EQUALS : เราจะเป็นอย่างไร เมื่อไร้ซึ่งความรู้สึก(Preview)
หนังโรแมนติกไซไฟแนวมินิมอลิสต์ (Minimalist) จากผู้กำกับ Drake Dormus มีโปรดิวเซอร์ คือ ริดลีย์ สก็อตต์ (Ridley Scott) จากเรื่อง Alien, Prometheus และล่าสุด The Martian เลือกเอาดารามากเสน่ห์อย่างคริสเตน สจ๊วต (Kristen Stewart) และ นิโคลัส ฮอลท์ (Nicholas Hoult) มาประกบคู่รับบทสองหนุ่มสาวในโลกอนาคตที่ซึ่งสังคมมนุษย์ไร้อารมณ์ความรู้สึกและหากผู้ใดมีมัน ถือว่าเป็น "อาชญากร"
 
ส่วนตัวชื่นชอบนักแสดงทั้งคู่จากเรื่อง "Warm Bodies" กับ "The Twilight Saga" อยู่แล้ว เราคิดว่าทั้งสองคนเหมาะกับบทแบบนี้มาก คือบทไร้อารมณ์ จากทั้งสองเรื่องที่ทั้งคู่แสดง ก็รับบทเป็นซอมบี้กับแวมไพร์ที่หน้าตายสุดๆ เลยคิดว่า ต้องตีบทแตกแน่ๆ รู้สึกอยากดูมากๆ อดใจไม่ไหวเลยขอเขียนบทวิเคราะห์ก่อนชมภาพยนตร์สักหน่อย แต่จะไม่ได้เน้นตัวเรื่องซักเท่าไหร่ (เพราะยังไม่ได้ดูและหนังก็ยังไม่ฉาย) แต่จะเน้นด้านความรู้ที่เกี่ยวข้องและข้อมูลที่หนังเผยออกมาบางส่วนนะคะ

ว่าด้วยอารมณ์และความรู้สึก

อารมณ์และความรู้สึก เป็นสิ่งสำคัญของมนุษย์ 
"ความรู้สึก" คือสิ่งที่เกิดขึ้นในสมองของเรา อันมีผลมาจากการได้มีปฏิสัมพันธ์หรือได้รับรู้สิ่งต่างๆ ปรากฏการณ์ต่างๆจากสิ่งเร้าภายนอก ยังผลมาให้เราเกิดปฏิกิริยาตอบสนองกลับด้วยการแสดงความรู้สึกด้วย "อารมณ์"  ซึ่งมักจะถูกส่งไปที่ใบหน้าหรือส่วนต่างๆในร่างกาย เพื่อแสดงผลลัพธ์โต้ตอบกับสิ่งเร้า

อย่างเช่น เราเดินไปเจอผู้หญิงหรือผู้ชายคนหนึ่ง เราสามารถบอกได้ว่า-คนนี้สวย/ไม่สวย หล่อ/ไม่หล่อ และถูกใจเราหรือไม่-ได้ในทันทีที่พบเพียงชั่วครู่ เนื่องมาจากสมองของเราได้ทำการประมวลผลเมื่อได้รับภาพมาจากตา และยีนจะเป็นผู้บอกเราว่า ผู้หญิง/ผู้ชายคนนี้ถูกใจเรา/เหมาะสมกับเรามากน้อยแค่ไหน

ถ้าเราชอบ เราก็มักจะเกิดความรู้สึกดี และแสดงอารมณ์ด้านบวกออกไปด้วยสีหน้า ท่าทาง เช่น ยิ้ม หัวเราะ แอบมอง จ้องตา หันตัวเข้าหา หรือมีปฏิกิริยาอื่นๆเพื่อแสดงความต้องการที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับคนคนนั้น (กล่าวกันว่า แม้ผู้หญิงกับผู้ชายที่เป็นเพื่อนกันได้ ก็เพราะมีแรงดึงดูดทางเพศต่อกัน แม้ว่าจะไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์ทางเพศ แต่มันคือกลไกอย่างหนึ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้นเพื่อผลักดันให้เผ่าพันธุ์ดำรงอยู่ต่อไป)

แต่ถ้าหากเราไม่ชอบ เราก็มักจะถอยห่าง หลีกหนี ไม่มองหน้า ไม่สบตา ฯลฯ อันเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่า เราไม่สนใจในสิ่งนั้นๆ นี่คือปฏิกิริยาด้านลบของอารมณ์ความรู้สึกเพื่อรักษาระดับของอารมณ์ให้อยู่ในสภาวะปกติ (หลีกหนีจากสิ่งที่เกลียด จิตใจเป็นสุข ร่างกายไม่ต้องหลั่งสารเคมีแห่งความเครียด)

