เธอลืมในทุกเรื่อง, หากจำในทุกสิ่งที่เกี่ยวกับเขา, กับฉันในวันสูญเสียความทรงจำ.
"where are we now?"
เคท ชาวฝรั่งเศส ภรรยาของผู้ร่วมเดินทางอาวุโสหันมาถามฉันในขณะที่เรากำลังเดินทางไป gate 14 มุ่งหน้าสู่เชียงราย ฉันหันไปตอบอย่างอัตโนมัติ แต่เมื่อตอบเสร็จก็อดไม่ได้ที่จะประหลาดใจในคำถาม นี่ล้อกันเล่นหรืออย่างไร ที่จะไม่รู้ว่ากำลังเดินทางไปไหนในขณะที่ขากำลังออกก้าวเดิน

"why are we here?"
เคท หันมาถามอีกครั้งบนเครื่องบินนั้น ฉันเลิกตาขึ้นแต่ก็ไม่วายตอบคำถามด้วยความสุภาพอย่างเสียไม่ได้ ความประหลาดใจคงแสดงออกทางแววตา จนกระทั่ง อดัม ผู้ร่วมเดินทางอาวุโส, สามีของเคท ต้องแอบเดินมาข้างๆฉันแล้วพูดเบาๆในขณะที่เรากำลังเดินออกจากเครื่องว่า

"She has Alzheimer's"
ความสงสัยกระจ่างหายโดยพลัน กลายเป็นความเข้าใจในสถานการณ์แปลกๆที่เกิดขึ้นระหว่างคนแปลกหน้าสองสามคนที่เจอกันครั้งแรกโดยดี อดัม เล่า พร้อมย้ำกำชับไประหว่างทางว่าไม่ต้องกังวล อัลไซเมอร์ของเคทนั้นเป็นเพียง การสูญเสียความทรงจำระยะสั้น 

"we just need to keep her informed of what we are doing"
อดัมพูดพร้อมกับยิ้ม รอยยิ้มที่ไม่ได้แสดงอาการกังวล หรือแค่ปลอบตัวเองแต่อย่างใด หากแต่เป็นรอยยิ้มอะไรสักอย่างที่ฉัน, ผู้ร่วมเดินทางที่อายุแทบจะเป็นหลานอดัมได้, อธิบายไม่ได้ ไม่ว่าจะด้วยประสบการณ์ที่ไม่เคยมี หรือไม่เคยเจอรอยยิ้มแบบที่อดัมส่งมาในชั่วขณะนั้นก็ตาม

ในระยะการเดินทางสองสามวันแรก ฉันพยายามทำตามคำแนะนำของอดัมโดยการเล่าให้ เคท ฟังอย่างสม่ำเสมอว่าเราทำอะไรอยู่ และเรากำลังจะทำอะไร บ่อยมากจนบางทีคิดว่ามากไปด้วยซ้ำในสถานการณ์ปกติ แต่ความมากไปสำหรับฉัน ก็ยังดูน้อยไปสำหรับเคทเสมอ จนมักเกิดเหตุการณ์ตั้งแต่ เคท ตะโกนเรียกหา อดัมจากห้องน้ำหญิง, หรือการที่เคทหันมามองหน้าฉันถี่ๆในห้องประชุม อดรนทนไม่ไหวจนเอ่ยปากออกมาถามว่า "who are you?" ท่ามกลางความเงียบเป็นทางการที่มีแต่เสียงแอร์นั้น 

อย่างไรก็ตาม, ความรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับ เคท มันทำให้ฉันไม่ประหลาดใจกับสถานการณ์อย่างในวันแรกเจอ สิ่งเดียวที่ทำให้ฉันประหลาดใจ คือปฏิกิริยาของอดัม - ปฏิกิริยาของอดัมที่มีต่อเคท และรอยยิ้มที่จนป่านนี้ฉันก็ยังอธิบายไม่ได้ ในทุกครั้งที่อดัม, ชายสูงอายุ ผู้เป็นทางการในมาดการทำงาน หากแต่อ่อนโยนและส่งรอยยิ้มนั้นให้เคทเสมอเวลาเธอต้องการเขา - ไม่ว่าจะบ่อยครั้ง บ่อยจนใครต่อใครอาจไม่เข้าใจ ขนาดไหนก็ตาม

