ความตาย: เพราะไม่รู้เลยว่าชีวิตใดจะดับสิ้นวันไหน
ความตาย
"คุณเคยสูญเสียคนใกล้ชิดหรือไม่?"

ขึ้นหัวข้อมาที คิดว่าอาจจะดูน่ากลัวสำหรับใครหลายๆคน แต่ก็ไม่มีใครที่จะหลีกหนีชะตากรรมนี้พ้น...เพราะความตาย มักจะมาเยือนอย่างไม่รู้ตัว...เรียกได้ว่า เจ้าตัวก็ไม่รู้ตัว คนรอบข้างก็ไม่รู้ตัว จึงไม่แปลกที่จะมีแต่คนเกรงกลัวและไม่อยากคิดถึงมัน
คนเรามักจะให้ความสำคัญกับความตายก็ต่อเมื่อชีวิตหนึ่งได้ดับไปแล้ว
แต่ทำไมเราถึงไม่ให้ความสำคัญกับเขาในวันที่เขายังไม่ตายล่ะ?
คนใกล้ชิดที่สุดของผู้เขียนที่เสียชีวิตไปแล้วคือคุณตาค่ะ ตอนนั้นจำได้แม่นว่าอายุ 16 ปี...คุณตาเป็นหนึ่งในครอบครัวที่อยู่บ้านเดียวกันกับผู้เขียนตั้งแต่เกิด แน่นอนว่ามีความผูกพันใกล้ชิดไม่ต่างกับบิดามารดาผู้บังเกิดเกล้า...

เมื่อมีชีวิตหนึ่งดับไป และไม่มีวันฟื้นขึ้นมาพูดกับตนอีกแล้ว ไม่มีทางได้เห็นรอยยิ้ม ไม่มีทางได้ใช้ชีวิตร่วมกันเหมือนที่ผ่านมา...แม้จะอยากทำอะไรด้วยกันอีกมากมายแค่ไหน แต่ทุกอย่างจบแค่ตรงนั้น ไม่สามารถไปต่อในทางใดได้อีก...ความเสียใจก็เกิดขึ้น น้ำตาที่ไม่คิดว่าจะไหลได้ขนาดนี้ก็พรั่งพรูออกมา ทุกๆวันมีแต่ภาพผู้ที่จากไปแล้ววนเวียนในหัว ยิ่งคิดภาพเก่าๆก็ยิ่งผุดขึ้นมา และก็เกิดคำถามในใจพร้อมตำหนิตัวเอง ว่าทำไมตอนนั้นเราถึงไม่ทำแบบนั้น วันนั้นทำไมเราถึงบังคับให้เขาทำอย่างนั้น...ไม่น่าทำให้เขาเสียใจเรื่องนั้นเลย ยังไม่ทันได้ขอบคุณเลย...และ...ยังไม่ทันได้บอกเลยว่ารักเขามากแค่ไหน

ความตาย...สัมผัสมันได้หรือเปล่า...? ถ้าไม่เคยเจอกับตัวเองจริงๆ จะสามารถเข้าใจได้สักแค่ไหน...
ลองหลับตาดู คิดภาพคนที่รักที่สุดสักคน จากไปอย่างไม่มีวันกลับ...
มีไหม? สิ่งที่คุณอยากจะบอกให้เขารู้แต่ยังไม่ได้บอก
มีไหม? สิ่งที่คุณอยากจะทำให้เขา แต่ไม่เคยได้ทำ
มีไหม? สิ่งที่คุณอยากจะขอบคุณ แต่เขินอายเกินกว่าจะเอ่ย
มีไหม? สิ่งที่คุณอยากจะขอโทษเขา แต่ไม่เคยกล้าพูดออกไป...

ชีวิตคนเรามันสั้น...สั้นมาก...สั้นมากจริงๆ คนบางคนที่คิดว่ายังไงก็จากไปทีหลังตน กลับลาโลกนี้ไปก่อนก็มี คนบางคนที่เราคิดว่ายังอยู่อีกนานเพราะแข็งแรงดี กลับจากเราไปอย่างกะทันหันก็มี...
คุณไม่มีทางรู้เลย ว่าคนคนหนึ่งที่คุณยังคงถือทิฐิอยู่ เขาจะอยู่ให้คุณทิฐิใส่อีกนานแค่ไหน
คุณไม่มีทางรู้เลย ว่าอีกนานแค่ไหน ที่คุณจะยังคงได้ยินเสียงคนที่คอยเป็นห่วงคุณ ถามทุกข์สุขจนคุณรำคาญ
คุณไม่มีทางรู้เลย ว่าคนที่คุณโกรธและไม่ยอมพูดด้วยเมื่อวาน จะอยู่ถึงวันที่คุณคืนดีกับเขาหรือไม่
และคุณไม่มีทางรู้เลย ว่าคนที่คุณทำให้เขาผิดหวัง จะอยู่จนถึงวันที่คุณสำนึกผิดหรือไม่...
คำกล่าวที่ว่า
คนเราจะรู้คุณค่าของสิ่งใด ก็ต่อเมื่อสูญเสียสิ่งนั้นไปแล้ว
เป็นคำกล่าวที่อมตะมาก...มากจริงๆ
แต่มันก็ขึ้นอยู่กับตัวเราเองว่าเราจะปล่อยให้คำกล่าวนี้เป็นอมตะสำหรับเราด้วยหรือไม่
อย่าปล่อยให้คนที่เขาแคร์คุณ รอคอยความใส่ใจจากคุณ
อย่าปล่อยให้คนที่เขารักคุณต้องเสียใจ เพราะคุณมองว่าเขาน่ารำคาญ
อย่าปล่อยให้คนที่เขารอคอยการกลับมาของคุณต้องรอเก้อ ทั้งๆที่คุณเองก็อยากกลับไป
อย่าปล่อยเวลาให้เสียเปล่า แล้วมาเสียดายทีหลังว่าน่าจะใช้เวลาด้วยกันมากกว่านี้...

