9 ปี : ถึงมิตรภาพ ความฝันและความสำเร็จ
1
หลังๆ มานี้ผมได้ลองย้อนกลับมามองจุดที่ตัวเองกำลังยืนอยู่ ตอนนี้เราอายุ 22 แล้ว อีกปีกว่าก็จะจบไปเป็นหมอฟันใช้ทุนอยู่ต่างจังหวัดมีชีวิตแต่ละวันไปแบบกึ่งสุขกึ่งดิบ ไม่ทุกข์แต่สุขไม่สุด เราเลือกเส้นทางชีวิตที่มันตอบโจทย์และปลอดภัยในเชิงตรรกะและเหตุผล ลึกๆ แล้ว เราได้แต่ if clause แบบสองอยู่ตลอดๆ ว่าถ้าเราไม่ได้เลือกเส้นทางเดินนี้ ชีวิตเราจะหมุนไปเป็นรูปแบบไหน

2
ต้าอยู่ห้องเดียวกับผมตอนสมัยม.2 จนจบมัธยม ตลอดเวลา 5 ปีที่มีโอกาสใช้ชีวิตใกล้กัน ต้าเป็นคนทัศนคติดี ไม่คิดมาก และมีความยินดีและชื่นชมในตัวผู้อื่นสูง จะประทับใจอะไรได้ง่ายดาย แต่ระดับความเข้มข้นและความจริงใจ คือพิเศษจนรู้สึกได้ เราอยู่วงไวโอลินเดียวกัน ณ เวลานั้น ต้ามีศักดิ์เป็นคนที่เก่งต้นๆของวง (ระดับโรงเรียนมัธยมทั่วไป) ส่วนฝีมือเราจัดว่าปานกลางค่อนไปห่วย(ฮา) ซึ่งบอกตามตรงเลยว่าเราก็ไม่ได้ยี่หระสักเท่าไรกับความจริงนี้

ฝีมือการเล่นไวโอลินของเราสองคนพัฒนาไปเรื่อยๆ จนถึงม.ปลาย (ต้าอะแน่นอน ส่วนผม ก็น่าจะในบางทางนะน่ะ) เช่นเดียวความคิดความอ่านที่โตขึ้น เราเริ่มจะคิดถึงอนาคตและหน้าที่การงานมากขึ้น การเล่นไวลินที่ดูเหมือนจะเป็นงานอดิเรกก็ต้องถูกลดทอนความสำคัญลง ต้องคิดเรื่องสอบและติวเข้ามหาวิทยาลัยเป็นหลัก ตามความคิดของผู้ใหญ่หลายคน รวมถึงรุ่นพี่ที่เรานับถือคนหนึ่งชื่อพี่เบลล์

พี่เบลล์เคยสอนเชิงแนะนำให้เราฟังในเย็นวันนึง ว่ามันถึงเวลาที่จะต้องกลับสู่โลกแห่งความจริงได้แล้ว พี่อยากให้น้องลองถอยออกมายืน และคิดดูดีๆ ว่าจะเลือกเรียนต่อมหาลัยแนวไหน ตอนนี้มันก็สนุก มันก็อิน จนบางคนอยากจะเรียนต่อทางดนตรีเลยก็จริง แต่ลองคิดดูนะ ถ้าสมมติวันนึงเกิดอุบัติเหตุนิ้วขาดนี่คือเล่นไวโอลินไม่ได้ตลอดชีวิตเลยถูกไม๊ แล้วจะทำไงอ่ะ (พูดประมาณนี้น่ะนะ) โหยวันนั้นคือเราเกตเลย โคตรจะนับถือพี่เบลล์ที่มีความเป็นผู้ใหญ่ มองขาดขนาดนี้เราไม่เถียงว่าการเป็นนักไวโอลินสามรถยึดเป็นอาชีพหลักได้ แต่เราต้องเป็นอันดับไหนของโลกของประเทศวะ ขนาดต้าที่เก่งที่สุดในวงก็ไม่ทางรู้หรอก ว่าเอาไปเปรียบกับโลกภายนอกแล้วจะออกหัวหรือก้อย

