ร้านข้าวต้มที่ไม่มีชื่อ
ปี พ.ศ. 2555
เราเริ่มต้นชีวิตใหม่ในรั้วมหาวิทยาลัยขนาดเล็กแต่อบอุ่นที่อยู่ย่านท่าช้าง เรานั่งรถเมล์ลงป้ายรถเมล์ท่าช้างทุกวัน เดินผ่านท่าช้างทุกเช้าและเย็น

เช้าวันหนึ่ง เราเดินสำรวจร้านอาหารในตึกแถวท่าช้าง หวังจะฝากท้องในมื้อเช้าวันนั้น (เพราะไม่อยากกินข้าวที่โรงอาหารที่มหา'ลัย) แล้วเราก็ไปสะดุดตากับร้านข้าวต้มร้านหนึ่ง เป็นร้านที่ไม่มีชื่อร้านเหมือนร้านค้าอื่น ๆ ในตึกแถว ด้านหน้าร้านตั้งโต๊ะวางวัตถุดิบเรียงราย ด้านข้างมีหม้อข้าวต้มและหม้อน้ำซุปใบใหญ่ ส่งกลิ่นหอมน่ากิน ป้ายเมนูหน้าร้านที่บอกราคาน่ารัก (ข้าวต้มหมู 20 บาท ข้าวต้มปลา/กุ้ง/หมึก 25 บาท 2 อย่าง 35 บาทรวมมิตร 45 บาท ถ้าสั่งพิเศษหรือใส่ถุงจะเพิ่มราคาอีก 10-20 บาท) พ่อค้าแม่ค้าก็ดูใจดีเป็นมิตร แถมเราก็ชอบกินข้าวต้มอยู่แล้ว เลยตัดสินใจเข้าไปลอง...

หลังจากวันนั้น ร้านนี้ก็กลายเป็นร้านโปรดของเราที่ต้องแวะไปทุกเช้า บางคนอาจจะสงสัยว่าไม่เบื่อเหรอ สำหรับเราคือไม่เบื่อนะ ถ้าถามเหตุผลที่ไปกินข้าวร้านนี้ทุกวัน ก็คงเป็นเพราะสิ่งที่สะดุดตาเราตอนแรกนั่นแหละ

- กลิ่นหอมของข้าวต้ม ซึ่งไม่ได้หอมแค่กลิ่นนะ รสชาติก็อร่อย ไม่ใส่ผงชูรสด้วยนะ
- ราคาที่ไม่แพง เห็นราคาถูก อาจจะคิดว่าได้น้อยรึเปล่า แต่จริง ๆ แล้วปริมาณที่ได้ถือว่าเหมาะสมเลย บางคนขอข้าวน้อยด้วยซ้ำ กินอิ่มได้ในราคาประหยัดและอร่อย
- พ่อค้าแม่ค้าที่เป็นมิตร นอกจากหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสแล้ว เรารู้สึกได้ว่าเขาเป็นมิตรจริง ๆ ทัศนคติดี มีความใส่ใจลูกค้า เช่น ถ้ามีลูกค้าที่น่าจะกินเยอะ ก็จะถามว่า "เอาข้าวเพิ่มไหม ไม่คิดเงินเพิ่มนะ ขอให้กินให้หมดก็โอเค" (เคยแถมข้าวให้เราด้วย คงเห็นว่าเรากินเก่ง กินเกลี้ยงชามทุกวัน) หรือวันไหนที่เราไปสายหน่อย ก็จะรีบทำให้ แล้วบอกว่า "ให้รีบกิน จะได้ไปเรียนไม่สาย" 
- บริการอื่น มีน้ำดื่มฟรี (บริการตัวเอง) มีกระเทียมเจียวให้เติม (ถูกใจมาก ชอบกินกระเทียมเยอะ ๆ)
และเหตุผลหนึ่งที่สำคัญที่ทำให้เราไปร้านนี้ทุกวัน คือ เราชอบกินข้าวต้ม

