ผมอยากกลับบ้าน..
นับเป็นปีที่ 6 ที่ผมต้องจากบ้านมาใช้ชีวิตในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ เมืองที่เป็นศูนย์กลางของ "ความเจริญ" อย่างที่ใครหลายคน เขาบอก เขาเชื่อกัน

และด้วยความห่างไกลเหล่านั้น มันทำให้ผมคิดถึง "บ้าน" เหลือเกิน
 
นิยามศัพท์ของคำว่าบ้าน ในพจนานุกรมส่วนตัวของผมบอกว่า บ้านไม่ใช่แค่ที่พักอาศัย มันไม่ใช่แค่รูปร่าง แต่ควรจะมีความรู้สึกเป็นองค์ประกอบหลักที่ชี้ชัดลงไปว่า"นี้แหละ บ้านเรา"
 
หากให้เปรียบเทียบก็คงเหมือนกับเพลง "ปักษ์ใต้บ้านเรา" ที่ร้องว่า โอ่โอ ปักษ์ใต้บ้านเรา แม่น้ำ ภูเขา ทะเลกว้างไกล อย่าไปไหน กลับใต้บ้านเรา..

เคยมีคนถามว่า "ถ้าอยากกลับบ้าน ทำไมไม่กลับล่ะ?" 

และทุกครั้งที่ได้ยินคำถามแบบนี้ ผมเองก็ได้แต่ถอนหายใจ และคำตอบที่ตัวผมเองจะตอบซ้ำๆ ก็คือ "มันไม่ง่าย" และเหตุผลที่มันไม่เคยง่าย เพราะผมไม่มีวัตถุที่มีรูปทรงคล้ายบ้านรออยู่ 

สำหรับคนจนที่ต้องทำงานในเมืองอย่างผม
การกลับบ้านอาจไม่ใช่การกลับไปหาสิ่งที่รออยู่ 
แต่เป็นการกลับไปเพื่อเริ่มต้นใหม่  

ตั้งแต่บ้านผมล้มละลาย มีแค่ความรู้สึกเท่านั้นที่ยืนยันว่า ที่ที่ผมเกิดมาคือบ้านของผม เพราะวัตถุที่เสมือนเป็นเครื่องความทรงจำของผมนั้นสูญสลายไปเกือบจะหมดแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังอยากจะกลับบ้าน

ผมเรียนจบจากเมืองหลวง ด้วยต้นทุนชีวิตแสนต่ำ และไม่มีทางเลือกมาก ยังคงต้องเสี่ยงโชคทำงานในเมืองหลวงใจกลางความเจริญที่ความเจริญไม่ได้เผื่อแผ่ให้กับทุกคนอย่างเท่ากัน

ในทุกๆ วัน ผมแทบจะไม่ต้องคิดเรื่องก่อเนื้อสร้างตัว แค่คิดว่าจะทำยังไงให้ตัวเองและครอบครัวรอดในบ้านที่เช่าเขาอยู่ก็สุดแสนจะเต็มกลืน ไหนจะอาการป่วยของพ่อและแม่ โดยเฉพาะในยามที่ทั้งสองไม่มีสินทรัพย์ใดๆ จะช่วยเหลือตัวเองได้ แม้แต่จ่ายค่ารักษาพยาบาล

โครงการ "สามสิบบาท" ค่อยพยุงตัวแม่และผมให้ล้มตัวบนฟูก เพราะอย่างน้อยที่สุดค่ารักษาพยาบาลก็ไม่ได้โหดร้ายถึงขนาดที่ผมต้องกู้หนี้กู้สิน อีกทั้ง สถานะบุคคลล้มละลายของแม่ก็ทำให้ผมซื้อประกันชีวิตให้ไม่ได้
 
แค่ปัจจัยอย่าง เครื่องนุ่งห่ม อาหาร และยา สิ่งเหล่านี้ก็แทบจะผลาญเงินเดือนในแต่ละเดือน จนไม่กล้าที่จะคิดมีปัจจัยอย่างอื่น เช่น การซื้อบ้านขึ้นมาในหัวเลยแม้แต่น้อย และนับว่าผมเองก็อาจจะโชคดีกว่าคนที่มีสถานะเช่นเดียวกับผมอยู่หน่อยๆ เพราะอย่างน้อยก็มีใบปริญญา และสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้มากกว่าครอบครัวอื่นๆ 