เย็นวันนั้นต้าก็ได้แต่นั่งฟังอยู่เงียบๆ

3
เมื่อเริ่มเข้าสุ่เฟสพีคช่วงต้นของชีวิตม.ปลาย คือมึงต้องเลือกคร่าวๆ แล้วล่ะว่าจะเข้าคณะไหนและรีบไปติวไปอ่านหนังสือเรียนพิเศษซะ ต้าเลือกที่จะเรียนสถาปัตย์ เราเองก็เลือกที่จะเรียนสถาปัตย์เหมือนกันซึ่งผมน่ะ ก็ไปติวมาได้สักพักแล้วกับที่นั่นที่นี่ พอมีงานติวฟรีที่ศิลปกรก็เลยชวนต้าไป ไม่ทันจะจบคอร์สติวต้าที่ทำได้ดีมากตั้งแต่การฝึกครั้งแรก (ถึงจะดีไม่เท่าคนอื่นแต่คือเค้าเรียนมานานแล้วไง) ก็ถอนตัวไปซะดื้อๆ บอกว่ารู้สึกไม่ใช่ อุบ๊ะ! แหม รู้เร็วจริงนะมึง ยังไม่ทันจะวาดถึงไหนเลย ต่อให้ไม่ชอบวาดสไตล์นี้ สอบเค้าไปมันก็เรียนคนละอย่างกันป่าววะ ใช้ไอ้พวกนี้เป็นแค่พื้นฐานเองทำไมจับจดจัง ว่าแล่วก็ก้มหน้าก้มตาวาดรูปทั้งๆ ที่ไม่ชอบต่อไปเพราะเชื่อว่าต้องอดทน สุดท้ายมันจะดีเอง

4
ตัดภาพมามหาลัยปี 1 ต้าเรียนอยู่ดุริยางค์ฯมหิดล ส่วนผมเรียนทันตะจุฬาฯ อ่าว 5555 ผมเชื่อว่าเราสองคนก็ยังมีความเคารพซึ่งกันแหละกันแบบ โห อีกคนแม่งเจ๋งจริงว่ะ คือเราก็ภูมิใจที่สอบได้คณะนี้

และชีวิตของแต่ละคนก็คลี่คลายออกไปตามทางที่เลือก

5
คาดว่าเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว มีโฆษณาของแสงโสม ที่ใช้คุณบัณฑิต อึ้งรังษี มาเป็น presenter ให้คล้องจองกับสโลแกน “คนไทยถ้าตั้งใจทำอะไร ไม่แพ้ชาติใดในโลก” ที่เป็นสปอตสั้นๆ ให้คุณบัณฑิตพูด “ผมเดินหลงทางในนิวยอร์คแล้วไปถามฝรั่งว่าจะไปคาร์เนกี้ ฮอลล์ ได้ยังไง เค้าก็ตอบกลับมาว่า คุณก็ต้อง ซ้อม ซ้อม แล้วก็ซ้อม” ไอ้ประโยคสุดท้ายนี่แหละที่ผมและเพื่อนๆ ชอบเอามาแซวเล่นกัน แต่ก็แฝงไปด้วยความชื่นชมบางนะ ว่าคนไทยเก่งจริงแหละ

แล้วใคร๊ มันจะไปคิดว่าไอ้เพื่อนคนที่เล่นไวโอลินอยู่ข้างหน้าเราเนี่ย ใช่ครับ ในวันที่ 28 มีนาคม 2559 ต้ากำลังบรระเลงบทเพลงคลาสสิคอยู่บนเวทีเดียวกับศิลปินชื่อดังระดับโลกหลายคน