สิ่งที่พิเศษอีกอย่างของร้านนี้คือ ทุกวันพระ จะขายข้าวต้มเจ และอาหารเจหลายเมนู ที่ทางร้านลองผิดลองถูกจนได้เมนูที่ถูกใจและถูกปากลูกค้า (รู้จากการสัมภาษณ์อย่างจริงจังในเวลาต่อมา) ทำให้ลูกค้าเยอะกว่าวันปกติ ครั้งแรกที่เราเข้าร้านนี้ในวันพระ เราก็งง ๆ เล็กน้อย แล้วก็สั่งข้าวต้มเจมากินแบบงง ๆ แต่รู้สึกว่าไม่ค่อยถูกปากเท่าไร ทุกวันพระ เราเลยไม่แวะที่ร้าน แต่หาอย่างอื่นกินแทน จนวันหนึ่ง เพื่อนที่มหา'ลัยบอกให้ลองชิมอาหารเจที่ซื้อมาจากร้านนี้ ซึ่งก็อร่อยดีแฮะ หลังจากนั้น ทุกวันพระ เราก็แวะกินอาหารเจบ้าง (เมนูที่เราชอบคือ ขาเห็ดทอด ซึ่งเป็นเมนูฮิตเลยแหละ)

ปี พ.ศ. 2556
สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่ดูแลตึกแถวท่าช้าง จะทำการบูรณะอาคารใหม่เป็นเวลา 1-2 ปี ทำให้ผู้เช่าต้องย้ายออก แล้วค่อยกลับมาหลังจากบูรณะเสร็จแล้ว

อาจารย์ที่คณะรู้ข่าวนี้ ก็เลยสนใจอยากเก็บข้อมูลชุมชนท่าช้าง ก่อนวิถีชีิวิตของผู้คนจะเปลี่ยนแปลงไป ทำให้เกิดโครงการ "รื้อฟื้นจิตวิญญาณชุมชนตึกแถวท่าช้าง" ขึ้น ซึ่งเราก็เป็นหนึ่งในนักศึกษาที่ไปช่วยอาจารย์เก็บข้อมูล นักศึกษาจะแบ่งกลุ่มกันไปเก็บข้อมูลที่ร้านต่าง ๆ ทั้งสัมภาษณ์ ถ่ายรูปร้าน ขอดูรูปภาพเก่า สิ่งของในความทรงจำ ฯลฯ

เรากับเพื่อนก็เลือกไปร้านข้าวต้มนี้แหละ ทำให้รู้จักความเป็นมาของร้านว่ากว่าจะมาเป็นร้านข้าวต้ม-อาหารเจ ก็เคยขายอย่างอื่นมาก่อน ทั้งน้ำใบบัวบก ร้านขายของชำ ขนมจีน (ที่เชียงราย) จนมาลงตัวที่ข้าวต้มกับอาหารเจ เพราะอยากขายอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ราคาไม่แพง

นอกจากเรื่องเล่าจากร้านนี้ เรากับเพื่อนก็ได้แชร์เรื่องของร้านอื่น ๆ ด้วย หลาย ๆ ร้านจะมีความเห็นต่อการบูรณะและการย้ายออกแบบเศร้า ๆ (ซึ่งมันก็เศร้าจริง ๆ นั่นแหละ ขนาดเราเป็นคนนอก นึกแล้วยังเศร้าเลย) ด้วยข้อจำกัดหลายอย่าง ทำให้บางร้านย้ายกลับมาไม่ได้ บางร้านก็เปรยว่าถ้าบูรณะเสร็จก็ไม่รู้จะกลับมารึเปล่า แต่ร้านข้าวต้มนี้มีมุมมองที่แตกต่างออกไป คือ เขามองโลกในแง่ดีมาก เขาบอกว่าการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องที่ดี เป็นการสืบทอดวิถีชีวิตไม่ให้หายไป แต่ต้องรู้จักปรับตัวให้ทันกับยุคสมัย และถ้าบูรณะอาคารเสร็จ ก็จะกลับมาขายของต่อแน่นอน ซึ่งในระหว่างการบูรณะ ก็จะย้ายร้านไปขายแถว ๆ ท่าเรือ ฟังแล้วก็หายเศร้านิดนึง ชอบความคิด และดีใจที่จะได้กินข้าวต้มต่อ การสัมภาษณ์ครั้งนั้น ทำให้ได้รู้จักกันมากขึ้น จากเดิมที่รู้จักหน้ากันในฐานะลูกค้าประจำ เราได้รู้เรื่องร้าน ส่วนร้านก็รู้ว่าเราเรียนอะไร เรียนไปทำไม มาทำอะไรแบบนี้ด้วยเหรอ อ้อ แล้วก็ได้รู้ว่าลูกชายเขาเรียนมหา'ลัยเดียวกัน แต่คนละคณะ

