ครูบอกว่า "ห้ามพูดคำหยาบนะ"
สวัสดีครับ นี่เป็นอีกเรื่องเล่าของผมย้อนกลับไปนานมาแล้ว...
เมื่อครั้งเรียนชั้น ป.1
ชีวิต ป.1 เป็นอะไรที่แปลกใหม่สำหรับผมมากในช่วงนั้น
เนื่องจากผมเลื่อนชั้นจาก อนุบาล 1 มาข้ามชั้นจาก อนุบาล 2 มา ป.1 เลย
ต้องทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ ซึ่งผมตอนนั้น เข้ากับใครไม่ได้ง่ายๆซะด้วยสิ
(ปัจจุบันก็ยังไม่ง่าย แต่ดีขึ้นมาหน่อย)
นี่ต้องหาเพื่อนใหม่อีกแล้วเหรอ
.....
แน่นอนว่า มีเรื่องราวเกิดขึ้นหลายอย่าง
แต่ผมกลับจำได้เพียงบางเรื่อง
(อยากจำอะไรให้มากกว่านี้ แต่เหมือนว่าสมองเมื่อตอน ป.1 ยังไม่แข็งแรงมากนัก)
ที่จำได้ก็คง เคยโดยเพื่อนแกล้ง (น่าสงสาร แต่โดนอะไรไม่รู้ จำไม่ได้ 5555)
อีกอย่างที่จำได้คือ ได้เรียนหนังสือ กล้ากับแก้ว ผมชอบมากๆเลย โดยเฉพาะตอน ตามารถไฟ ตาขึ้นรถไฟมาหากล้า ตาขึ้นรถไฟมาหาแก้ว อะไรนี่ล่ะ (ไม่รู้ปัจจุบันเขาเปลี่ยนเรื่องยัง)

แต่ก็มีเรื่องหนึ่งที่ผมยังจำขึ้นใจ
มันเหมือนเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การพูดของผมนั้นเปลี่ยนไป
เหมือนเป็นความทรงจำลางๆของชื่อคุณครูประจำชั้นเมื่อ ป.1 แกชื่อ คุณครู อภิญดา ล่ะมั้ง 555 ผมไม่แน่ใจ
แต่จำได้ว่าแกสอนดีมาก ทั้งสอนความรู้และอบรมนิสัยหลายอย่างให้เด็กๆ ซึ่งผมก็จำไม่ได้ 555
แต่มีเรื่องหนึ่งที่จำได้....
คำพูดของครูคนนี้ที่ผมเชื่อฟัง
(ก็เป็นเด็กดีนี่ครับ เท่าที่จำได้นะ555)

ครู : นักเรียน ต้องไม่พูดคำหยาบนะ
ผมไม่แน่ใจว่าครูพูดว่าอย่างไร
แต่เท่าที่จำได้คือ แกสื่อว่าไม่ให้นักเรียนพูดคำหยาบ
ผมก็ไม่แน่ว่าคือเฉพาะที่โรงเรียน หรือว่าทั้งนอกโรงเรียนด้วย
แต่ด้วยความที่ผมเป็นเด็ก เด็กดีด้วย (มั่นใจครับ555)
ผมเชื่อฟังคำพูดของครู คืออีกอย่างกลัวด้วยครับ
ผมเป็นคนที่กลัวการลงโทษมาก
ผมจึงไม่อยากทำผิดอะไร ไม่อยากถูกตี
ครูบอก ครูสั่งอะไร ทำตามทุกอย่าง
ผมจึงไม่พูดหยาบกับเพื่อน กับใครๆ
ผมก็จำไม่ได้เหมือนกันว่า ก่อนหน้านี้ที่ครูพูดบอก
ผมพูดยังไง เปลี่ยนการพูดไปตั้งแต่ตอนนั้นหรือเปล่า
แล้วคำหยาบในตอนนั้นที่ผมคิดคือยังไง
ถ้าคำหยาบ ก็คงเป็นตั้งแต่สรรพนามการเรียกเพื่อน กู มึง อะไรพวกนี้มั้งครับ และก็อีกมากมายที่เป็นภาษาอีสาน (ผมเป็นคนอีสานเด้อครับ55)
เวลาคุยกับเพื่อนก็เป็นภาษาอีสาน โชคดีที่ภาษาอีสานมีสรรพนามที่ใช้เรียกเพื่อน แบบสุภาพ คือ
โต = มึง
เฮา = กู
ผมก็คุยกับเพื่อนโดยใช้คำสุภาพแบบนี้มาตลอด
ผมกลายเป็นคนเลี่ยงคำหยาบมาตั้งแต่นั้นมา
คือไม่พูดเลย...พูดเฉพาะคำที่สุภาพทั้งกับเพื่อน น้อง พี่ คนอายุน้อยกว่า ทั้งหมดทั้งมวล
บางทีก็คิดว่าทำไมผมต้องดีขนาดนั้นด้วย (หลงตัวเองไปหรือเปล่า555)