แรกเริ่มเดิมที เมื่อเราเกิดมาเป็นเด็กทารก อารมณ์และความรู้สึกของเรายังถือว่ามีระดับของความบริสุทธิ์อยู่ค่อนข้างมาก เพราะยังไม่มีกฏเกณฑ์ข้อบังคับใดๆมามีอิทธิพลเหนือความรู้สึกของเรา
ดังนั้น เราจึงสังเกตเห็นได้บ่อยๆว่า เด็กเล็กๆมักจะแสดงอารมณ์ความรู้สึกได้อย่างตรงไปตรงมา เช่น เมื่อหิวก็ร้องไห้ เมื่อมีความสุขก็หัวเราะ เมื่อโกรธก็กระทืบเท้า ลงไปนอนดิ้นกับพื้น ฯลฯ ด้วยอารมณ์ความรู้สึกแบบเพียวๆนี้ ทำให้ผู้ใหญ่สามารถเข้าใจได้ง่ายว่าเด็กต้องการอะไร เพื่อว่าเด็กจะได้รับการดูแลและเอาใจใส่ นี่อาจเป็นกลไกการเอาตัวรอดของเด็กอีกอย่างหนึ่งซึ่งธรรมชาติมอบให้ก็เป็นได้ 

แต่เมื่อเติบโตขึ้น เราก็พบว่า การแสดงอารมณ์ความรู้สึกของตนเองมากเกินไป อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อตนเองและผู้อื่นเช่นกัน เพราะเนื่องจากเพราะอารมณ์และความรู้สึกของผู้คนนั้นมีความแตกต่างกันออกไปต่อสิ่งสิ่งหนึ่งและเพราะมีประสบการณ์ต่างๆจากสิ่งรอบๆตัวไม่เหมือนกัน และความแตกต่างนี้ อาจนำมาซึ่งความขัดแย้งต่อกันและกันก็เป็นได้

ด้วยเหตุนี้ มนุษย์ที่เจริญวัยเต็มที่จึงต้องเรียนรู้ที่จะควบคุมอารมณ์ความรู้สึกของตนเองเอาไว้ภายใน และแสดงออกความรู้สึกด้วยคำพูดหรืออารมณ์ที่ตรงข้ามออกไป นัยว่าเพื่อรักษาสัมพันธภาพต่อกันให้ยืนยาว ภายใต้กฏเกณฑ์และบรรทัดฐานทางสังคมนั้นๆ (มีการวิจัยพบว่า บุคคลิกภาพและลักษณะนิสัยของคนในท้องที่ต่างๆนั้น ยังได้รับอิทธิพลจากสภาพภูมิอากาศและสภาพแวดล้อมด้วย)

อย่างเช่น ในประเทศญี่ปุ่นหรือประเทศอังกฤษ อันมีสภาพภูมิประเทศเป็นเกาะใหญ่ รายล้อมด้วยเกาะเล็กเกาะน้อย สภาพอากาศอบอุ่น มีหิมะตก (ในฤดูหนาว) ส่วนใหญ่มีเมฆหมอกปกคลุมมากกว่าแสงอาทิตย์ และด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัด ทำให้คนญี่ปุ่นหรือคนอังกฤษ มีแนวโน้มที่จะเป็นคนเก็บเนื้อเก็บตัว ถือตัว พูดน้อย และไม่ค่อยแสดงอารมณ์ความรู้สึก มักสวมเสื้อผ้าเนื้อหนาสีทึมทึบ และที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ คนจากทั้งสองประเทศนี้ขึ้นชื่อเรื่องความสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตน ให้เกียรติผู้อื่น (เนื่องจากต้องพึ่งพาอาศัยกันและกันในเกาะ การแสดงอารมณ์ด้านลบจึงเป็นสิ่งต้องห้าม เพราะอาจให้เกิดความบาดหมางต่อคนหมู่มากได้)

และจากเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ จิตวิทยา และภูมิศาสตร์นี้เอง อาจนำมาซึ่งไอเดียในการคิดพล็อตของหนังเรื่องนี้ขึ้นมา มันอาจมาจากปัญหาของพวกเราทุกคน
แน่นอนว่า ผู้คนในปัจจุบันอาจกำลังประสบปัญหาจากการใช้อารมณ์ความรู้สึกเป็นเครื่องมือหรือสะพานเพื่อเชื่อมโยงสิ่งทุกสิ่งภายนอกกับตัวเอง ซึ่งไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องเหมาะสมเท่าใดนัก 