เวทีเดียวกับคุณบัณฑิตในปี 2545

เวทีใน คาร์เนกี้ฮออล์

คุณ ฝันมันเป็นไปได้จริง

6
บิวอยู่ห้องเดียวกับผมตั้งแต่ม.1 จนจบ ม.6 ตลอดเวลา 6 ที่มีโอกาสใช้ชีวิตใกล้กัน สนิทเลยทีเดียวล่ะ บิวทำหน้าที่เป็นสหายสายซัพพอร์ทเตอร์ชั้นพรีเมี่ยม บิวเป็นคนใจดี มักจะชอบขำไปกับผมถึงมุกของเพื่อนอีกคนที่สนิทด้วยกัน เสมอเราสูงเท่ากัน หนักเท่ากัน ใส่รองเท้าเบอร์เดียวกัน (เดี๋ยว! อย่าจิ้น) คือผมคบกับบิวกับเพื่อนอีกคน อย่าง simple and happy มากๆ เชื่อไม๊ว่าไม่เคยทะเลาะกันเลยแม้แต่ครั้งเดียวตามความเห็นผมคือบิวเป็นเรียนหนังสือกลางๆ โดยจะเด่นด้านการคำนวณ (ผลพลอยได้จากการเรียนคุมงแต่เด็ก) และการเขียนไว ลอกการบ้านหรือจดตามครูนี่คือไม่มีใครเร็วสู้มันได้แล้ว

เมื่อต้องคิดจะเข้ามหา'ลัย บิวที่เป็นคน simple and easy ก็เลือกทางเดินชีวิตอย่างสมเหตุสมผลและตรงไปตรงมาคืออยากจะเรียนเกี่ยวกับไอที ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่มันถนัดที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย

บิวเริ่มพัฒนาจากตรงนั้น


เราได้ข่าวคราวและติดต่อกันเป็นระยะๆ ด้วยความที่สนิทอยู่แล้ว แถมพี่ชายแท้ๆ ของบิวยังบังเอิญเรียนอยู่ที่ทันตจุฬาฯ ที่เดียวกับเราเลย อีกทุกครั้งที่ได้โทรคุยกันหรือนัดเจอกินข้าวกัน บิวก็จะมีความสำเร็จใหม่ให้ผมได้ชื่นชมเสมอ จากเด็กปี 1 ที่เพื่อนเม้าท์กันให้แซ่ดว่าเต้นสันฯแรงมาก (ทุกวันนี้ก็ยังนึกภาพไม่ออกเลย) สู่หัวหอกที่ต้องจัดติววิชายากๆ ให้เพื่อน สู่การสอบชิงทุนได้ไปแลกเปลี่ยนที่ญี่ปุ่น 1 ปีจนกับมาฝึกงานกับ บริษัทเมพๆ อย่างรอยย์เตอรส์ ปิดท้ายด้วยการทำงานกับบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างซีพี ถือเป็นความสำเร็จที่น่ายินดีปนอิจฉาอยู่พอฟัดพอเหวี่ยง

8
ในวันที่ 31 มีนาคม 2559 เป็นว่าที่บิวโพสวีซ่าตัวเองลงเฟซบุ๊คว่าตัวเองกำลังจะได้ไปทำงานด้าน IoT ที่เมืองเกียวโตประเทศญี่ปุ่นชีวิต โอ๊สส success แค่ไหน ถามใจเธอดู



9
ผมรู้จักกับพี่เอ๋ผ่านทางตัวหนังสือมา 9 ปีเห็นจะได้ พอๆ กับไอต้าไอบิวนั่นแหละ พี่เอ๋ในนามปากกานิ้วกลมถือเป็นเป็นคนหลักชักจูงผมเข้าสู้โลกแห่งการอ่านอย่างจริงจัง(ขึ้น)เลยก็ว่าได้ เล่มแรกที่ผมอ่านคืออิฐ ตามด้วยเนปาลประมาณสะดือเล่มหนา จากนั้นก็ติดตามผลงานของพี่เอ๋มาเรื่อยๆ อย่างบ้าคลั่ง ทั้งตามไปซื้อหนังสือทำมือ เขียนเมลไปถามปัญหา ฯลฯ สิ่งที่ผมคิดว่าเป็นสิ่งหลักเลยที่ทำให้ผมชอบคือพี่เค้าคือ เป็นคนสนุก และก็ไม่เขินที่จะแชร์ความคิดหรือเรื่องส่วนตัวให้ผู้อื่นฟัง ผมว่ามันน่าชื่นชมมาก อยากกจะเป็นอย่างพี่เค้า นั่นแหละครับ จากการติ่งนิ้วกลมทำให้ผมลามไปอ่านหนังสือมากขึ้นเพราะลามไปถึงเล่มอื่นๆที่อยู่ในความสนใจด้วย

