~ คลื่นลูกใหม่แซงหน้าคลื่นลูกเก่า ~
ตอนนี้ผมอายุ 23 ปีแล้ว ไม่เด็กและไม่แก่ อยู่ในช่วงวัยรุ่นตอนกลางถึงปลาย หากจะบอกว่าได้มีประสบการณ์หรือได้พบเจอโลกความเป็นจริงมาแล้วคงจะมีคนเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง คนที่เชื่อคงเป็นคนที่อายุน้อยกว่าผม ในทางกลับกันคนที่ไม่เชื่อคงเป็นผู้ใหญ่ ใครเล่าจะรู้ว่าโลกความเป็นจริงนั้นเป็นอย่างไร คนที่บอกว่าตัวเองรู้ว่าความจริงคืออะไร ก็อาจไม่ต่างจากการที่ผมบอกว่าผมได้มีประสบการณ์กับโลกใบนี้แล้ว ขณะเดียวกันสิ่งที่ผมคิดว่ามันเป็นประสบการณ์มันสามารถเป็นประสบการณ์ที่ไม่เพียงพอได้เสมอ สิ่งเหล่านี้อาจเป็นส่วนหนึ่งของวิถีของโลก ไม่มากก็น้อย
ใครเล่าจะรู้ว่าโลกความจริงนั้นเป็นอย่างไร
 “คลื่นลูกใหม่แซงหน้าคลื่นลูกเก่า” คำคมจากการ์ตูนสามก๊กฉบับดัดแปลงเรื่อง “หงสาจอมราชันย์” เรื่องราวของสามก๊กเกิดขึ้นมาจวบจนปัจจุบันก็ราวๆ 2000 ปีมาแล้ว ตั้ง 2000 ปีเชียวนะ อย่าไปหลงเชื่อง่ายๆโดยเด็ดขาด แต่ผมก็ยังอดปลาบปลื้มในวิธีการนำเสนอของการ์ตูนเรื่องนี้ไม่ได้ คำพูดดังกล่าวคนแต่งแต่งให้ซุนเซ็กและไทสูจู้เป็นคนพูด ทั้งสองเป็นคนในช่วงอายุไม่ถึงกับเป็นผู้ใหญ่ดีและไม่ถึงกับเด็กนัก ผมเลยคิดว่าคงอายุมากกว่าผมซัก 4-5 ปี ไม่อย่างนั้นคงไม่พูดคำนี้ออกมา ในตอนแรกไทสูจู้เป็นศัตรูกับซุนเซ็กแต่ต่อมาได้กลายมาเป็นขุนพลของซุนเซ็ก ช่วยซุนเซ็กรวบรวมดินแดนเขตกังตั๋งสถาปนาเป็นง่อก๊กอันเป็นก๊กหนึ่งในสามก๊กทำให้ยุคสมัยสามก๊กปรากฏขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ในประวัติศาสตร์ แต่ประวัติศาสตร์ก็คือประวัติศาสตร์ ไม่ต่างจากความจริงที่ใครก็ตามสามารถแอบอ้าง หรือเติมแต่งขึ้นมาได้ “ผู้ชนะคือผู้เขียนประวัติศาสตร์” ผมได้ยินคำกล่าวทำนองนี้เสมอโดยเฉพาะในช่วงที่บ้านเมืองมีปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองหนักๆ
 
เวลาผ่านมานานขนาดนี้คนอย่างซุนเซ็กและไทสูจู้ที่ในวันนั้นเคยเป็นคลื่นลูกใหม่ 2000 ปีต่อมาคลื่นเหล่านั้นคงหมดแรงซัดสาดแม้แต่ความเป็นคลื่นก็ไม่น่าจะหลงเหลืออยู่ได้

นี่หรือคือวิถีของประวัติศาสตร์

บางครั้งผมคิดว่าผมเกิดมาในยุคสมัยที่โลกมีความซับซ้อนเกินไป แน่นอนว่าสิ่งที่ได้รับคือความสะดวกสบายอย่างที่ผมก็นึกไม่ออกว่าลูกหลานของพวกเราในอนาคตจะสุขสบายกว่านี้ไปได้อย่างไร พวกเราอาจจะดำรงอยู่ในยุคสมัยที่อารยธรรมมนุษย์รุ่งเรืองถึงขีดสุดแล้วก็เป็นได้! กลับมาที่ความซับซ้อน ผมคิดว่าความซับซ้อนนั้นเป็นอีกด้านของสติปัญญาผสานกับความอยากรู้อยากเห็นของเผ่าพันธุ์เรา เรากระเสือกกระสนกระหายใคร่รู้อยากรู้ว่าโลกของเรากลมหรือแบน เราค้นพบทวีปใหม่ เรามีความหลงใหลในสิ่งของ พืชพันธุ์ที่ดินแดนเราไม่มี เกิดเครือข่ายการค้าระดับโลก เราเกรงกลัวต่อโรคร้ายและควานหาหนทางเอาชีวิตรอดทุกวิถีทาง เกิดความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมีคุณค่าต่อพวกเรามหาศาลแต่มันก็ได้เปลี่ยนแปลงวิธีที่เรารับรู้โลก วิธีที่เราใช้ชีวิตอยู่บนดาวเคราะห์แห่งนี้ สร้างทั้งคุณประโยชน์และความยุ่งยากให้แก่พวกเรา หนึ่งในความยุ่งยากที่ผมอยากจะกล่าวถึงก็คือความซับซ้อนนี่ล่ะ