คนเรามักเลือกใช้  "เหตุผล" หรือ "อารมณ์" อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นเครื่องมือเพื่อตัดสินสิ่งต่างๆ จนลืมนึกไปว่า หากเราเลือกใช้ "เหตุผล" หรือ "อารมณ์" อย่างสุดโต่ง 
ผลลัพธ์ที่ออกมาอาจเลวร้ายอย่างมาก เพราะการใช้เหตุผลมากเกินไปก็ทำให้เกิดความแตกหักระหว่างบุคคลและไร้ความคิดสร้างสรรค์ หรือการใช้อารมณ์มากเกินไปก็อาจกลายเป็นการสร้างปัญหาให้เรื้อรังเนื่องจากตัดสินใจผิดพลาดจากการใช้อารมณ์ชั่ววูบได้

อีกทั้งการปิดกั้นอารมณ์ความรู้สึกมากๆ นอกจากจะยังไม่ส่งผลดีและ ยังก่อให้เกิดโรคทางจิตใจอีกด้วย เช่น โรคทางจิตเวชต่างๆ โรคซึมเศร้า โรคกลัวการเข้าสังคม โรคประสาทชนิดต่างๆ เป็นต้น ดังนั้น ไม่ว่าจะมีความรู้สึกอย่างไร จึงอยากให้ลองคิดพิจารณาถึงเหตุผลและความรู้สึกในตอนนั้นให้ดีก่อนที่จะแสดงอารมณ์ออกไปนะคะ 

จากการที่ดูตัวอย่างหนังเรื่อง Equals คอนเซปต์ของหนังคือโลกอนาคตต้องการที่จะเป็นโลกยูโทเปีย (Utopia) - โลกที่ไร้ซึ่งปัญหาใดๆ เป็นโลกในฝัน โลกในอุดมคติ- 
ดังนั้น ยีนแห่งการแสดงอารมณ์ความรู้สึกจึงได้ถูกกำจัดออกไปจากพันธุกรรมของมนุษย์ในเรื่องทุกคน เพื่อปิดต้นตอของปัญหาทั้งหมดทั้งมวล แต่ได้หารู้ไม่ว่า

"ธรรมชาติ คือ การเปลี่ยนแปลง" 
"ธรรมชาติ คือ วัฏจักร"
"ธรรมชาติ คือ การกำเนิดใหม่"

การควบคุมยีนของมนุษย์ให้ไร้ซึ่งความรู้สึกนั้น เป็นสิ่งที่ผิดแปลกไปจากเดิมที่ธรรมชาติได้มอบให้เรา และเป็นสิ่งที่ขัดต่อการเริ่มใหม่ของวัฏจักรธรรมชาติซึ่งต้องการความสมดุลและถูกต้องอย่างที่ควรจะเป็น 

การมีอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์และสัตว์ 
เป็นกลไกที่ธรรมชาติได้มอบให้ 
เพื่อเป็นการตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอก
ทั้งดีและไม่ดี 
ไม่อันตรายและอันตราย
เพื่อเข้าหาสิ่งที่ดีต่อร่างกาย
และเพื่อหลีกหนีสิ่งที่เป็นอันตรายต่อชีวิต

ลองคิดดูสิคะว่า 
ถ้าเราไม่มีอารมณ์ความรู้สึกเลย 
เราจะต่างอะไรกับหุ่นยนต์ 
ที่ทำตามโปรแกรมที่ถูกตั้งไว้ 
และทำหน้าที่ไปวันๆ

ชีวิตคนเรามีแค่นั้นจริงๆหรือ?

ดังนั้น ไม่ว่ายีนจะถูกตัดต่อมาอย่างดีไร้ที่ติอย่างไร ก็มีรอยแผลเล็กๆที่นำไปสู่การผิดพลาด เพราะมันคือการฝืนธรรมชาติ การแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุนี้ นำมาซึ่งการเกิด การผ่าเหล่า เกิดความผิดปกติในยีนหรือเชื้อโรค - Mutation จนเกิดการ "ติดเชื้อ S.O.S (Switched On Syndrome)" ซึ่งเป็นเชื้อที่เมื่อติดแล้วจะทำให้กลับมามีอารมณ์ความรู้สึกอีกครั้ง และพระเอกนางเอกต่างก็ติดเชื้อโรคนี้จนทำให้เกิด "ความรัก" ต่อกันและกัน ทั้งคู่จึงจำเป็นต้องมี "รักซ่อนเร้น" ในสังคมไร้ความรู้สึกแห่งนี้ และเราจะได้รู้กันว่า บทสรุปจะลงเอยอย่างไร ต้องติดตามชมกันในหนังค่ะ

ส่งท้ายด้วยคำถามที่อยากให้นำไปขบคิดกันว่า

การไร้ซึ่งความรู้สึก มันคือสิ่งที่มนุษย์ควรเป็นไปอย่างนั้นหรือ?
การไร้ความรู้สึก มันเป็นตัวกำหนดคุณค่าของคนเราจริงๆหรือ?
พอไร้ความรู้สึกแล้ว มันทำให้เราเท่าเทียมกัน จริงๆหรือ?