10
 กี่ปีมาแล้วไม่รู้ที่ผมไม่ได้อ่านหนังสือของพี่เอ๋ ผมรู้สึกว่าพี่เค้าโตเป็นผู้ใหญ่ มีความลึกในทัศคติและความมั่นคงในชีวิตมากขึ้น จะเรียกว่าเราโตไปคนละทางก็ไม่ใช่ มันคงจะเป็นวัยที่เคยเหลื่อมกัน แล้วตอนนี้แยกกันแล้วมากกว่า ตลอดระยะเวลาที่ผมไม่ได้ติดตามผลงานพี่เอ๋อย่างใกล้ชิด พี่เค้าก็ยังมีงานเขียนอย่างสม่ำเสมอ มีสำนักพิมพ์สร้างใหม่เป็นของตัวเองทำงานโฆษณาและรายการทีวีต่างๆนาๆ แต่งงาน (ว้ากกกยินดีอีกทีนะพี่) และล่าสุด วันที่ 2 เมษายน 2559 ผมกำลังนั่งรอซื้อบัตรทอล์กโชว์ครั้งแรกของพี่อย่างใจจดใจจ่อ…

…เพราะยามไม่ยอมให้ขึ้นไปหน้าจุดขายบัตร(ฮา)

11
9 ปีของเราก้าวไปไม่เท่ากัน
9 ปีของคนคนหนึ่งเพียงพอที่ทำให้เขาก้าวไปสู้เวทีการแสดงดนตรีละดับโลกได้
9 ปีของคนอีกคน สร้างความสำเร็จ และ พัฒนาการไปมากมาย
แล้ว 9 ปีของเรา ก้าวไปเท่าไรกัน


12
ตลอดช่วงชีวิต 9 ปีที่ผ่านมา ผมว่าผมมีความฝันและเป้าหมายที่ชัดเจนมากพอสมควรมากพอที่จะใช้เวลา 9 ปีในการพัฒนาไปให้ถึงได้ แต่เพราะอะไรทำไมผลลัพทธ์ถึงต่ำกว่าค่าคาดหวังได้ขนาดนี้ คงเพราะผมเลือกที่จะใช้ทรัพยากรเวลาและศักยภาพเทไปให้กับการเตรียมตัวเข้าสู่โลกแห่งความจริงอย่างที่พี่เบลล์ได้บอกไว้ในวันนั้น

ถึงมันจะปลอดภัย แต่ก็ไร้ความตื่นเต้น

มั่นคงแต่ก็ไร้แรงขับ

มีความสุขแต่ไม่มีแรงบันดาลใจ

มาร์กเอาไว้ตรงนี้ผมจะพยายามต่อ ตั้งใจกว่าเดิม จริงจรังกว่าเดิม ทุ่มเทกว่าเดิม ลองดูซิว่าอีก 9 ปี ผมจะทำมันสำเร็จหรือไม่ แล้วเจอกัน วันที่ 2 เมษายน 2568

ปล.
9 ปี ของพี่เบลล์เองก็ไม่น้อยหน้านะเหวย เจ้ เรียนจบวิศวกรรมฯ ได้ทำงานที่ฮอนด้า และยังไม่วายทำตัวเฮอร์ไมโอนี่ เรียนเอาปริญญาบัตรด้าน fashion design ควบคู่ไปด้วยเพราะจะได้กลับมาช่วยพัฒนาธุรกิจครอบครัว ช่วยที่บ้านผลิตกางเกงยีนส์แบรนด์ที่ทุกคนรู้จัก : )
SHARE
Written in this book
LIFE IN LETTERS
just some of it, obviously.

Comments

xxxxxxxxx
3 years ago
อ่านแล้วรู้สึกได้แรงบันดาลใจเลยค่ะ
Reply
jrvoyage
3 years ago
ขอบคุณครับ : D