เรื่องราวที่ก่อให้เกิดรอยยิ้มนั้นเพิ่งมากระจ่างระหว่างบทสนามื้อค่ำในวันนี้;

บทสนทนามื้อค่ำที่มีแต่เรื่องงานวกวนไปมา จนกระทั่งไวน์ในขวดทรงสูงนั่นถูกเสิร์ฟให้กับผู้ร่วมโต๊ะเท่านั้นแหละ บทสนทนาเรื่องงานถึงวกกลับมาเป็นเรื่องส่วนตัว - เรื่องราวมนุษย์มนาที่ทำให้เรามองเห็นมิติความเป็นมนุษย์ของกันและกัน ลึกลงไปกว่ายูนิฟอร์มหนาๆที่ใส่ทับอยู่ได้

"It was that English class on every Wednesday in our university." อดัม ย้อนเล่ากลับไปถึงเรื่องราวสมัยเรียนเพื่อตอบคำถามเพื่อนร่วมงาน ที่เริ่มผ่อนคลาย หลังจากดื่มน้ำละลายพฤติกรรมนั้นไป ว่าเขาและเคทเจอกันได้อย่างไร 

อดัม เล่าให้ฟังว่า เขาผู้เป็น native English speaker เจอเคท หญิงสาวชาวฝรั่งเศส ที่มาเข้าคอร์สเรียนภาษาอังกฤษที่เขามักแวะเข้ามาทำตัวเป็นผู้ช่วยสอนอยู่เนืองๆ ด้วยเหตุผลที่ว่าในคลาสนั้นมักเต็มไปด้วย 'ตัวเลือก' หลากหลายท้าทายวัยหนุ่มของเขาเสมอ

"a lot of choices like apple, oranges, grape on a plate." อดัม พยายามเปรียบเทียบโดยการชี้ไปที่จานผลไม้ข้างหน้า ให้เห็นภาพบรรยากาศชั้นเรียนที่เต็มไปด้วยชาวยุโรปที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักอย่างอดัม

"He took me to a cinema and wrote me a letter a day after that I'd be the one he would get married to." 
ฉันเลิกตาขึ้นมาด้วยความประหลาดใจอย่างไม่ห้ามปฏิกิริยาตัวเองในคราวนี้ เป็นไปได้อย่างไรว่า เคท ผู้ที่ลืมแม้กระทั่งว่าตัวเองกำลังอยู่ที่ไหนในเวลาไม่ถึงห้านาที จะจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อเกือบครึ่งศตวรรษที่แล้วได้

"I told him it was rubbish."
เคท ตอบหลังจากฉันถามว่าแล้วเคททำอย่างไรกับท่าทีแสดงออกประเจิดประเจ้อของอดัมอย่างนั้น ทั้งโต๊ะขำออกมา ยิ่งคิดว่าทั้งคู่มาจากสองประเทศที่ขึ้นชื่อลือนามในเรื่องการประชดประชันด้วยแล้ว ยิ่งทำให้เสียงหัวเราดังขึ้นไปใหญ่

"It was a chaotic time when we got married. Our wedding invitations arrived our friends' houses a few months after our wedding. It was a good wedding, after all, even though only a few of our family members and friends could show up." 
เคทเล่าบรรยายต่อถึงเรื่องราวในวันแต่งงาน (ที่สุดท้ายคำทำนายของอดัมหลังจากพาเคทไปดูหนังในวันแรกนั้นก็เกิดขึ้นจริง!) วันแต่งงานที่ทั้งคู่ต้องขับมาจากชานเมืองอังกฤษ เข้าสู่ฝรั่งเศส ด้วยความที่ขนส่งทั้งหลายพากันปิดหมด หลังจากเหตุการณ์วุ่นวายในช่วงปี 1968 ที่ถึงแม้ประเทศจะเต็มไปด้วยความว้าวุ่น แต่ความใจร้อนของเคท และ อดัม ที่จะแต่งงานกันก็ชนะความวุ่นวายทั้งหลายนั้นอยู่ดี