พอเก็บข้อมูลแล้วก็พิมพ์หนังสือ จัดงานเสวนาเล็ก ๆ เป็นการพูดคุยระหว่างอาจารย์หลายคณะ แล้วก็คนจากชุมชนท่าช้าง ซึ่งก็คือน้าผู้ชายจากร้านข้ามต้มนี่แหละ น้าเอาหนังสือไปให้คนอื่น ๆ ในชุมชนดู หลายคนก็อยากได้ แต่เสียดายที่หนังสือหมด แจกคนในชุมชนไปได้นิดเดียวเอง

หลังจากนั้น ร้านข้าวต้มก็ย้ายไปอยู่แถว ๆ ท่าเรือ เราก็ยังคงตามไปกินทุกวันที่ร้านเปิด (เพราะบางวันร้านก็ไม่เปิด) ร้านใหม่เล็กกว่าเดิม แต่ข้าวต้มยังอร่อยเหมือนเดิม ราคาเดิม แถมตอนกลางวันก็ขายก๋วยเตี๋ยวน้ำตก ที่อร่อยมาก!!! โดยเฉพาะน้ำซุปที่รสชาติไม่เหมือนร้านอื่น ๆ เลย แต่เราก็ไม่ได้มากินก๋วยเตี๋ยวตอนกลางวันทุกวันนะ ส่วนวันพระก็ขายอาหารเจบ้าง ไม่ขายบ้าง หลัง ๆ ก็เลิกขายอาหารเจไปเลย เพราะขาดทุนมาก ค่าเช่าที่ร้านใหม่ก็แพงด้วย

ปี พ.ศ. 2557
ร้านข้าวต้มเริ่มเปิด-ปิดร้านแบบไม่แน่นอน เราเลยไม่ได้แวะไปทุกวัน บางทีเราก็ใจหาย คิดว่าปิดร้านไปแล้ว พอวันที่เปิดร้าน ได้คุยกัน ก็เลยรู้ว่ายังเปิดอยู่นะ แต่ก็เริ่มขาดทุนมาก ค่าเช่าแพง ลูกค้าน้อยลง เลยคิดเรื่องจะปิดร้านเหมือนกัน แล้วย้ายไปขายของที่เชียงราย พอดีครอบครัวที่เชียงรายอยากได้คนไปช่วยด้วย เราก็เริ่มใจเสียแหละ แต่ก็ทำใจไปด้วย

จนวันที่ร้านปิดก็มาถึงจริง ๆ วันนั้นเราไม่ได้แวะไปที่ร้าน จะรีบไปมหา'ลัยเลย แต่บังเอิญเจอน้าผู้ชายร้านข้าวต้มตอนจะข้ามถนนพอดี เขาบอกว่าไม่ขายแล้วนะ จะย้ายไปเชียงรายแล้ว พอถามว่าแล้วจะกลับมาอีกไหม เขาก็บอกว่ายังไม่แน่ใจ ยังไม่รู้ว่าจะสู้ค่าเช่าใหม่ได้หรือเปล่า เราฟังแล้วใจหายเลย เข้าใจว่าต้องขาดทุนมากจริง ๆ เพราะตอนคุยกันก่อนย้ายจากตึก ยังรู้สึกได้ว่าเขายังมีความหวังมาก วันนั้นก็เลยเป็นการบอกลากัน

ผ่านไปหลายเดือน เราจำช่วงเวลาแน่นอนไม่ได้ ระหว่างที่เรากำลังจะข้ามถนน บังเอิญเจอน้าผู้ชายร้านข้าวต้มอีกแล้ว โห ตอนนั้นดีใจมากเลย นึกว่ากลับมาเปิดร้านแล้ว แต่เขาแค่กลับมาทำธุระ ก็เลยได้คุยกันสั้น ๆ แค่นั้น