ผมเรียนโรงเรียนเดิมที่เรียน ป.1 นั้น มาจนถึง ม.3
และย้ายโรงเรียนไปตอน ม.4 พร้อมทั้งย้ายไปอยู่บ้านคุณยาย
(แต่เดิมนั้นอยู่บ้านเกิดซึ่งอยู่ฝั่งบ้านปู่ย่า อยู่กันล่ะอำเภอกัน ห่างกัน 15 กิโลเมตรได้ครับ แต่ที่มาอยู่กับยายเพราะใกล้โรงเรียนมากกว่า)
ซึ่งก็มีเพื่อน 2-3 คนย้ายมาเรียนที่นี่ด้วย
บางทีก็เกิดความคิดว่า ผมจะทรยศสิ่งที่เป็นมานาน เลิกสุภาพ พูดมันออกไปเลยเวลาคุยกับเพื่อนจะได้ง่าย เพราะไหนๆก็เปลี่ยนโรงเรียน พบเจอเพื่อนใหม่
แต่คงทำไม่ได้ มันไม่ชินปากเลยครับ
เป็นเหมือนเดิมดีแล้ว ผมบอกตัวเอง
แต่มีบางครั้งที่ผมเผลอคิดว่า การที่เราพูดสุภาพจะทำให้มีเพื่อนยากไหม
คิดเยอะมากเมื่อตอน ม.4 ที่เข้าโรงเรียนใหม่
แต่เรื่องมันก็มีเยอะมากๆๆ นี่อยากเล่านะครับ แต่ไว้เป็นหัวข้ออื่น ไว้วันอื่นล่ะกัน
สิ่งที่ผมคิดมันไม่ใช่เลย....
ถ้าใครอยากเป็นเพื่อนเราก็คงได้เป็นเพื่อนเรานะครับ
สุดท้ายถึงผมจะสุภาพ แต่ก็ยังมีเพื่อนที่โรงเรียนอ่ะนะ
ถ้าไม่มีนี้ คิดว่าขึ้นอยู่กับนิสัยเรามากกว่ามั้ง (5555)

ผม(กู)คิดมากไปไหม?
ณ ปัจจุบัน
ผมมาเรียนที่มหาวิทยาลัยหนึ่งที่กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศไทย (สั้นก็ได้มั้ง555)
โห ขออุทาน ว่าผมต้องปรับตัวอย่างมากเลยตอนเข้าแรกเมื่อ ปี 1 (ตอนนี้จะ ปี 3 แว้วววครับ)
เด็กบ้านนอก มาเรียนกรุงครับ
มีอะไรมากมายที่ไม่เหมือนบ้านผม
โดยเฉพาะการพูดจา
หากพูดถึงคำหยาบ แถวอีสานบ้านผมก็จะมีบ้าง แต่เล่าไม่ได้แฮะ เยอะอยู่

แต่ผมไม่แน่ใจว่า คำว่า เ_ี้ย กับ ไอ้สั_  อะไรแบบนี้มีมานานหรือยัง 5555
เพราะผมเพิ่งมาคุ้ยเคยนี้ล่ะ รู้สึกบ้านผมไม่มีนะ
หรือมีแต่ผมไม่ได้ยินบ่อย เพราะพอผมพูดสุภาพกับเพื่อน เพื่อนก็เลยพูดสุภาพด้วย 555
ก็เลยเกือบปรับตัวไม่ทัน555
ได้ยินผ่านๆนี่สะดุ้งเลย
ทีแรกนึกว่าเหมือนเป็นคำด่า แต่คิดไปคิดมาเป็นแค่คำๆหนึ่งที่บางทีใช้เมื่อใช้ตกใจ โกรธ หรือเรียกเพื่อนอะไรแบบนี้นะ (ก็ไม่รู้ครับ ไม่เคยพูดคำแบบนี้5555555)
ถ้าเพื่อนกัน ก็คงไม่คิดโกรธอะไรหรอกใช่ไหมครับ ถ้าได้ยิน