ฉันเริ่มคลายความประหลาดใจ ที่เคทจำเรื่องราวทั้งหมดทั้งมวลที่เกิดขึ้นมาเนิ่นนานได้ จากการสังเกตุมือของ อดัม ที่โอบเคท ไว้ตลอดเวลา, เคท ในวันนี้ที่, ด้วยความสัตย์จริง, ทำให้ฉันนึกภาพไม่ออกกับการที่อดัมชมนักหนาว่า สวยเหลือเกินในวันนั้นเป็นอย่างไร เคทที่ในวันนี้มีอาการหลงๆลืมๆในช่วงเวลาหน่วยนาที เคทที่ในวันนี้เดินตามอดัมตลอดจนแทบไม่เหลือพื้นที่ส่วนตัว- พื้นที่ที่คนในยุคปัจจุบันร้องเรียกหากันแม้ในความสัมพันธ์ที่ยินยอมแต่แรกว่ามันจะเป็นเรื่องของคนมากกว่าหนึ่ง เคทที่ในวันนี้เป็นแบบนี้ และยังคงเป็นที่รักของอดัมอยู่เหนือเงื่อนไขใดๆของกาลเวลา


"I think it's communication.
What do you think?"
อดัมตอบคำถามอ่อนต่อโลกของฉันว่า อะไรคือเคล็ดลับของการอยู่ร่วมกันได้ยาวนาน (และยังดูเปี่ยมไปด้วยความเสน่หาต่อกันอยู่) โดยไม่วายหันไปถามความเห็นของเคทกลับ เป็นการกระทำที่ชัดเจนในคำตอบมากว่า อดัมนั้น รับฟัง ความเห็นของเคทเสมอ และในขณะเดียวกัน อดัม ก็ยินดีเหลือเกินที่ พูดคุย และตอบคำถามเคทเสมอ ไม่ว่าคำถามนั้นจะมาบ่อยขนาดนั้นก็ตาม


"what about your story?"
ฉันเลิกตาขึ้นอีกครั้ง ไม่ใช่ด้วยความประหลาดใจในเรื่องราวของคนอื่นในครั้งนี้ หากแต่ประหลาดใจในหัวโล่งๆของฉันเอง ว่ากลับกลายเป็นฉันเองที่สูญเสียความทรงจำในครั้งนี้

ฉันจำอะไรไม่ได้จริงจริง.
หรือฉันเองที่กำลังเผชิญอาการสูญเสียความทรงจำอะไรบางอย่างไป?
SHARE
Writer
tathata
a speck of dust.
"ส่วนนวนิยายเรื่องจุติเป็นการ “สร้าง” ประวัติศาสตร์ ซึ่งหมายถึงการ “คืนปากกา” ให้คนธรรมดาได้มีพื้นที่ทางประวัติศาสตร์และปรากฏเสียงเล่าเรื่องของตน"

Comments

Imagist
5 years ago
Love this story.
Reply
imonkey7
5 years ago
เขียนงามครับโทนการเล่าอึมครึมคงเอกลักษณ์ดี
Reply
tathata
5 years ago
เพิ่งมาสังเกตุmood and toneการเขียนตัวเองจากคอมเมนท์หลายๆครั้งของคุณเหมือนกันค่ะ ขอบคุณนะ :)
NUTTAPON
5 years ago
ผมพึ่งได้ฟังเพลงใหม่ของพี่แสตมป์
"มนุษย์ลืม" นี่คือชื่อเพลง
เนื้อเพลงถามว่า "ถ้าจะให้เลือก คุณอยากจะมีพลังวิเศษแบบไหน"
พี่เค้าเลือกจะมีพลังพิเศษคือ สามารถลืมทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องการ โดยการใช้เพียงแค่ฝ่ามือแตะหน้าผาก
แค่นั่นก็จะทำให้เราลืมเรื่องราวต่างๆ ที่เราไม่อยากจำ

มันน่าคิด
หลายๆ คนเลือกที่จะจดจำเรื่องราวที่ถูกเรียกว่า ความทรงจำที่ดี
จะเป็นความรักที่สมหวัง
ชีวิตที่รวยด้วยกลีบกุหลาบ
ความสุขสบายที่เคยพบเจอ
ทุกเรื่องราวล้วนเป็นความารงจำที่สุขสม
หากแต่เราหลายๆ คน
เลือกที่อยากจะทิ้งเรื่องราวที่เจ็บปวด
โดยใช้วิธีการลืม
ฝังมันกลบดินไปได้ยิ่งดี
ผมว่ามนุษย์เราเป็นแบบนั้น

