนิทในวันวาน และเราเองทำได้เพียงนั่งนิ่ง มองข้อความตรงหน้าซึ่งไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นจริง ระหว่างรอการประมวลผลของสมอง ไม่นานนักข้อความแรกในรอบ 2 เดือนก็ถูกกดส่งไปหา "ผู้ถูกกระทำ"

     ...โอเคไหม?...

     ประโยคสั้นๆ ซึ่งไม่รู้จะสอบถามอะไรไปมากกว่านั้น เพราะเราไม่รู้ว่าควรพูดไหม หรือแม้กระทั่งว่าสิ่งที่เราเห็นนั้นอีกฝ่ายเห็นหรือยัง ได้แค่ถามออกไปราวกับเป็นคำถามลอยๆ ยามเมื่อไม่ได้พบปะพูดคุยกันเป็นเวลานาน อาจเพราะช่วงหลังเรายุ่งกับงาน เพิ่งผ่านพ้นช่วงรับปริญญา เริ่มหากิจกรรมทำที่มากขึ้นกว่าเดิม การนั่งพิมพ์แชทเพื่อคุยจึงไม่ใช่กิจกรรมยามว่างซึ่งเราปรารถนาสักเท่าไหร่นัก


     เรารับรู้เรื่องราวของเขาทั้งคู่มาตั้งแต่ต้น รู้จักกันตั้งแต่เขายังไม่ได้เริ่มคุยกันจริงจังด้วยซ้ำ สถานะของทั้งคู่คือความไม่ชัดเจน ขมุกขมัว หาความแน่นอนไม่เจอ เพราะฝ่ายหนึ่งอยู่ภายใต้แสงสว่าง ส่วนอีกฝ่ายเอาแต่เก็บตัวอยู่ในเงามืด ขังตัวเองไม่ปล่อยให้ใครได้รับรู้ความเป็นไปที่แท้จริง ข้อล่าวอ้างร้อยพันถูกแทนค่าคำถามซึ่งต้องการคำตอบ กลายเป็นว่าคำถามเหล่านั้นไม่เคยถูกตอบแม้เพียงครั้งเดียว

     การเคลื่อนตัวเข้าไปใกล้กันของความมืดและแสงสว่าง สร้างความร้อนใจให้กับใครหลายคนซึ่งอยู่รายรอบ บางคนอยู่ฟากของความมืด บางคนเลือกยืนเคียงข้างแสงสว่างที่มีตัวตนชัดเจนบนโลกใบนี้ ทว่ากลับไม่มีใครเลือกมองความสัมพันธ์ของสองสิ่ง สองสิ่งที่บางครังอาจไม่มีทางบรรจบกันได้แม้จะวันไหนก็ตามที

     นักสังเกตการณ์ ผู้เก็บข้อมูล นักวิเคราะห์ นักช่วยเหลือ นักปลอบใจ สารพัดตำแหน่งที่เราก้าวเดินเข้าไปช่วยเหลือเสมือนกับการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน เหตุผลไม่ยากอาจเพราะความช่วยเหลือจากเขาทำให้เราก้าวผ่านหลายๆ ปัญหาจนกลายมาเป็นตัวเองอย่างทุกวันนี้ได้ เพราะฉะนั้นเราจึงเลือกจะทุ่มหมดหน้าตักขอแค่เพียงเอ่ยปากบอกเราออกมาว่าต้องการเราในวินาทีนั้น

     อาจเพราะเคยตกอยู่ในสถานะ "ของเล่น" มาก่อน พอเห็นเขาต้องกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของวงจร เรากลับรู้สึกอยากปกป้องขึ้นมา ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เองเราได้แต่เป็นฝ่ายถูกเยียวยามาโดยตลอด 


     คบหากันแบบไม่ผูกมัด ตั้งแต่ปี 2009

     สถานะความสัมพันธ์ของคนสองคนเด้งขึ้นมาบนหน้า feed ของ Facebook หนึ่งในนั้นดูคุ้นตาเราอย่างประหลาด กับอีกคนหนึ่งซึ่งเราไม่รู้จักมาก่อน เราโกรธนะถ้าให้พูดตามตรง รู้สึกกรุ่นๆ จนอยากทำตัวเป็นตัวร้ายฉีกแยกความสัมพันธ์ของคนสองคนนั้นออกซะ แต่สุดท้ายก็ทำได้แค่จ้องมอง ตั้งสติ รอรับฟังการระบายครั้งทืี่เท่าไหร่ก็ไม่รู้เพราะไม่เคยนับจากเขาเช่นเคย


     .....เราเกลียดอะไรแบบนี้ชะมัด.....

