Go for No!: มาปรับทัศนคติเกี่ยวกับเรื่อง Failure กันดีกว่า
เมื่อวานไปเจอ link หนึ่งที่พูดถึงเรื่องของอาจารย์มหาวิทยาลัย Princeton ที่ทำ CV ประวัติความ failure ของเค้าแปะไว้บน Internet ให้ทุกๆ คนสามารถเข้าไปดูได้ (http://www.cnbc.com/2016/04/27/this-princeton-professor-posted-his-cv-of-failures-for-the-world-to-see.html)
 
ปกติแล้วพวกอาจารย์มหาวิทยาลัยเค้ามักจะมี CV ธรรมดาๆ ไล่เรียงว่าจบอะไรมา ทำงานอะไร มีโครงการอะไรบ้างที่ทำ ได้ทุนวิจัยเรื่องอะไรบ้าง มีเขียน paper ไปตีพิมพ์ที่ไหนบ้าง ฯลฯ

แต่อันนี้ต่างจากอันปกติตรงที่เป็นประวัติของสิ่งที่ทำไม่สำเร็จ เช่นโรงเรียนที่ไม่รับเข้า ทุนวิจัยที่ขอแล้วเค้าไม่ให้ หรือ paper ที่ส่งไปแล้วเค้าไม่รับตีพิมพ์

จริงๆ แล้วการที่มีคนเอารายละเอียดของสิ่งที่ตัวเองเคยผ่านพ้นมากว่าจะได้มายืนอยู่ ณ จุดปัจจุบันก็เป็นเรื่องที่ดีนะ มันทำให้คนอื่นๆ ที่ไม่ค่อยชอบคำว่า Failure ไม่ชอบการรู้สึกว่าทำอะไรซักอย่างไม่สำเร็จ ได้มีโอกาสปรับเปลี่ยนทัศนคติของตัวเองเกี่ยวกับคำว่า Failure นี้

หนังสือเล่มนึงที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ที่เราค่อนข้างชอบคือเรื่อง Go for No! (http://amzn.to/1YsUAdc) มันเป็นนิยายสั้นๆ ที่อ่านง่ายดี และก็ให้ข้อคิดอะไรหลายๆ เรื่อง (แต่กว่าจะรู้สึกว่า "get" หนังสือเล่มนี้จริงๆ ก็คือหลังจากอ่านครั้งแรกไปนานเลย)

คำว่า "No!" ในที่นี่ก็คือเวลาที่เราทำอะไรแล้วไม่สำเร็จ ทำอะไรแล้วถูกคนปฏิเสธมา ส่วนใหญ่แล้วคนก็ไม่ชอบได้ยินคำว่า "No!" หรอก แต่ถ้าจะไปให้ถึงเป้าหมายของคำว่า "Yes!" ให้ได้ การที่จะต้องผ่าน "No!" ไปให้ได้ไม่ใช่เป็นแค่สิ่งที่ต้องทนกัดฟันทำ แต่เป็นสิ่งที่จะทำให้เราควรจะอยากเจอจนต้องตั้งเป็นเป้าหมายด้วยซ้ำไป
Yes is the Destination, No is How You Get There
เหตุผลหลักๆ (ตามความเข้าใจของเรา) ว่าทำไมคนเราถึงควรที่จะชอบเจอ Failure ชอบเจอคำว่า "No!" คือ....

1. No! ทำให้เรารู้ว่าขอบเขตของสิ่งที่เราทำได้อยู่ที่ไหน

ในหนังสือ Go for No! มีการเปรียบเทียบว่า ถ้าเราเป็นพนักงานขายของแล้วเราไม่เคยเจอลูกค้าปฏิเสธเราเลย แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าลูกค้าซื้อเต็มที่แล้ว? 