เราเจ็บปวดกับบางความทรงจำ
จนอยากจะลบมันออกไปให้หมด
ทนความเจ็บปวดแบบนี้ไม่ไหว
และมีวิธีจัดการกับความเจ็บปวดที่แตะต้องด้วยมือไม่ได้
ได้เพียงแต่รู้สึกมันแบบนั้น
และแต่ละคนมีวิธีจัดการกับความทรงจำที่เจ็บปวดต่างกัน
บางคนเรียนรู้บาดแผลจากความเจ็บปวด
บางคนเลือกวิ่งหนีมันและให้ความเจ็บปวดวิ่งตามอยู่แบบนั้น
ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ป้าเคทกับลุงอดัมคงเป็นเช่นนั้น
ทั้งคู่เลือกจะอยู่กับความทรงจำที่งดงาม และแน่นอนเส้นทางการครองรักภายใต้เงื่อนไขของคนนึงที่ความทรงจำเลือนหายในทุกขณะ กับอีกคนที่ยังคงเก็บความทรงจำไว้ทุกนาที มันไม่ง่าย
การแบ่งความทรงจำของทั้งคู่ เป็นเสมือนยาสมานร่องรอยความทรงจำให้ปะติดปะต่อมันขึ้นมาอีกครั้ง
โดยใช้ความทรงจำเดิมเป็นต้นทุน
และเลือกสร้างความทรงจำใหม่เป็นกาวเชื่อมความรักวัยชรา

ความรักของทั้งคู่ทำให้ผมนึกย้อนไปยังเพลงของพี่สแตมป์อีกครั้ง
ถ้าถามผมว่า อยากจะมีพลังวิเศษแบบไหน ?
ผมคงตอบตัวเองได้ว่า อยากให้ตัวเองรู้สึก รัก เจ็บปวด มีสุข มีทุกข์ อย่างที่มนุษย์เราเป็นอยู่แบบนี้

ความเรียงของคุณ กำลังทำผมยิ้มอยู่ครับ
^^

Reply
tathata
5 years ago
รู้สึกขอบคุณจังเลย โดยเฉพาะกับประโยคสุดท้ายที่ขมวดกลายเป็นคำตอบที่ว่า ไม่ว่าจะทุกข์หรือสุขอย่างไร สุดท้ายก็เลือกจะมีทั้งสององค์ประกอบในความทรงจำอยู่ดี หนังสือเล่มล่าสุด (สิทธารถะ) พูดถึงประเด็นนี้ไว้อย่างน่าสนใจทีเดียวค่ะ ว่าระหว่างทางการตรัสรู้ก็คือ ทุกข์และสุขนี่แหละ ที่ทำให้เกิดปัญญา ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไป คงไม่เข้าใจความจริง หรือเห็นถึงการมีอยู่ของอีกสิ่งหนึ่งแน่ๆ 

คอมเม้นท์คุณก็ทำให้เรายิ้มอยู่เหมือนกัน :) 
WillBAMemory
5 years ago
อ่านแล้วนึกถึง คู่คุณปู่คุณย่าเลยค่ะ
ความน่ารักของ "คู่ชีวิต"
เริ่มขึ้นจากความสวยงามเมื่อยามพบกัน
และ ประทับความทรงจำ ของกันและกันด้วยหัวใจ ไม่ใช่ด้วยสมอง
เงื่อนไขเหนือกาลเวลาที่จะลบได้
เพราะเราไม่สามารถลืมความรู้สึกที่ ประทับไว้ในหัวใจได้หรอก จริงไหมคะ?

ขอบคุณเรื่องดีๆนะคะ อ่านแล้วอิ่มใจมากๆ
Reply
tathata
5 years ago
ตอนนั่งฟังเคทกับอดัมก็คิดอารมณ์คล้ายๆกันเลยค่ะ ว่าหรือจริงๆแล้วคลังความทรงจำทำงานด้วยอะไรมากไปกว่าสมองอย่างเดียว ขอบคุณสำหรับข้อความดีๆนะ
Nihil
5 years ago
มันคือ long term memory ที่มีอยู่แล้วไงครับ :D เคทเสียแค่ short term memory
tathata
5 years ago
มนุษย์ romanticized จริงๆค่ะ ยอมรับ
Parfait
5 years ago
ชอบโทรเรื่องจังเลยค่ะ:)
Reply
Parfait
5 years ago
*โทน
tathata
5 years ago
ดีใจจังค่ะ :)