ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน วรรณกรรมที่ควรค่าแก่การถูกดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์
     เมื่อ2เดือนที่แล้ว(ยังอุตส่าห์จำได้)ผมเจอโพสต์หนึ่งบนหน้ากระดานข่าวเฟซบุ๊ก ที่โพสต์โดยเพจ Drama-addict เกี่ยวกับประเด็นที่ว่า"ทำไมคนไทยไม่บริโภคหนังไทย" แล้วก็ได้คำตอบที่ว่า พล็อตหนังน่าเบื่อซ้ำซาก หนังไม่มีประเด็นที่น่าสนใจ คนทำหนังชอบทำหนังดูถูกคนดูเป็นเหตุผลหลักๆ และอีจ่าก็เสริมต่อว่า "รู้มั้ยว่ากูรอคนเอาเรื่อง ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน มาทำเป็นหนังกี่ปีแล้ว" ทันทีที่ผมอ่านประโยคนั้นจบ ความรู้สึกแรกที่ผุดขึ้นมาคือ "เออ แม่งจริงว่ะ โครตอยากให้ทำเลย" โดยประชาธิปไตยบนเส้นขนานเป็นนวนิยายที่เขียนโดยคุณ วินทร์ เลียววาริณ ได้รับรางวัลซีไรต์ในปี 2540

เราทั้งสองกำลังยืนอยู่คนละฝ่าย คนละอุดมการณ์ ยืนอยู่บนเส้นขนาน ไม่มีอะไรผิด ไม่มีอะไรถูก ไม่มีสีขาว ไม่มีสีดำ ถ้าคุณคิดจะดวลปืนกับผมเพื่อปกป้องผลประโยชน์ที่พวกคุณเรียกว่าอุดมการณ์ ก็ยิงผมได้เลยโดยไม่ต้องดวลปืนอย่างลูกผู้ชาย...

     ผมรู้สึกโชคดีมากที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ มันเป็นนวนิยายการเมืองที่โครตมันส์ ไม่เคยคิดมาก่อนว่านวนิยายการเมืองจะมีกลิ่นอายของ เสือปืนไวแบบตะวันตก หรือการปฏิบัติการแบบสายลับ ซึ่งจุดนี้เป็นสิ่งที่ทำให้หนังสือเล่มนี้น่าตื่นตาตื่นใจตลอดทั้งเล่ม โดยเนื้อเรื่องเป็นการเล่าถึงเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองตั้งแต่ปี 2476 จนถึง 2535 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เรื่องการเมืองมีบทบาทโดดเด่นมากในประเทศไทย โดยมีเหตุการณ์สำคัญๆ เช่น การฏิวัติในปี 2475 วันเสียงปืนแตกในปี 2508 และ14 ตุลาฯ 2519 โดยเล่าผ่านมุมมองของตัวละครสมมติสองตัวที่มีชีวิตอยู่ในช่วงเวลานั้น คนหนึ่งเป็นนายตำรวจผู้ซื่อสัตย์ในหน้าที่เป็นที่สุด ส่วนอีกคนเป็นอดีตเจ้านายที่ผันตัวมาเป็นนักปฏิวัติ สิ่งที่ทั้งสองคนมีเหมือนกันคือความเก่งกาจ เด็ดเดี่ยว และมีความรักชาติ แต่ทั้งคู่อยู่กันคนละฟากฝั่งของอุดมการณ์ ไม่มีใครผิด ไม่มีใครถูก ไม่มีสีขาว ไม่มีสีดำ เพียงแค่ทำเพื่อประเทศชาติ เส้นทางชีวิตของทั้งคู่ดำเนินไปตามกาลเวลาเหมือนเส้นขนานที่ไม่มีวันมาบรรจบ

...ชายคนที่สามพูดขึ้นบ้าง เสียงเขาดังกว่าทุกคน "ตอนที่คณะปฎิวัติยึดอำนาจเมื่อปี 2490 สัญญาอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะ แต่ทำไม่ได้ซักอย่าง ไม่มีอะไรดีขึ้น..."
 
