กามเทพที่หายไป : ควรสื่อใจให้ง่ายขึ้น
วันนี้ย้อนยุคหน่อยดีกว่า ถ้าผมจะเปิดบทความด้วยคำถามว่า คุณคิดว่ากามเทพมีจริงมั้ยครับ? จะตอบว่าอะไรกันบ้างครับ

…..

…….





..

.

.

.

.

คำตอบคือ ยุคหนึ่งโลกเราเคยมีอาชีพกามเทพจริงนะครับ คือโอเปอร์เรเตอร์เพจเจอร์

เอ่ออ.... ใครไม่รู้จักเพจเจอร์ยกมือขึ้น เอาเป็นว่ามันคือกล่องเล็กๆเอาไว้ติดตัวที่ไว้รับข้อความได้อย่างเดียว ที่เหลือลองไปหาตามกูเกิ้ลดูละกันเนอะ

ยุคนี้กลายเป็นยุคที่การสื่อสารระหว่างกันทำได้ง่ายมากกกกกกกกก ถึงมากที่สุดดดดดด แค่คิดถึงกันก็ไลน์หาได้ อยากคุยกันก็ยกหูโทรศัพท์หากันได้ อยากเจอหน้ากันก็เฟซไทม์ วีดีโอคอลได้ การสร้างความสัมพันธ์ทางไกลเลยดูเป็นเรื่องที่เป็นไปได้มากขึ้นกว่าสมัยก่อน

แน่นอนครับ ถ้าย้อนกลับไปสิบกว่าปีที่แล้วการที่ไม่มีโทรศัพท์มือถือทำให้การโทรหากันแทบจะเป็นเรื่องเสี่ยงชีวิต เพราะการโทรกันทำได้แค่โทรจากบ้านเรา ไปบ้านเค้า หรือให้บ้านเค้า โทรหาบ้านเรา ซึ่งการทำแบบนี้ปัจจัยเสี่ยงก็มีเยอะอีก


สถานการณ์จำลองที่1

เรา : ฮัลโหล สวัสดีครับ

แม่ : ฮัลโหล นั่นใครคะ

เรา : (เชี่ย แม่รับ) อ๋อ ต่อสายผิดครับ ขอโทษครับ


ผ่านไป 15 นาที กะเอาว่าเธอน่าจะมารับได้แล้ว

เรา : ฮัลโหล สวัสดีครับ

แม่ : ฮัลโหล นั่นใครคะ

เรา : (เชี่ย แม่รับอีกแล้ว) เอ่อ คุณน้าสนใจซื้อเครื่องกรองน้ำมั้ยครับ วันนี้ผมเสนอขายทางโทรศัพท์

…… แล้วเราก็ต้องรีบวางก่อนที่แม่จะโวยวายขึ้นมา

สถานการณ์จำลอง 2

เรา : ฮัลโหล สวัสดีครับ

เธอ : ฮัลโหล

เรา : เห้ยยย เมื่อกี๊แม่รับไปตั้งสองสาย นึกว่าจะไม่ได้คุยแล้วเนี่ย

เธอ : อ้าวเหรอ 555 เราไปอาบน้ำมา

แม่ : ว่าไง ขายเครื่องกรองน้ำเหรอ

เรา : (เชี่ยยย สายพ่วงงง) แหะ สวัสดีครับแม่

เป็นต้น แล้วจะไปเอามีดปอกผลไม้ปล้นตู้โทรศัพท์สองตู้เพื่อเอาไว้โทรหากันแค่สองคนมันก็ดูจะไก่กาอาราเล่ไปนิด อาจโดนวินมอเตอร์ไซค์แถวนั้นกระทืบเอาได้โทษฐานขวางหน้าร้านไปอีก เทคโนโลยีเลยประทานเพจเจอร์มาให้หมู่หนุษย์พร้อมพูดว่า

“จงเอาไปส่งข้อความหากันนะพวกเธอว์”

