อ่านหนังสือยังไงให้สนุกและมีประโยชน์ (มาแชร์กันเถอะ!)
เราโตมากับการอ่านหนังสือ
จำความได้ตั้งแต่เด็ก ที่ชอบไปขลุกตัวอยู่ในห้องสมุด
หยิบหนังสือเกือบทุกประเภทมาอ่าน
ตั้งแต่นิทานกริมม์ นิทานอีสปสอนใจ ไปจนถึงวรรณกรรมเยาวชนตัวอักษรพรืดๆ
ความรู้สึกของการแบกหนังสือเป็นกองๆ ไปตั้งที่เคาน์เตอร์บรรณารักษ์
ก่อนที่จะหยิบบัตรยืมมาปั๊มวัน นั้นเป็นภาพของความสุขที่ยังจดจำได้ถึงวันนี้
จนแม้จะโตขึ้น เรียนมัธยม เราก็มักจะแวะเวียนไปยืมหนังสือที่ห้องสมุดประชาชน
จนสนิทกับเจ้าหน้าที่เลยก็ว่าได้
ที่ต้องเปลี่ยนจากห้องสมุดโรงเรียนไปเป็นห้องสมุดประชาชน
เพราะหนังสือในห้องสมุดหายาก พังเยอะ และมีให้เลือกน้อยกว่ามากๆ

เราอ่านหนังสือเกือบทุกประเภท
พอโตขึ้น ได้มาทำงานเป็นบรรณาธิการก็ยิ่งอ่านมากขึ้นเหมือนเดิม
ต่างแค่ว่า หนังสือที่อ่าน จะเลือกอย่างตั้งใจ
เพราะเวลาที่เสียไปกับหนังสือเล่มหนึ่งๆ มีค่า 
เลยอยากให้ได้ความรู้หรือมุมมองที่สนใจ และมีคุณภาพจริงๆ
นิสัยที่รักการอ่านมากๆ ทำให้วันหยุดก็ต้องไปเดินร้านหนังสือ
จมอยู่กับเชลฟ์นานเป็นชั่วโมง หยิบพลิกเปิดอ่านเกือบทุกเล่มที่สนใจ
ถ้ามือถือต้องชาร์ตแบต ให้ใช้การได้ต่อ
เวลาเหนื่อยๆ ฉันก็ชอบไปเดินร้านหนังสือเพ่ือชาร์ตพลังเช่นเดียวกัน

ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา ขณะที่กำลังเคลียร์โต๊ะทำงาน 
ก็พบว่าพฤติกรรมการอ่านหนังสือของตัวเองเปลี่ยนไปเยอะเลย
เลยอยากมาแชร์ให้ฟังกัน  : )
(การอ่านหนังสือของเราเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร)


1. เราไม่ขนซื้อหนังสือในช่วงงานสัปดาห์หนังสือหรือมหกรรมหนังสืออีกแล้ว 
เพราะเจอปัญหาหลายอย่าง คือ ไม่มีที่เก็บหนังสือ 
หนังสือที่ซื้อมาไม่ได้อ่าน และไม่มีวินัยในการใช้เงิน 
เราแก้โดยการ "ทำลิสต์" รายชื่อหนังสือที่จะซื้อ 
และเพิ่มงบสำหรับความอยากที่อาจมีเพิ่มขึ้นเมื่อไปเจอหนังสือที่ชอบอีก 500 บาท
ถ้าไปเดินๆ ที่งานแล้วเผลอเจอเล่มที่อยากได้ เราจะใช้เงินในงบนี้ 
ผลของความตั้งใจนี้ หนังสือที่ซื้อในงานเราจะทยอยอ่านไวมาก 
เพราะไม่อยากกองไว้ ถ้ามีหนังสือที่อยากอ่านช่วงหลังงาน 
เราจะสั่งจากเว็บของสำนักพิมพ์ หรือไม่ก็ Readery, ก็องดิด, Bookmoby 
เป็นการอุดหนุนร้านหนังสืออิสระด้วย : )
(มีลิงค์ร้านหนังสืออิสระไว้ท้ายบทความน้า)


 
2.Challenge กับตัวเองให้ได้ ว่าจะอาทิตย์ละ 3 เล่ม 
(ปริมาณแล้วแต่จะตั้งนะจ๊ะ บางคนตั้งปีละ 20 เล่ม
บางคนปีละ 50 ก็มี เอาที่เราคิดว่าใกล้เป้าหมายได้จริงๆ)
หลายคนคงยิ้ม จะเอาเวลาไหนมาอ่าน
เราเริ่มต้นจากการลดโซเชียลลง เล่นเป็นเวลา 
แล้วตื่นมาอ่านตอนเช้า ระหว่างนั่งรถไฟไปทำงาน 
หลังจากเลิกงาน ก่อนนอน อ่านทีละบทสองบท
สักพักมันก็เริ่มติดเป็นนิสัย 
นี่รวมไปถึงการอ่านเรื่องใน Storylog ที่ถ้าว่างก็จะเปิดอ่านเร็วๆ
2 - 5 นาทีก็อ่านจบได้ 1 เรื่องแล้ว