แต่ถึงอย่างนั้น ค่าครองชีพ อย่างเช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอุปโภค บริโภค ทั้งหลายทั้งแหล ก็มิได้นำพาให้ชีวิตผมจะสามารถตั้งตัวได้เท่าไหร่นัก ในสองสามปีที่ผ่านมา ดูเหมือนราคาสินค้าจะปรับตัวสูงขึ้น โดยที่ไม่รู้สาเหตุ และทางเลือกเราก็มีน้อยลงทุกทีๆ

บางทีก็อยากจะโทษว่า "ค่าแรงสามร้อยบาท" ทำให้สินค้าแพงขึ้น แต่มันคงไม่ใช่ปัจจัยเดียวแน่ๆ เพราะค่าแรงสามร้อยบาทก็ยังไม่เพียงพอให้ผู้ใช้แรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ แต่มันกลับเป็นผู้ร้ายอยู่เหตุผลเดียว ทั้งที่มันใช่จริงหรือเปล่า?

มิตรสหายวัยกลางคนท่านหนึ่งเคยเล่าว่า เงินที่ผ่อนบ้านเป็นแค่เงินส่วนหนึ่งจากเงินเดือนคนทำงาน การสร้างฐานะ การสร้างเนื้อสร้างตัวมีความเป็นไปได้มากกว่าในสมัยนี้ เพราะแค่เงินจะซื้อคอนโดสักหลัง ทองสักเส้น ก็เป็นเรื่องยากเสียแล้ว

น่าสงสัยเหลือเกิน ว่าทำไม ในขณะที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
เป็นไปอย่างก้าวกระโดด แต่ความเจริญทางวัตถุกลับกระจุกตัว

ผมคิดว่า คำถามจริงๆ ที่สมควรถามเป็นอันดับแรกก็คือ แล้วคนที่จะช่วยเราได้คือใคร นักวิชาการ? นายธนาคาร? ข้าราชการ? รัฐบาล? เพื่อนร่วมชาติ? หรือแค่ตัวเราเอง..

ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะเป็นใคร แต่ผมและครอบครัวอยากได้ "คนรับฟัง" ซึ่งไม่ใช่แค่คนรับฟังที่ทำให้เราอุ่นใจเท่านั้น แต่ต้องรับฟังแล้วช่วยเราคิดและพร้อมปรับปรุงแก้ไขโครงสร้างทางสังคมเพื่อให้ผมและครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

อาจฟังดูเหมือนคนเห็นแก่ตัว เอาแต่ได้ ที่ไม่สู้ชีวิตพอ แต่ก็ชวนให้คิดว่า คนที่ประสบความสำเร็จได้ในสภาวะเช่นนี้ เป็นเรื่องปกติที่ใครในสังคมก็ทำได้เพียงแค่ "ขยัน" เท่านั้นจริงหรือ?
 
ดังนั้น อย่าแปลกใจที่ใครอีกหลายคนที่เป็นเช่นผมจะไม่ชอบรัฐบาลที่มาชี้นิ้วสั่งหรือบอกเราว่าให้ทำนู่นทำนี่ โดยไม่คิดจะเหลียวมองให้ดีว่า "คนเดือดร้อนเขามีปัญหาและติดอุปสรรคอย่างไร" 

ผมเชื่อว่า ถ้าหากวันนี้ เรามีระบอบการเมืองที่เอื้อต่อคนทุกคน ให้สิทธิเสรีภาพ ความเป็นธรรม และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกมิติให้ดีได้ วันนี้ใครอีกหลายคนที่ยังติดอยู่ที่เมืองหลวงก็คงจะกล้าพอที่จะคิดกลับบ้านเช่นเดียวกับผม..
SHARE

Comments

yhingba
3 years ago
สู้ๆนะคะพี่บ่าว ^^
Reply
Bewbundanjai
3 years ago
^^
Reply
SOSWEETDREAM
3 years ago
อารมณ์คิดถึงบ้านเหมือนกันเลยค่ะ
Reply
Ployjaras
3 years ago
สู้ๆนะคะ ^^
Reply
asunflower
3 years ago
สู้ๆนะคะ

Reply