     ไม่ชอบความไม่ชัดเจน และไม่เข้าใจว่าเขาทนอยู่กับมันมาได้อย่างไรตั้งไม่รู้กี่ปี เคยมีเพื่อนเรานี่ล่ะบอกเขาว่า "ระวังโดนหลอก" มาถึงจุดนี้เราเองก็เริ่มจะเอนไปทางคำพูดสมัยก่อนของเพื่อน มากกว่าจะรอฟังเหตุผลจาก "เธอ" ถึงความเป็นมา เรื่องราวทั้งหมดทั้งมวลนั่น

     การโกหกว่าอยู่ต่างประเทศมาตั้งแต่เกิดและไม่สามารถพูดภาษาไทยได้ แต่สามารถพิมพ์ภาษาไทยได้ไม่ได้ทำให้ดูดีขึ้นมาเลย อาจเพราะตอนยังทำบอร์ด RPG เรามักจะออน Skype เพื่อประสานงานกับหัวเรือใหญ่ซึ่งไปเรียนต่อที่สหราชอาณาจักร เวลาชีวิตของแต่ละคนจึงบิดๆ เบี้ยวๆ อย่างช่วยไม่ได้ หลายครั้งที่มีการ Call แบบกลุ่มเพื่อปรึกษางาน ความยุ่งยากก็บังเกิดที่ต้องพูดภาษาอังกฤษแทน แปลกนะ... อยู่มาตั้งแต่แรก กลับพูดอังกฤษไม่ชัด ถึงจะบอกว่าไม่ได้อยู่ในส่วนที่ใช้เป็นภาษาหลัก แต่แปลกไปไหมที่บอกเรียนใช้ภาษาอังกฤษตลอด

     เลือกจะปล่อยความสงสัยในครั้งนั้นลอยไป เกือบลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเคยเผชิญหน้ากับเรื่องราวอะไรคล้ายๆ อย่างนี้มาก่อน  จนกระทั่งการเล่าเรื่องราวที่ได้คุยกับเธอในแต่ละวันกับเขา มันทำให้เราอดรู้สึกม่ได้ว่าผู้หญิงตรงนั้น "เยอะ" เอาการ ประโยคสรรสร้างโปรไฟล์สารพัดซึ่งเราเลือกจะฟังผ่านๆ นั่นทำให้เรารู้สึกว่าพลาด... อย่างไม่น่าพลาด

     อีกใจก็รู้ว่าไม่ควรโทษ "เธอ" อยู่ฝ่ายเดียว เพราะเขาเองก็บอกอยู่ว่าขอเป็นแฟนแต่อีกฝ่ายก็ไม่ตอบรับ บอกให้คุยไปอย่างนี้ก่อนเรื่อยๆ เรื่อยจนเขารู้ว่ามีใครอีกหลายคนที่ตามตื๊อ ตามจีบ รุมจีบอะไรสารพัด แม้ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวจริงๆ บนโลกนี้ของเธออยู่ ณ แห่งหนตำบลใดของโลกใบนี้

     น่าแปลก... ตัวหนังสือ กับน้ำเสียงทำให้คนเราเป็นได้ถึงขนาดนี้ ก่อนหน้านี้เคยตั้งคำถาม "คนเราสามารถตกหลุมรักกันเพียงเพราะตัวหนังสือได้ไหม?" มีคำตอบของพี่แอร์ที่ว่ามันคือความชอบในแนวคิด มุมมอง ไม่ใช่แค่เพียงตัวหนังสือเปล่าๆ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เราเขาใจอะไรมากขึ้นเลย

     เรามอง "เธอ" เสมือนหนึ่งผู้ชักใย ส่วน "เขา" หรือใครอีกหลายคนคือผู้ตกอยู่ในบ่วงนั้น ขนาดครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก คำตอบจากปากของเขาตอนเราถามว่าจะทำอย่างไรต่อไปก็ยังคงเดิม

     "พี่เชื่อว่าเขาคงมีเหตุผลของตัวเอง เขาน่าสงสารนะ"

     อ่านประโยคนั้นจบเราล่ะอยากจะตบเข่าฉาด แล้วออกเสียงดังๆ สักทีแบบหยาบๆ

     "นั่นไง... กูว่าแล้วเชียว!"