โอเค อธิบายหลักการของเพจเจอร์ เราไปซื้อมาเครื่องนึง หนีบไว้ที่เอว พร้อมเลขเพจเจอร์ประจำตัว หลังจากนั้นเวลาจะส่งข้อความเราก็ต้องไปที่ตู้โทรศัพท์ (ซึ่งอยู่หน้าวินมอเตอร์ไซค์อีกที) ก่อนจะกดโทรเพื่อไปคุยกับโอเปอร์เรเตอร์ ซึ่งเป็นใครก็ไม่รู้ ให้ฝากความในใจให้เราอีกต่อ เช่น


ตรู๊ดดด ตรู๊ดดด

โอเปอร์เรเตอร์ : Phonelink สวัสดีค่ะ ขอทราบหมายเลขเครื่องที่ต้องการส่งค่ะ

เรา : 321624 ครับผม

โอเปอร์เรเตอร์ : ขอทราบข้อความค่ะ

เรา : เอ่ออออ คิดถึงนะ ดูแลตัวเองด้วย

โอเปอร์เรเตอร์ : คิดถึงนะ ดูแลตัวเองด้วย ข้อความส่งเรียบร้อย ขอบคุณที่ใช้บริการค่ะ

ตรู๊ด ตรู๊ด


แล้วเราก็จะตบหน้าผากตัวเองหนึ่งที เพราะนึกขึ้นได้ว่าลืมแนบชื่อเราไปด้วย ไอโง่เอ้ยย คือเพจเจอร์เนี่ยจะแสดงแค่ข้อความอย่างเดียว คนที่รับข้อความก็อ่านมันอย่างเดียว ถ้าไม่ลงชื่อก็จะไม่รู้ว่าใครเป็นคนส่งมา

พอนึกภาพออกมั้ยครับ ด้วยความสะดวกของมันทำให้คนนิยมใช้มากขึ้น ตู้โทรศัพท์ก็ต่อแถวยาวขึ้น ถ้าเราลืมอะไรตอนส่งข้อความไปทีนึง เราก็ต้องไปต่อแถวใหม่ เพื่อมาส่งอีกที ว้ากกก

ผมว่ายุคนั้นการส่งข้อความผ่านเพจเจอร์มันคงอบอวนไปด้วยความรู้สึกเล็กๆน่ารักประมาณนึงที่คนหนึ่งคนอยากจะส่งข้อความไปให้คนอีกคนด้วยความหวังดี โอเคอาจจะมีเรื่องงานเรื่องธุรกิจด้วยแต่เราจะตัดมันทิ้งไปเพราะเสียอรรถรสในการเล่าเรื่อง 

ถึงไหนแล้วนะ?

อ๋อ การที่คนหนึ่งคนส่งข้อความไปให้คนอีกคนด้วยความรู้สึกดีๆ พอนึกภาพออกมั้ยครับ มันคงคล้ายๆการที่เรารอให้ไลน์ใครสักคนเด้งขึ้นมาในจอมือถือเรา แล้วมันก็เด้งขึ้นมาจริงๆ เพียงแต่การส่งข้อความมันต้องผ่านคนๆนึง นั่นก็คือโอเปอร์เรเตอร์

โอเปอร์เรเตอร์ที่เรามองไม่เห็นหน้า ไม่เคยรู้จัก ไม่เคยคุยด้วย ไม่รู้ว่าเค้าอายุเท่าไหร่ ชื่ออะไร ทำงานอะไร มีแฟนรึยัง มีลูกมั้ย หรือชอบดูหนังพจน์ อานนท์รึป่าว หรืองานอดิเรกคือการตัดหญ้าหน้าบ้าน หรือทำอาหาร หรือเล่นกับหมา แต่เรารู้ว่า นี่แหละกามเทพ คนที่จะส่งข้อความน่ารักๆให้เรา เราก็เลยไม่ค่อยอาย (มากเท่าไหร่มั้ง) เวลาบอกข้อความให้โอเปอร์เรเตอร์ทำการส่งให้

จินตนาการดูนะครับ คนต่อแถวหน้าตู้โทรศัพท์ประมาณสิบคน เวียนกันไปส่งเพจเจอร์ด้วยข้อความทุกรูปแบเท่าที่จะนึกได้ กลอนสั้น กวี คำล้องจ้อง คิดถึงนะตัวเอง กินข้าวด้วยนะอ้วน รักนะบู้บี้ และอื่นๆอีกมากมาย