เมื่อการแก้ปัญหาด้วยวิธีดัดแปลงยีน มันยังก่อให้เกิดปัญหาและโศกนาฏกรรม
แล้วเราจะทำอย่างไรเพื่อให้โลกนี้ "เฉียดใกล้" คำว่า "โลกในอุดมคติ" มากที่สุด

สำหรับเราคิดว่า "โลกอุดมคติ" นั้นมีอยู่จริง และเกิดขึ้นได้จริง
ในทุกเมื่อที่เรามีความสุขต่อเพื่อนร่วมโลก 
กับคนที่เรารัก 
กับคนที่เรามอบความรู้สึกให้ด้วยใจจริง
กับคนที่เราและเขาต่างมีความรู้สึกเดียวกัน มอบให้กัน

แม้เพียงชั่วขณะหนึ่ง 
แต่ก็ถือว่า เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขจนไม่อยากให้มันจบลง
นั่นล่ะ คือ "ยูโทเปีย" ของเรา

แด่ทุกคนบนโลกนี้..
จงรู้สึกโชคดี..ที่เรายังมีความรู้สึก :)

(มาแล้วค่ะ รีวิวหลังชม EQUALS : จงรู้สึกโชคดี..ที่เรายังมีความรู้สึก (Review) 
สำหรับใครที่ชื่นชอบการวิเคราะห์หนังแนวไซไฟของเรา แนะนำอีกเรื่องนะคะ  
เชิญที่ LUCY : ได้เกิดมาหนึ่งชีวิต คุณคิดว่าจะใช้มันทำอะไร?)

ขอบคุณมากๆที่อ่านจนถึงตรงนี้ สวัสดีค่ะ :) 
SHARE
Written in this book
Just Enjoy The Show
วิเคราะห์หนังตามความประทับใจและประสบการณ์ส่วนตัวค่ะ
Writer
ClairDeLune
The Saddest Moon
ARS LONGA, VITA BREVIS ช่วงนี้ไม่ค่อยได้เข้ามาเลยค่ะ อาจจะไม่ค่อยได้ตอบนะคะ ต้องขอโทษทุกคนที่มาเม้นด้วยค่ะ

Comments

Bewbundanjai
5 years ago
ยูโทเปีย อยู่ไล่เลี่ยกับหัวใจ ^^

อ่านแล้วอยากไปดูเลยยยครับ
😁👍👍👍
Reply
Bewbundanjai
5 years ago
แต่พี่อยากไปบัลกาเรียมากกว่า
อยากไปกินโยเกิร์ตอะ 😝😁 แฮร่


รอไปดูครับ^^ 😁👍👍
😅😅😅
ClairDeLune
5 years ago
555555555 ระวังจะเป็นมาลาเรียนะคะพี่บิว กร๊ากก
eightdashslash
5 years ago
ชอบที่เขียนจังค่ะ
อ่านแล้วรู้สึกอยากไปดูเลย จากตอนแรกที่เฉย ๆ
Reply
ClairDeLune
5 years ago
ขอบคุณมากๆนะคะ ^ ^ รอดูเหมือนกันเลย ^ ^
Chompunut
5 years ago
เขียนน่าอ่านมากอ่านถึงบรรทัดสุดท้ายทุกตัวอักษรโดยไม่รู้สึกว่าใช้เวลานานเลย
เขียนวิชาการเป็นรสชาติหวานๆ เยี่ยมเลยค่ะ
Reply
ClairDeLune
5 years ago
กี๊ดดด ขอบคุณมากๆค่าา ดีใจจัง นึกว่าจะเขียนเครียดซะอีก แหะๆ
ชอบมากค่ะ เขียนได้น่าอ่านไม่เบื่อเลย
ต้องไปดูแล้วหนังเรื่องนี้ ^^
Reply
ClairDeLune
5 years ago
ขอบคุณมากๆค่ะ ดีใจๆ ^ ^
nevermindPK
5 years ago
กำลังอยากดูเรื่องนี้เลยค่ะ และจะรอคุณเขียนถึงเรื่องนี้อีกครั้งหลังจากได้ดูแล้วนะคะ ^^
Reply
ClairDeLune
5 years ago
ขอบคุณมากๆนะคะ ยินดีเลยค่ะ ^ ^