3.หนังสือทุกเล่มไม่ได้เหมาะกับเรา
 
ตอนเด็กๆ เคยคิดว่ายิ่งอ่านยิ่งได้ อ่านไปเถอะ 
หนังสือแนวไหนก็ได้ แต่พออ่านเยอะๆ เข้าเลยรู้ว่า
 "การอ่านเยอะ ไม่สำคัญเท่าเราอ่านอะไร" 
 
ดังนั้น การเลือกหนังสือจึงสำคัญ  
เรามีวิธีการเลือกง่ายๆ คือ
-  "ดูสารบัญ" ก่อนเสมอ 
สารบัญเหมือนโครงสร้างบ้าน แค่ดูสารบัญเราก็จะรู้คร่าวๆ 
แล้วว่าเล่มนี้เขียนเกี่ยวกับอะไร มีเนื้อหาอะไร 

- ดูภาษาที่เขียนว่าเขียนอย่างไร น่าอ่านและเป็นประโยชน์ไหม : )
งานวรรณกรรมและ Non-fiction จะมีหลักการดูที่แตกต่างกัน
ถ้าเป็น  Non-fiction เราจะดูที่ "ผู้แต่ง" และ "ประเด็น" ของการเขียน
แต่ถ้าเป็นวรรณกรรม เราจะดูผู้แต่ง / ผู้แปล และการใช้ภาษา
วรรณกรรมจะง่ายหน่อย เพราะเราจะยืนอ่านบทเปิด Opening เลยว่าฮุคเราได้ไหม
ถ้ามีเวลาลองยืนอ่านสักบทหนึ่งก่อนก็ได้   : )

- ดูรีวิวใน Goodread หรือผลรีวิวของอะเมซอน
วิธีการนี้ก็เช็กได้้ระดับหนึ่ง เพราะผลการรีวิวมาจากผู้ใช้โดยตรง
ปกติเวลาไปร้านหนังสือ เราจะหาข้อมูลไปก่อนแล้ว
ว่าตั้งใจซื้อเล่มนี้เพราะอะไร เราจะตามเว็บฯ ที่เขียนบทความแนะนำหนังสือดีๆ ไว้
เวลามีเล่มไหนดีก็จะได้โฟกัส และไปเปิดอ่านเล่มนั้นเลย


 
4.หนังสือทุกเล่มมีไว้อ่าน  
หมายความว่า อ่านแล้วคืออ่านจริงๆ เขียนสิ่งที่ได้ออกมาในโน้ตสั้นๆ 
หรือถ้าเป็นงานวรรณกรรมดีๆ ก็อาจจะโน้ตไอเดีย Quotes ดีๆ ออกมาก็ได้
วิธีการของเราคือ เราจะมีสมุดเล่มหนึ่งไว้จดสิ่งที่ได้จากหนังสือ
พออ่านจบ เราจะจดเป็นข้อๆ ไว้ แล้วมาเขียนลง Storylog : )


5.แชร์กับเพื่อน
อ่านจบแล้ว เล่าให้เพื่อนฟัง (แต่เพื่อนควรจะอ่านแล้วนะ เดี๋ยวจะมีสปอยล์ ฮ่าๆ)
เราเชื่อว่า หนังสือเล่มเดียวกัน อ่านกันคนละคน มุมคิดที่ได้ก็ต่างกัน
การแชร์เป็นการต่อยอดความคิด และทำให้ทักษะการจับใจความเราดีขึ้นด้วย



6.ถ้าจะเป็นนักเขียน โปรดเป็นนักอ่าน 
คำนี้ได้ยินตั้งแต่เด็กๆ แล้ว หลายคนอยากเป็นนักเขียน แต่ไม่ชอบอ่านหนังสือ 
นักเขียนเมื่อเป็นนักอ่านที่ดี เขาจะมี "คลังคำ" ในหัว 
รู้กลวิธีการเขียน เข้าใจการเล่าเรื่องและการใช้ภาษา
 เราเจอนักเขียนหลายคนที่ตั้งใจขนาดถอดโครงสร้างของหนังสือออกมาเลย
ทุกๆ อย่างเกิดจากการฝึกฝน ทำซ้ำทั้งนั้น เห็นแล้วน่าชื่นชมจริงๆ  : )

ประโยชน์ของการอ่านมีมากมายเลย
วันๆ หนึ่งเราพบว่าการอ่านอะไรดีๆ ต่อยอดชีวิตเราได้ลึกมากขึ้น : )
ถ้าใครยังอ่านหนังสือเล่มหนาๆ ไม่ไหว
แนะนำให้มาอ่านเรื่องราวการแชร์ประสบการณ์ดีๆ ใน @Stotylog ก่อนได้น้า
ไม่ได้แอบขายของ แต่อยากให้เข้ามาอ่านกันจริงๆ : )

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์บ้างนะ : )

_________________________________________
ลิงค์ร้านหนังสืออิสระ
Readery
readery.co
Bookmoby
bookmoby.com
ก็องดิด
https://th-th.facebook.com/CandideBooks
และเว็บไซต์ของสำนักพิมพ์อื่นๆ  สามารถเข้า Google แล้วเสิร์ชได้เลยจ้า