     อาจเพราะรู้จักกันมานาน นานจนเข้าใจว่าเวลาอีกฝ่ายทุ่มก็ให้หมดหน้าตักไม่ได้เผื่อเหลือไว้ อาจจะมีสติอยู่บ้าง (ใช้คำว่าบ้างจริงๆ ณ จุดนี้) 


     คนบางคนรู้ทั้งรู้ว่าสถานะตัวเองเป็นแค่ "ของเล่น" เอาไว้เล่นฆ่าเวลาระหว่างที่อีกฝ่ายกำลังค้นหา "ของเล่น" ชิ้นที่ดีที่สุดเพื่อใช้งานในชีวิต แต่น่าแปลกใจ... เราหรือใครอีกหลายคน ก็ยังเฝ้าใฝ่ฝันจะไปยืนในจุดของ "ตัวจริง" อย่างมีความหวัง หลอกแม้กระทั่งหัวใจของตัวเอง

     ...ได้แค่นี้ก็ดีเท่าไหร่แล้ว

     สำหรับเรามันเหมือนตลกร้ายฉากหนึ่งในชีวิตจริง ทั้งที่ยังมีทางให้เลือกเดินอีกมากมาย แต่ก็เหมือนถูกปิดหู ปิดตา มองไม่เห็นสิ่งใดๆ รอบข้าง มองเพียงภาพความสวยงามปลอมเปลือกตรงหน้า เฝ้าสรรหาคำสวยหรูดูดีมาแทนค่าความสัมพันธ์เพื่อหลอกตัวเองในวันต่อๆ ไป ให้มีแรง มีกำลังจะรักจนลืมกระทั่งความเจ็บปวดของตัวเอง

     สถานะไม่ชัดเจน... บางทีเราว่ามันชัดเจนอยู่แล้วว่าไม่มีทางก้าวเดินต่อไปได้มากกว่านั้น แต่เราก็ยังเฝ้าฝัน ฝันว่าวันหนึ่งฝันที่ฝันเอาไว้จะกลายมาเป็นความจริง โดยลืมความจริงประการหนึ่งไป... ฝันบางฝัน ฝันให้ตายจนตื่นก็ไม่มีวันเป็นจริงได้

     เราทุกคนต่างอยากเป็นคนที่ถูกรัก (พี่ตูน Bodyslam เคยร้องเพลงบอกไว้) แต่น่าแปลกใจที่หลายครั้งความอยากเป็นคนที่ถูกรักของเราทำร้ายตัวเองจนเกินไป พยายามไขว่คว้าจนหลงลืมมองคนใกล้ตัว ลืมแม้กระทั่งแค่จะหันกลับมารักตัวเอง 

     สุดท้าย... มันขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแต่ละคน 

     ระหว่างการเป็นของเล่น ซึ่งเขามีเราอยู่ในสายตาบ้างเป็นครั้งคราว จนกว่าจะเบื่อ หรือหัวใจเราพังไม่เหลือดี รอคอยวันจะถูกโยนทิ้งไป
     
     กับการเลือกจะเดินออกมา เดินออกมาให้ไกล เอื้อมแขนนั้นกลับมากอดตัวเองเอาไว้แน่นๆ รักตัวเองให้มากๆ ต่อให้ไม่เหลือใครที่รักเรา อย่างน้อยเราก็ยังรักตัวเอง

     

     .....จงฉลาดพอจะเป็นผู้เล่น ที่ไม่เห็นคนอื่นเป็นของเล่น.....



ด้วยรักและหวังดี

จากเราเอง... มนุษย์ผู้เกือบสติหลุดฆาตกรรมผู้เล่น แต่ดันนึกขึ้นได้ว่าของเล่นยอมเอง



Credit ภาพประกอบ : http://7-themes.com/data_images/out/37/6897036-toy-wallpaper.jpg
SHARE
Written in this book
...Dear Somebody...
Just another story which might contain many life's series.
Writer
July_Moon
...Storyteller...
เพราะมีเรื่องราว จึงมีเรื่องเล่า... | 1992 |

Comments

niji
5 years ago
เขียนดีค่ะ ลึกซึ้ง 😊😊
Reply
July_Moon
5 years ago
ขอบคุณนะคะ 😊
Imagist
5 years ago
เคยเป็นของเล่น 😂😂
Reply
July_Moon
5 years ago
ยิ้มอย่างผู้ชนะเถอะค่ะ อย่างน้อยก็แค่ "เคย" ;)
Bewbundanjai
5 years ago
เมื่อก่อนเป็นของเล่น. แต่ไม่อยากเป็นของตาย. เลยต้องกลายมาเป็นคนเล่นของ. แฮร่.

😁👍👍👍
Reply
July_Moon
5 years ago
เดี๋ยวนะพี่บิว วรรคสุดท้ายเค้าว่าไม่ใช่แล้ว 55
Bewbundanjai
5 years ago
อิอิ. อ่านงานนู๋ละพี่. จินตนาหนักเบยยย

อิอิ😁👍👍
July_Moon
5 years ago
งุ้ยย เค้าว่าเขียนแบบย่อยง่ายนาาาา
เขียนด้วยอารมณ์จริงๆ นอยทิงนองนอยมาก T.T