แล้วมาที่กรุงเทพ ใช้ภาษากลางพูดด้วย แล้วผมจะคุยกับเพื่อนยังไง
ใช้ภาษาสรรพนามของอีสานก็ไม่ได้
หรือจะใช้ นาย แทน มึง, กับ เรา แทน กู
หรือจะใช้ ข้า กับ เอ็ง มันก็เหมือนยังไงไม่รู้
จะยังไงก็ไม่ชิน!!!!

แล้วทำไง???
ผมตัดสินใจ เออ พูด กูมึง ก็ได้ว่ะ
จะได้คุยกับเพื่อนง่ายดี (มันง่ายขึ้น จริงๆ แต่ไม่ชิน)
ผมก็ได้ใช้เวลา 5 นาที คิดว่า อันที่จริง กูมึง มันไม่ใช่คำหยาบอะไรหรอก
ก็แค่สรรพนามที่คุยกับเพื่อน ถ้าเรารู้กาลเทศะ เวลาคุยกับผู้ใหญ่เราก็ใช้คำสุภาพ แค่นั้น
ลืม!!!บอก ตอน ป.1 ผมเคยคิดด้วยว่าถ้าพูดกูมึง พูดแล้วมันบาป
โอ้ย!!! ป่านนี้คนที่พูดไม่ได้ขึ้นสวรรค์แล้วมั้ง คงจะโคตรบาป (เอะ! โคตร ใช้คำหยาบไหม)
55555 คิดไปได้
จนคิดได้ว่า กู มึง มันแค่คำธรรมดาๆคำหนึ่ง ที่เพื่อนใช้เรียกกัน

ทว่า ผมก็ใช้แค่คำ กูมึง เฉพาะกับเพื่อนที่สนิทกัน
ส่วนเพื่อนๆ คนอื่น ผมก็ติดเรียกชื่อเพื่อนคนนั้นพร้อมแทนตัวเองว่า เรา
กับเพื่อนผู้หญิงก็เช่นกัน
คือ ไม่รู้ครับ ก็เป็นคนแบบนี้ 5555

เล่ามาซะยาว ทีแรกกะว่าจะเขียนสั้นๆ ไม่รู้มีใครอ่านหรือเปล่า 555
สรุปคือ ผมยังไงก็เป็นผม
เคยพูดยังไงก็เป็นอย่างงั้น
แม้จะเริ่มมาใช้คำว่า กู มึง เมื่อตอนเข้า ปี 1 ซึ่งผมคิดมาตั้งแต่ ป.1 ว่ามันเป็นคำหยาบ พูดแล้วบาป
(55555 ขำกับความคิดของตัวเอง)
ผมก็ใช้แค่นี้จริงๆ ประโยชน์คือ...
มันทำให้ผมไม่มีคำอุทาน เวลาไม่พอใจอะไร ทำให้ไม่สามารถทำให้ใครโกรธ เพราะด่าใครด้วยคำหยาบไม่ได้
นี่คือข้อดีนะครับ55555
ทำให้เราเป็นเรา ผมก็เป็นผม
ขอบคุณอดีต ที่ทำให้มีปัจุบัน
และขอบคุณปัจจุบัน ที่กำลังเคลื่อนไปยังอนาคต

ขอบคุณคุณครูประจำชั้น ป.1 ด้วยครับ
ถึงไม่รู้ว่าตอนนี้คุณครูเป็นอย่างไรบ้าง แต่รักและคิดถึงครูเสมอครับ
#คิดว่าคงมีคนคล้ายกันแหละนะครับ แต่ยังไม่เคยเจอแฮะ


SHARE
Written in this book
เมื่อครั้งหนึ่ง...ผมเอง
เวลา ณ อดีต
Writer
Wutibank
Anything
รักเรื่องไอที เทคโนโลยี ควบคู่บทกวีภาษาไทย ตอนนี้เรียนมัลติบางมดครับ | MSP Y17 KMUTT

Comments