หลายๆ คนอาจจะไม่ชอบความรู้สึกของการโดนปฏิเสธ ก็เลยไม่เคย push ลูกค้าไปจนถึงจุดที่เค้าซื้อเต็ม max เพราะกลัวว่าจะต้องเจอความรู้สึกนั้นๆ 

การ push ตัวเองให้ลองทำอะไรเต็มที่จนสุดขอบความสามารถของเราก็เหมือนกัน ถ้าเรากลัวว่าเราจะเลยขอบนั้นไปแล้วเจอกับ failure เราก็จะไม่กล้าพยายามในสิ่งที่ยากขึ้น ซึ่งก็จะกลายเป็นกว่าเราไม่สามารถพัฒนาตัวเองขึ้นมาได้ ไม่สามารถขยาย comfort zone ของตัวเองออกไปอีก
 
ในหนังสืออีกหนึ่งเล่มชื่อ The Little Book of Talent (http://amzn.to/1XWFInx) พูดถึงว่า ถ้าเราต้องการพัฒนาทักษะอะไรซักอย่าง เราควรที่จะต้องอยู่ใน "Sweet Spot" ของการฝึกซ้อม หรือจุดที่เราจะได้ผลลัพท์ที่ดีที่สุดจากการฝึกซ้อมของเรา

ซึ่ง "Sweet Spot" ที่ว่าเนี่ย มันคือจุดที่เรากำลังพยายามทำอะไรที่ยากกว่าความสามารถของเราอยู่นิดนึง (เพราะถ้ามัวแต่ฝึกแค่สิ่งที่เราทำได้อยู่แล้ว เราก็คงจะไม่สามารถพัฒนาอะไรขึ้นมาได้ แต่ถ้าพยายาทำอะไรที่เกินเอื้อมมากไปมันก็จะทำให้เราท้อเร็ว)

นึกภาพง่ายๆ จุด "Sweet Spot" ที่ว่าเนี่ย คือจุดที่เราต้องพยายามอย่างสุดเอื้อม กระโดดสุดตัวแล้ว แต่ก็แค่สามารถเอานิ้วไปแตะๆ เป้าหมายได้ในบางครั้ง (หนังสือให้ตัวเลขมาว่า percent การประสบความสำเร็จใน "Sweet Spot" ควรจะอยู่ที่ประมาณ 50-80%.... แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วก็คือให้อยู่ในจุดที่มันมี balance ระหว่างการที่เราต้องพยายามสุดเอื้อม แต่ก็ยังไม่ท้อที่จะพยายามต่อไปก็พอ)

หรือที่พูดถึงเรื่อง FLOW วันก่อนหน้านั้นอีก (http://bit.ly/1VfHIt4) ที่บอกว่าถ้าเราต้องการทำอะไรซักอย่างแล้วให้เรารู้สึก in ไปกับสิ่งที่เราทำ เราก็ควรที่จะทำเรื่องที่มีความยากที่พอเหมาะกับความสามารถของเรา ซึ่งก็หมายความว่าเราควรที่จะอยู่ตรงจุดที่เราทำได้บ้าง ทำไม่ได้บ้าง เพราะถ้าเราทำได้ทุกอย่างโดยไม่ fail เลย ซักพักเราก็คงจะเบื่อไป


2. No! เป็น feedback ที่ดีให้เราได้

ไม่ว่าจะไปอ่านหนังสือหรือคำแนะนำที่ไหนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาตัวเอง หรือแม้กระทั้งเรื่องของการทำธุรกิจอะไรก็ตาม เรื่องของการได้รับ feedback ที่ตรงและเร็วถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ (อย่างเช่นที่พูดถึงเมื่อวันเก่อนตอนเขียนถึงเรื่องการฝึกเรียนรู้อะไรซักอย่างในเวลา 20 ชั่วโมง - http://bit.ly/24lDFNJ)

เพราะฉะนั้นแล้ว ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม เราควรที่จะทำไปให้ถึงจุดที่เราได้รับ feedback นั้นๆ มา ไม่ว่าจะเป็น feedback ด้านดีหรือด้านไม่ดีก็ตาม