ชายอ้วนหันไปพูดกับเด็กหนุ่ม "...ชีวิตเองกับข้ายังบัดซบเหมือนเดิม จริงมั้ยวะไอ้อ่ำ?"

"ผมว่าแย่กว่าเดิมพี่เพิ่ม" เด็กหนุ่มชื่อ อ่ำ ว่า

"นั่นสิวะ คอร์รัปชันกันบานตะไท..." ชายอ้วนชื่อ เพิ่ม อธิบายต่อ "...ปฏิวัติเสร็จก็ใช้อภิสิทธิ์นำเงินตราของชาติมาแลกเปลี่ยนเพื่อหวังกำไรจากการแลกเปลี่ยนมาเป็นทุน ไปๆ มาๆ กำไรก็ตกอยู่ในมือคนไม่กี่คน ทุด!"

"เหตุการณ์นั้นเค้าเรียกว่า การค้าเงินรูปี ใช่มั้ยพี่?"

"ใช่ พอเสร็จจากงานนั้นก็เอาเงินรัฐไปซื้อรถหุ้มเกราะ เบร็น แครีเออร์ กินกันเละเทะ"

"เละเทะยังไง?" ลุงบุญมีตาแก่เจ้าของเพิงสภากาแฟถาม

"ปัดโธ่ลุง ก็เราเอาเงินหลายร้อยล้านไปซื้อเศษเหล็กที่เขาไม่ใช้แล้ว ไอ้รถเบร็น แครีเออร์ นี่ทางอินเดียกะโละขายเป็นเศษเหล็ก แต่รายจ่ายไปซื้อมาใช้ในกองทัพ ผมไปเห็นมากับตา พอรถมาถึงท่าเรือคลองเตย ขับไปยังไม่ทันถึงหน่วยยานเกราะ ก็จอดตายเป็นแถว"

"ทำไมไม่มีใครพูด?"

"พูดก็ตายน่ะซี..."

ส่วนหนึ่งจากบทสนทนาในหน้า 104 จากเรื่อง ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน


     โดยส่วนตัวผมคิดว่าประชาธิปไตยบนเส้นขนานเป็นหนังสือที่อ่านสนุก อธิบายถึงเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองได้อย่างแนบเนียนและเข้าใจง่าย มีการสะท้อนให้เห็นว่าการเมืองมีส่วนเกี่ยวข้องต่อชีวิตเราอย่างไรบ้าง เพราะไม่มีใครในประเทศที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการเมือง เพียงแค่มีความมากน้อยแตกต่างกัน และประเด็นที่ผู้เขียนต้องการสื่ออีกอย่างหนึ่งก็คือในช่วงทศวรรตที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ทางการเมืองมากมายทั้งในระดับภูมิภาคและนานาชาติที่กระทบก่อไปถึงสังคม เศรษฐกิจ และอื่นๆ ซึ่งน่าเศร้าใจตรงที่ว่ามันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก และน่าแปลกใจที่ว่าเหตุการเหล่านั้นไม่สามารเป็นบทเรียนได้เลยหรือ ผมคิดว่าหนังสือเล่มนี้ควรเป็นหนังสืออ่านนอกเวลาหรือใส่เข้าไปในบทเรียนของวิชาสังคมศึกษามากกว่าเนื้อหาในตำราเรียนที่ยกย่องวีรชนกับย่ำยีทรชนซะเป็นส่วนใหญ่

     ประชาธิปไตยไทยเกิดที่ฝรั่งเศสในปี พ.ศ. 2470 ณ หอพักแห่งหนึ่งในกรุงปปารีส การประชุมครั้งนั้นโดยคณะผู้ก่อการเจ็ดคน ทั้งทหารและพลเรือน เป็นต้นกำเนิดของคณะราษฎร ที่ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองสยามในวันที่ 24 มิถุนายน 2475

     สองปีถัดมาที่ชายแดนไทย - ลาว ชายสองคนดวลปืนกันเป็นครั้งแรก คนหนึ่งเป็นตำรวจ คนหนึ่งเป็นโจรร้าย การประลองปืนจบลงในเวลาไม่กี่นาที แต่การต่อสู้ของชายทั้งสองกินเวลายาวนานต่อมาถึงหกสิบปี และเกี่ยวพันกับชะตากรรมของเมืองไทยซึ่งเต็มไปด้วยการเผชิญหน้าของเส้นขนานที่ไม่มีวันบรรจบกัน