ป.ล. ไม่ใช่ Advertorial น้า 
เราอยากแนะนำจริงๆ  : )


SHARE
Writer
Looksorn
Editor
MARS

Comments

Natchanan
9 months ago
อ่านแล้วทำให้คิดถึงหนังสือเล่มที่เคยอ่านเลยค่ะ เป็นเล่มแรกที่ทำให้ชอบการอ่าน ขอบคุณพี่มากๆนะค่ะ สำหรับลิ้งค่ะ...ชอบที่พีเขียนจัง😊
Reply
Looksorn
9 months ago
ดีใจที่มีประโยชน์ค่ะ อ่่านแล้วกลับมาแชร์ใน Storylog ด้วยน้าาา
HiddenMeaning
9 months ago
คิดถึงการซื้อในงานหนังสือขึ้นมาเลย จะลองนำไปปรับใช้บ้างนะครับ ชอบบทความนี้สุดๆ 😁
Reply
Looksorn
9 months ago
ดีจายยย T T
im
9 months ago
เริ่มอ่านหนังสือตอนเข้ามหาวิทยาลัยปี1
จากเด็กบ้านนอกคนนึงที่ไม่เคยจับหนังสือเพื่ออ่านเตรียมสอบเลย จำได้ว่าแม่บังคับยังไงก็แค่เปิดกางแล้ว...หลับต่อ สอบติดเริ่มเรียน ลูกพี่ลูกน้องคนนึงบอกเราว่า"แกเรียนไม่ได้หรอก" คำๆเดียวแค่นั้น จากคนไม่เคยอ่านหนังสือก็อ่านเป็นบ้าเป็นหลัง ทุกวินาทีที่ว่าง มีหนังสือเป็นเพื่อนรักตลอดเวลา ขณะอ่านก็เหมือนคุยสื่อสารกับหนังสือไปด้วย กลายเป็นว่าวันไหนไม่ได้อ่านหนังสือแทบขาดใจ ติดเป็นนิสัยแล้วค่ะ มีหนังสือทุกมุมบ้านให้เลือกอ่านได้ตลอด ขอบคุณคำพูดคำนั้นมากที่ทำให้ฉันเป็นฉันในทุกวันนี้
Reply
Looksorn
8 months ago
ดีใจจังค่ะ  
ศรเชื่อว่าการอ่านหนังสือเป็นอะไรที่ดีจริงๆ ค่ะ  : )))
SUNSHINE
9 months ago
เหยยย คือคิดเหมือนกันเกือบหมดเลย ชอบที่คุณเขียน เราติดตามก็องดิดและ read เหมือนกัน 😍😍
เราเคยตั้งเป้าจะอ่านทุกวันก็ทำไม่ได้เพราะเล่นโทรสับมากเกินไปจิงๆแหละ แต่เรากลับกันตรงตอนเช้านั่งรถไฟไปและกลับจากทำงานเราพกหนังสือไปอ่าน แค่เดือนเดียวเราอ่านไป 2 เล่ม ซึ่งใช้เวลาในการอ่านแค่นั้นต่อวันเรามีเวลาแค่ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง มันดีจ์งามมากอ่า
Reply
Looksorn
8 months ago
ขอบคุณนะคะ  ^___^ 
ที่มาเเชร์กัน
Mon
9 months ago
เห็นภาพตัวเองเลยอ่าาค่ะ สมัยก่อน ยืมหนังสือห้องสมุดโรงเรียน จนพรุน หนังสือก็ไม่พออ่าน หลังๆเลยเบนเข็มไปห้องสมุดประชาชน ยอมกลับรถสองแถวคันสุดท้ายของวัน ขนาดปิดเทอมก็นั่งรถออกมาจากบ้านไกลเป็น 20 กม.เพื่อมาหมกตัวอยู่ห้องสมุดประชาชน รอยืมหนังสือ พอโตมาหาเงินเองได้เลยเริ่มซื้อหนังสือเอง เฝ้ารอให้ถึงงานสัปดาห์หนังสือก็ขนมาเป็นตั้งๆ สุดท้ายก็ไม่มีที่เก็บจริงๆค่ะ ^^ แต่ทุกครั้งหลังงานสัปดาห์หนังสือ จะหายตัวไปจากสังคมและเพื่อนฝูง เลิกงานจะรีบกลับบ้าน เสาร์อาทิตย์ก็ไม่ไปไหน เกลือกกลิ้งนอนอ่านหนังสือ มันเป็นความสุขใจจริงๆ  ทุกวันนี้ก็เปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อหนังสือเหมือนกันค่ะ จากที่เคยขนมาเป็นตั้งๆแล้วตะบี้ตะบันอ่าน ก็จะเริ่มหาหนังสือที่อยากอ่านจริงๆจากรีวิวต่าง แล้วตรงไปหาหนังสือเล่มนั้นเอามาอ่าน เอามาเก็บไว้เป็นสมบัติ^^
Reply
Looksorn
8 months ago
: ))