และข้อดีอีกข้อของการที่เราไปจนถึงจุดที่เราได้รับคำตอบว่า "No!" คือเวลาที่เราเรียนรู้อะไรที่ดีที่สุดก็คือการที่เราได้รับ feedback จากสิ่งที่เราทำไม่สำเร็จเนี่ยล่ะ เพราะเวลาที่เราทำอะไรสำเร็จเรามักจะไม่ได้เรียนรู้อะไร (เคยอ่านเจอเรื่องเกี่ยวกับการทำงานของสมองคนเราว่าในระดับสมองเนี่ยจะเกิดการปรับเปลี่ยน การเรียนรู้ต่อเมื่อมีอะไรซักอย่างที่ไม่ได้เป็นไปตามความคาดหมายของเรา ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามที่เราคาดหมด เราก็ไม่ได้มีการ update สมองเราตาม)
Experience is what you get when you didn't get what you wanted.
เพราะฉะนั้นแล้ว มาปรับทัศนคติของตัวเราเองและของคนที่เรารักกันดีกว่า อย่าไปมองว่า Failure เป็นสิ่งที่ไม่ดีที่เราควรที่จะพยายามหลีกเลี่ยง เพราะจริงๆ แล้ว Failure เป็นสิ่งที่ดีที่จะทำให้เราพัฒนาตัวเองขึ้นไปได้เรื่อยๆ นะ ดังนั้น เราควรที่จะมาเริ่มตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มความ failure ในชีวิตประจำวันเรากันบ้างดีกว่า

ปล๑. จริงๆ หนังสือ Go for No! มีพูดถึง 5 ระดับของทัศนคติต่อ Failure ด้วย แต่วันนี้รู้สึกว่าเขียนยาวเกินไปแล้ว ไว้วันหลังค่อยกลับมาพูดถึงเรื่องนี้ละกัน

ปล๒. ไม่ชอบคำแปลของคำว่า Failure ในภาษาไทยเลย คำว่า "ล้มเหลว" ก็ฟังดูแรงเกิน (เหมือนพอล้มแล้วจะละลายเหลวไปเลย ลุกขึ้นมาอีกไม่ได้แล้ว) คำว่า "ผิดพลาด" ก็ฟังดูเบาเกิน... จะใช้คำว่า "การไม่ประสบความสำเร็จ" ก็ยาวไป ควรใช้คำว่าอะไรดี?

ปล๓. จริงๆ แล้วต้องยอมรับว่าตัวเราเองก็ยังทำตามที่เขียนๆ ไปไม่ค่อยได้เลย หลายๆ ครั้งก็ยังรู้สึกเกรงๆ กลัวๆ เรื่องของการ fail อยู่.... แต่นั้นก็ยิ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ควรจะเขียนถึง.... มาพยายามด้วยกันเนาะ ^___^


Originally Posted On:
http://bit.ly/21iIC87

Related Posts:
จำเป็นต้องใช้เวลา 10,000 ชั่วโมงเลยเหรอ?
http://bit.ly/24lDFNJ
Go for No: Comfort Zone - ถ้าเราไม่พยายามทำให้มันขยายออกไป มันก็มีแต่จะหดลง...
bit.ly/1SeNiLJ
FLOW: ลักษณะ 8 อย่างของการอยู่ใน “flow”: 
http://bit.ly/1VfHIt4 

Links:
This Princeton professor posted his CV of failures for the world to see: http://www.cnbc.com/2016/04/27/this-princeton-professor-posted-his-cv-of-failures-for-the-world-to-see.html

A CV of failures: http://www.nature.com/naturejobs/science/articles/10.1038/nj7322-467a

Books:
Go for No! Yes is the Destination, No is How You Get There by Richard Fenton and Andrea Waltz: http://amzn.to/1YsUAdc

The First 20 Hours: How to Learn Anything . . . Fast! by Josh Kaufman: http://amzn.to/1T6dJxb

The Little Book of Talent: 52 Tips for Improving Your Skills by Daniel Coyle:
http://amzn.to/1XWFInx

Flow: The Psychology of Optimal Experience by Mihaly Csikszentmihalyi: http://amzn.to/21gkLG8 



Image Credit: https://pixabay.com/en/pug-dog-puppy-grumpy-cute-animal-1209129/
SHARE
Written in this book
หนังสือ
Writer
Cloud9
นักอ่านแอบเขียน
https://www.facebook.com/1Thing.1Thing

Comments