     สรุปแล้วเหตุผลที่ผมอยากให้นวนิยายเรื่องนี้ถูกนำมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ก็คือ 1.มีพล็อตเรื่องที่แตกต่างจากหนังในปัจจุบันที่รายชื่อหนังปีนี้เต็มไปด้วยหนังรักของเพศทางเลือก(ทำตามกันแล้วคิดว่าคนจะดูเยอะเหรอ?) 2.สามารถเล่าเรื่องยากๆอย่างเรื่องการเมืองการปกครองให้เข้าใจได้ง่าย 3.การเดินเรื่องสนุกตื่นเต้นไม่น่าเบื่อเพราะว่ามีฉากแอคชันไล่ล่าสนุกไม่แพ้นิยายสายลับ 4.น่าจะเป็นหนังที่ทำให้ผู้คนตระหนักถึงความรักชาติได้อย่างแท้จริงมากกว่าซีรีส์ทหารเกาหลี และสุดท้ายอยากจะบอกว่าผมไม่สามารถแนะนำว่าหนังที่ถูกดัดแปลงจากหนังสือเล่มนี้ควรมีลักษณะอย่างไร แต่ถ้าหากมีคนทำจริงๆจะขอบพระคุณเป็นอย่างสู๊งงงง!(ไม่สนว่าตลาดหนังไทยเป็นยังไง สนอง need ล้วนๆ)
SHARE
Written in this book
หนังที่อยากให้ดู
รีวิวหนัง คุยเรื่องหนัง หนัง หนัง หนัง
Writer
JeansMT_SUT
story teller
ตอนเด็กๆชอบวิชาวิทยาศาสตร์ แต่พอได้รู้ว่ามันมีคณิตศาสตร์ปนอยู่ด้วยก็เลยชอบน้อยลง

Comments

niji
5 years ago
ถ้าทำตอนนี้ เกรงว่า จะไม่ได้ฉายสิคะ
แอบเศร้าเล็กๆ ที่ว่า ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด ประชาธิปไตยที่นี่ยังไม่เต็มใบสักที แต่ละเหตุการณ์ในหนังสือเล่มนี้ ก็เหมือนกับสิ่งที่เผชิญอยู่ บางบทที่ยกมา อ่านแล้วจุกๆ จี๊ดๆ
Reply
JeansMT_SUT
5 years ago
ผมก็อึ้งเหมือนกันที่ว่าเหตุการณ์ในอดีตกับปัจจุบันมันคล้ายกันมาก
lulla
5 years ago
ไม่น่าจะได้ทำในรัฐบาลนี้

Reply
imonkey7
5 years ago
และทุกรัฐบาล
JeansMT_SUT
5 years ago
เสียใจ T^T แต่ก็เข้าใจครัยว่าเป็นไปได้ยากในประเทศนี้ ผมคงรอจนตายแหล่ะ หวังว่าเรื่องแบบนี้จะเป็นที่ยอมรับในสักวัน
imonkey7
5 years ago
เหนือเมฆลอยมาในหัว
Reply
imonkey7
5 years ago
ละครที่โดนอุ้มไประหว่างฉายครับ
น่าจะพอจำกันได้
JeansMT_SUT
5 years ago
อ่อ ผมเคยได้ยินข่าวแต่ไม่เคยดู น่าเสียดายนะครับ
imonkey7
5 years ago
มันเกี่ยวกะการเมือง แนวๆ เส้นขนานนิละ
เหยียบตีนอำนาจแรงเกินไป เลยหายไปบนเส้นเวลา
Orangecaramel26
4 years ago
แนะนำให้อ่านเรื่อง'เส้นสมมุติ'ค่ะ แนวหักมุมอะไรแบบนี้ค่ะ ..ได้มุมมองใหม่ๆเยอะดี :)
Reply
JeansMT_SUT
4 years ago
ขอบคุณครับ จะลองหามาอ่านนะครับ ^_^