สำหรับทุกชีวิตที่ยังคงต่อสู้กับความเจ็บปวดจากการสูญเสีย ขอให้สามารถฝ่าฟันช่วงเวลานี้ไปได้
สำหรับทุกชีวิตที่ยังไม่เคยสูญเสีย ขอให้ตระหนักถึงความสำคัญของคนรอบข้างได้ชัดเจนขึ้น
เพราะไม่รู้เลยว่าชีวิตใดจะดับสิ้นในวันไหน ดังนั้น ถ้าทำได้ สร้างความสุขให้ตัวเองและคนสำคัญในตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้เถอะนะ...

ส่งท้าย
เศร้า...เศร้าค่ะ เป็นโพสต์ที่เศร้าที่สุดที่เคยเขียนมาแล้ว...จนถึงตอนนี้ แม้จะผ่านมาเกิน 10 ปีไปแล้ว ผู้เขียนก็ยังคงคิดถึงคุณตาอยู่เป็นพักๆ...แม้แต่คนรู้จักสองคนที่แม้ไม่ได้ใกล้ชิดกันมาก ผู้เขียนก็ยังคงคิดถึงและอดเศร้าใจไม่ได้...

เธอคนนั้นเป็นหญิงชราในบ้านพักคนชราที่ประเทศอังกฤษค่ะ ผู้เขียนเคยมีโอกาสได้ไปที่นั่นเดือนละครั้งตอนเรียนป.โท เราไม่ได้มีความผูกพันกันทางสายเลือด แต่เธอเคยมอบรอยยิ้มจากใจที่สามารถรู้สึกได้ทันที...ในเวลาที่ผู้เขียนใจสลายและได้ไปที่นั่น ก็ได้รับความอบอุ่นจากรอยยิ้มนั้นคอยปลอบใจให้สู้ต่อ...เธอเป็นหญิงชราที่ยิ้มได้สดใสมากจริงๆ และเธอเองก็คงผ่านความเจ็บปวดอะไรมาเยอะมากแล้วถึงสามารถยิ้มได้งดงามขนาดนั้น...เธอคนนั้นได้จากไปภายใน 1 สัปดาห์หลังจากที่ผู้เขียนไปหาเธอในเดือนหนึ่ง...ผู้เขียนเสียใจที่ไม่ทันได้ถ่ายรูปกับเธอ เพราะคิดแค่ว่าจะถ่ายรูปกับทุกคนในเดือนสุดท้ายก่อนกลับไทย...แต่สุดท้าย ผู้เขียนก็ทำได้แค่ถ่ายภาพรูปที่บอกว่าเธอลาโลกนี้ไปวันไหนเท่านั้น...

หญิงชราอีกท่านหนึ่ง จะเป็นคนที่ยิ้มบางๆไม่ได้สดใสเหมือนอีกท่าน แม้ว่าแววตาของเธอจะมีความเศร้าอยู่ข้างในเสมอ แต่เธอจะเป็นคนที่ส่งสายตาว่า"เข้าใจ"มาได้อย่างแท้จริง อาจเป็นเพราะเธอคือหนึ่งในคนชราไม่กี่คนในที่นั้น ที่ไม่มีปัญหาเรื่องความทรงจำและยังคงจดจำเรื่องราวทุกอย่างได้ครบถ้วน...ในเดือนสุดท้ายที่ผู้เขียนได้ไปบ้านพักคนชราก่อนกลับไทย ผู้เขียนได้ถ่ายรูปกับทุกคนที่เหลือ แต่ก็ไม่เจอหญิงชราท่านนี้ ซึ่งไม่เจอมาสองครั้งแล้ว(ในสองเดือนที่ผ่านมา) วันนั้นเลยไปถามพนักงานว่าเธออยู่ไหน (เพราะบางครั้งบางคนก็จะไม่ได้เข้ามาทำกิจกรรมรายเดือนแต่ไปนั่งที่อื่นหรือไม่สบายเลยนอนพักอยู่) พนักงานก็บอกว่าเธอเพิ่งเสียชีวิตไปประมาณ 2 สัปดาห์...และอาจจะเป็นเพราะผ่านมา 2 สัปดาห์แล้ว ที่นี่ก็เลยไม่มีแม้แต่รูปที่วางไว้ให้เคารพ...ผู้เขียนเลยไม่มีรูปถ่ายเธอเลย จึงได้แต่จดจำเอาไว้ในใจ...อย่างน้อยเธอก็ไม่ต้องเศร้าจากเรื่องราวต่างๆในอดีตอีกต่อไปแล้ว...
SHARE
Writer
AmmyMemory
Writer
>ขบคิดชีวิตสไตล์ Ammy< เป็นบล็อกที่ผู้เขียนตั้งใจเขียนเพื่อแชร์แนวความคิดเล็กๆน้อยๆของตนในเรื่องต่างๆแก่ผู้อ่านที่รักทุกท่านค่ะ :)) #Blogส่วนตัวนอกเหนือจากนี้ ตระกูล AmmyMemory.blogspot.com ค่ะ <3

Comments