ปี พ.ศ. 2558
ช่วงปลายปี การบูรณะตึกแถวท่าช้างก็เริ่มเข้าที่เข้าทาง เราได้เห็นตึกสวย ๆ แบบในรูปนี่แหละ แต่ก็ยังเห็นคนงานทำงานอยู่บ้าง เราก็เริ่มคิดถึงร้านข้าวต้ม อยากให้เขากลับมาขาย อยากกินข้าวต้มอร่อย ๆ เบื่อโรงอาหารมหา' ลัยแล้ว

ปี พ.ศ. 2559
ประมาณเดือนเมษายน เพื่อนเราบอกว่า เหมือนเห็นว่ากลับมาเปิดร้านแล้ว แต่เราก็ฟังเฉย ๆ ยังไม่ได้แวะไปดู จนวันที่ 4 พฤษภาคม เราก็เลยลองเดินไปดูสักหน่อย เห็นร้านที่อยู่ติดกับประตูรั้วกลางตึก (ถ้ายืนหันหน้าเข้าหาตึก ร้านจะอยู่ทางซ้ายมือ) ประตูร้านยังเปิดแง้ม ๆ เราก็ไม่ค่อยแน่ใจ จนเห็นพ่อค้าแม่ค้าเท่านั้น ชัวร์เลย! ความรู้สึกตอนนั้นคือดีใจมาก (เราจำได้ว่าพูดออกมาเลยว่า "ดีใจจัง กลับมาขายแล้ว") เราก็ยิ้ม พ่อค้าแม่ค้าก็ยิ้ม ทักทายถามไถ่เรา "อ้าว ก็ว่าอยู่ว่าหายไปไหน / เสียงเปลี่ยนไป ดูมีความรู้มากขึ้น / จำแทบไม่ได้ เป็นสาวขึ้นเยอะเลย / ใกล้จบรึยัง ลูกชายใกล้จะจบแล้วนะ / กินข้าวต้มไหม ที่จริงยังไม่เสร็จดี แต่รอแป๊บนึงก็กินได้"

จริง ๆ ตอนนั้นเช้ามาก ประมาณ 7 โมงได้ และเราไม่ได้นอนทั้งคืนยันเช้า เลยรู้สึกกินอะไรไม่ลง กะว่าจะไปงีบที่มหา'ลัยก่อน ซัก 9 โมง ค่อยตื่นมาหาอะไรกิน แต่พอเขาตั้งใจชวนกินข้าวต้ม แถมจัดโต๊ะให้เรียบร้อย เราก็ไม่อยากปฏิเสธ เลยนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ระหว่างรอ สักพัก น้าผู้ชายก็เอาข้าวต้มมาเสิร์ฟ เป็นข้าวต้มปลาที่เรากินประจำ คือเขาจำได้โดยที่เราไม่ต้องสั่งเลย วันนั้นแฮปปี้กับการกินข้าวเช้ามาก อร่อยเหมือนเดิม ขึ้นราคานิดหน่อย (แต่เราได้ราคาพิเศษนะ)

หลังจากนั้นวันไหนที่เราไปมหา'ลัยตอนเช้า ก็จะแวะกินข้าวเช้าที่ร้านข้าวต้ม ส่วนตอนกลางวัน เขาขายก๋วยเตี๋ยวน้ำใสกับก๋วยเตี๋ยวต้มยำ เราแวะไปกินมาหนนึง จากที่คุยมานิดนึง คือถ้าเข้าที่เข้าทางมากกว่านี้ ก็จะขายข้าวต้มเช้าขึ้นเหมือนแต่ก่อน คือตั้งแต่เช้ามืด ตอนนี้ยังไม่ขายอาหารเจ แต่ตั้งใจว่าจะทำแบบบุฟเฟ่ต์ให้ตักเอง ก๋วยเตี๋ยวน้ำตกก็ยังไม่ทำ ช่วงนี้ทำน้ำใสไปก่อน นอกจากนี้ก็คุยเรื่องลูกชาย แล้วก็เรื่องรับปริญญานิดหน่อย เพราะอยู่รุ่นเดียวกัน แล้วก็ต้องรับปริญญาพร้อมกัน

ดีใจที่ได้รู้จักร้านข้าวต้มที่ไม่มีชื่อร้านนี้ ดีใจที่ได้กินข้าวต้มอร่อย ๆ ตอนเช้าเป็นเวลาเกือบ 2-3 ปี แล้วก็ดีใจที่ได้กลับมาเจอกันอีก
SHARE

Comments