ในโลกที่มีมนุษย์อาศัยอยู่กว่า 7000 ล้านคน เทียบกับไม่กี่หมื่นเมื่อหลายแสนปีก่อน และไม่กี่ล้านเมื่อหลายพันปีก่อน หากเราลองสังเกตตัวเองดีๆ ผมอาจจะคิดไปเองแต่เราน่าจะพอรู้สึกได้ว่า ตัวเรานั้นช่างแปรปรวนเหลือเกิน ผม ในขณะที่พิมพ์อยู่นี้ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าย่อหน้าถัดไปจะเป็นอย่างไร แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าหากว่าความแปรปรวนของคนจำนวนมากขนาดนั้นมาเจอกัน จะเกิดอะไรขึ้นผมไม่กล้าจินตนาการถึง

มันอาจจบลงด้วยสันติ (เห็นมั้ยว่าเมื่อกี้ผมเพิ่งพูดว่าผมไม่กล้าจินตนาการถึง แต่ตอนนี้ผมกลับเอ่ยถึงผลลัพธ์มันออกมา มนุษย์ช่วงแปรปรวน ลักลั่นย้อนแย้งเสียนี่กระไร) สันติที่เราทุกคนยอมรับในความแตกต่างหลากหลาย ถึงแม้เราจะมีความแตกต่างหลากหลายจำนวน 7000 ล้านความแตกต่างหลากหลาย เราก็ต้องยอมรับมันให้ได้! ก็เราเป็นมนุษย์ผู้มีสติปัญญานี่! หรือในทางกลับกันผมขอใช้ความแปรปรวนของตัวเองให้เป็นประโยชน์ ไม่พูดถึงดีกว่า

อย่างที่ได้กล่าวถึงว่าหลายพันปีก่อนมนุษย์เราก็มีจำนวนหลักล้านแล้ว ความแปรปรวนก็ต้องมีจำนวนเป็นล้านเหมือนกันสิ แต่เราก็ยังมีชีวิตอยู่ในปี 2016 นี้ด้วยจำนวนที่มากกว่าเดิมถึง 7000 เท่า!!!

จริงครับ แต่พวกเขาซึ่งเป็นบรรพบุรุษของเราก็ผ่านความขัดแย้งมานับครั้งไม่ถ้วนเหมือนกัน บทเรียนวิชาประวัติศาสตร์จึงมักจะมีแต่เรื่องบุคคลสำคัญ(ที่นำพาบ้านเมืองหรือชุมชนของเขาผ่านความขัดแย้งในช่วงเวลานั้นๆ) หรือจะเป็นสงครามต่างๆมากมาย ประวัติศาสตร์จึงเป็นนวนิยายของความเจ็บปวดโดยแท้ 
ประวัติศาสตร์จึงเป็นนวนิยายของความเจ็บปวดโดยแท้ 
นอกจากนี้ บรรพบุรุษเราถึงจะมีจำนวนหลายล้าน แต่พวกเขากลับไม่เคยเชื่อมโยงกันเป็นหนึ่งเดียวและแนบแน่นเหมือนในยุคของพวกเรามาก่อน ชาวโรมันจำนวนมากไม่เคยไปเมืองจีน ในทางกลับกันชาวจีนจำนวนมากไม่เคยเดินทางไปทางทิศตะวันตก หรือแม้แต่ข้ามทะเลทรายโกบีด้วยซ้ำ (การติดต่อค้าขายที่เกิดขึ้นกระทำผ่านพ่อค้าคนกลางแถบเอเชียกลางและตะวันออกกลาง) เช่นเดียวกันชาวอินคานับล้านก็ไม่เคยนั่งเรือข้ามทะเลไปยังโลกมุสลิม ความแปรปรวนจำนวนมากคนผู้คนเหล่านี้จึงไม่เคยเดินทางมาเจอกันจังๆซักกะที

แต่ในยุคที่ผมเกิดและเติบโตขึ้น ยุคของโลกาภิวัตน์และข้อมูลข่าวสาร มันอาจเป็นความปรารถนาบางอย่างของมนุษย์ที่พวกเขาอยากทำความรู้จักกับคนที่อยู่ห่างออกไปและแตกต่างจากพวกเขา เขาคงปรารถนาอยู่ลึกๆที่จะทดสอบตัวตนและความเชื่อของเขาผ่านความแปลกใหม่ที่มากระทบเหล่านั้น ในเมื่อยุคสมัยนี้เราทำได้ผ่านเส้นใยแก้วนำแสงและอินเตอร์เน็ต why not try? ทำไมเราไม่ลองดูซักตั้งล่ะ