ทั้งหมดนี้ไหลเข้าหูโอเปอร์เรเตอร์ก่อนจะบรรจงพิมออกไปให้เรา


ผมไม่ได้รู้จักโอเปอร์เรเตอร์เป็นการส่วนตัว แต่ผมเคยนึกภาพว่าการที่ทำงานรับส่งข้อความวันละเป็นร้อยจะส่งผลอะไรกับพวกเธอบ้าง กลับบ้านแล้วเธอจะคุยกับคนอื่นแบบที่คุยกับลูกค้ามั้ยเช่น

สามี : ตัวเองฝากไปบอกลูกหน่อยว่าเดี๋ยวทำการบ้านเสร็จแล้วมาหาพ่อด้วย

โอเปอร์เรเตอร์ : ขอทราบหมายเลขสูจิบัตรลูกด้วยค่ะ

…….. มันก็คงจะตลกโปกฮา ตึ่งโป๊ะไป หรือ

สามี : เหนื่อยมั้ยวันนี้ เนี่ยพ่อคิ….

โอเปอร์เรเตอร์ : คิดถึงนะคนดี คิดถึงทุกวินาทีไม่อยากห่างกัน

สามี : ……… เออ เนี่ยวันวาเล….

โอเปอร์เรเตอร์ : วาเลนไทน์นี้ถ้าไม่ได้ไปไหน อยากจะฝากใจไว้ให้เธอเป็นของขวัญ

สามี : ……… เอ่อออ พ่อว่าแม่ไปหาลูกหน่อยนะ เนี่ยวันเกิดลูก ลูกจะได้บอกรั….

โอเปอร์เรเตอร์ : รักเสมอไม่น้อยลง รักมั่นคงให้เธอคนเดียว

สามี: ……..

แบบนี้มันก็คงจะครอบครัวร้าวฉานเกินไป 

แน่นอนว่าเทคโนโลยีบางอย่างที่พัฒนาขึ้นก็ทำให้หลายๆอย่างง่ายขึ้น สะดวกขึ้น รวดเร็วขึ้น แล้วก็สบายต่อการใช้งานมากขึ้น อาชีพนี้ก็เลยไม่มีอีกแล้ว เราไม่ต้องมีคนกลางมาคอยทวนข้อความหรือส่งข้อความของเราก่อนส่งให้คนอื่น ทุกวันนี้เราอยากส่งข้อความหาใครเราก็ส่งได้เอง อยากบอกรักหรือคิดถึงใครเราก็พิมพ์ส่งกันเองได้

สิ่งที่อาจจะไม่เปลี่ยนไปคือคนที่ใช้งาน คนที่เคยเขินเวลาต้องส่งข้อความผ่านโอเปอร์เรเตอร์ก็อาจจะยังเขินอยู่เวลาต้องส่งข้อความเอง คนที่ยังชอบแต่งกลอนสั้น คำคล้องจองก็ยังคงทำเหมือนเดิม หรือคนที่อยากชอบส่งเป็นคำถามเพราะอยากแสดงความห่วงใยก็ยังคงส่งข้อความแบบเดิม

เหมือนกับว่าสิ่งที่อาจจะยังเหมือนเดิมก็คือความรู้สึกที่เราอยากจะส่งไปให้ใครอีกคนที่อยู่อีกด้านของโทรศัพท์ หรือจอข้อความที่ยังเหมือนเดิม เทคโนโลยีทำให้มันง่ายขึ้นแล้ว ถ้าเรารู้สึกดีกับใครเราก็น่าจะแสดงออกไปให้เค้าได้รู้ จริงมั้ยครับ :)


SHARE
Writer
woodpen
Writer (มั้ง)
บ่น บ่น บ่น ก็ทนอ่านกันหน่อยนะฮะ :)

Comments

Deux
4 years ago
ดักแก่ชัดๆ ไม่หลงกลหรอก
#ว่าแต่หมายเลข postel ของข่อยนี่อะไรหว่า แก่จนจำไม่ได้แล้ว
Reply
supernambee
4 years ago
เกิดไม่ทัน 555555
Reply