และนั่นก็คือมหากาพย์ว่าด้วยการกำเนิดของความซับซ้อนที่จะกล่าวถึงนี้

ขณะที่ผมนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ผมสามารถรับรู้เรื่องราวรอบโลกได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส คงเป็นเรื่องน่าเบื่อที่ต้องมาอธิบายเรื่องแบบนี้เพราะเราทุกคนล้วนมีประสบการณ์กับมันกันถ้วนหน้า แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับผมคือว่า ผมไม่มั่นใจเลยว่าตัวผมเองยังจะสามารถหาสิ่งที่เป็นหลักยึดได้หรือไม่? อะไรคือความหมายของชีวิต? อะไรคือสิ่งที่ผมพึงกระทำ? คำถามทำนองนี้ดำรงอยู่และวนเวียนอยู่ในตัวผมพอๆกับสัญชาตญาณในการเอาตัวรอดและการสืบพันธุ์
ผมไม่มั่นใจเลยว่าตัวผมเองยังจะสามารถหาสิ่งที่เป็นหลักยึดได้หรือไม่เพื่อนผมคนหนึ่งบอกว่า “มึงคิดไปก็ไม่ได้คำตอบหรอก มันเป็นคำถามทางปรัชญา มนุษย์อยู่กับมันและคิดมันกว่าพันปีแล้ว ก้มหน้าทำการบ้านต่อไปเหอะว่ะ” อาจจะเป็นอย่างที่เพื่อนคนนั้นพุดไว้ก็ได้ “ก้มหน้าทำการบ้านต่อไปเหอะว่ะ” อย่าลืมสิ คลื่นลูกใหม่แซงหน้าคลื่นลูกเก่า ผมไม่ยอมทำการบ้านไปอย่างจนปัญญาเหมือนมึงแน่ๆ

คำตอบของคำถามเหล่านั้นแตกต่างไปจากความเชื่อที่แต่ละคนมี ความแตกต่างเหล่านั้นก่อกำเนิดการถกเถียงและวิวาทะจำนวนนับ(ไม่)ถ้วน ตั้งแต่โสกราตีสถึงไชยันต์ ไชยพร พระพุทธเจ้าถึงวัดธรรมกาย ขงจื๊อถึงเติ้ง เสี่ยว ผิง จากใครซักคนถึงตัวผม ;p

ผมคิดว่าตัวเองได้เรียนรู้ทั้งจากตำราและประสบการณ์จริง(ในแบบที่โลกมันปรากฏความจริงต่อผม และในรูปแบบของผม) “มนุษย์เราคือผู้กำหนดความหมายของสรรพสิ่ง” คลับคล้ายคลับคลากับคำพูดอันโด่งดังของโปรทาโกรัสที่ว่า “Man is a measure of all things.” หากไม่มีมนุษย์ สรรพสิ่งอาจไม่มีอยู่ ผมสงสัยตั้งแต่ตอนอยู่ป.5แล้วว่าถ้าผมตายไป จักรวาลนี้จะยังมีอยู่หรือเปล่า ผมไม่รู้ ปัจจุบันผมก็รู้เพียงว่า ถ้าเรากำหนดให้มันอยู่มันก็อยู่ ไม่อยู่มันก็ไม่ขัดใจเราหรอก

ในโลกที่มีความปั่นป่วนอยู่ 7000 พันล้านความปั่นป่วนนี้มองเผินๆยุ่งเหยิงน่าดู แต่มันเป็นจุดเริ่มต้นของความพยายามคลายปมที่ถูกผูกมาตั้งแต่เวลาเริ่มนับ ความซับซ้อนยุ่งเหยิงที่มีกำลังอยู่ในกระบวนการที่ถูกทำให้ง่าย ความหลากหลายกำลังกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน เอ๊ะ แล้วมันจะดีมั้ยน้า มันเป็นแค่ทัศนะของผม ก็ผมให้ความหมายกระบวนการทางประวัติศาสตร์และอารยธรรมมนุษย์แบบนั้นนี่ แต่ในมุมเล็กๆมุมหนึ่ง ในกรอบเวลาช่วงชีวิตมนุษย์ 1 คน มันคงเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะมานั่งรอกระบวนการสู่ความเป็นหนึ่งที่ว่านี้ แต่เขาเป็นผู้ที่สามารถเลือกวิธีการให้ความหมายจากความหลากหลายที่ปรากฏในยุคสมัยนี้ได้ ความรัก เพศที่สาม ทุนนิยม อนุรักษ์นิยม slow life ปั่นจักรยาน foodtruck ไอโฟน ฯลฯ ไม่มีช่วงเวลาใดในชีวประวัติของลิงที่หันมาเพาะปลูกจะได้รับความเป็นไปได้และโอกาสที่จะเป็นตัวของตัวเองได้มากเท่านี้มาก่อน (ลิง 7000 ล้านตัวยังจะต่างกันไปอีกหรอเนี่ย)

กระบวนการให้ความหมายที่หลากหลายนำไปสู่วิถีชีวิตที่หลากหลาย(หากกระบวนการสู่ความเป็นหนึ่งไม่เกิดขึ้นเร็วมากนัก) วิถีชีวิตที่หลากหลายนำไปสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ตั้งคำถามและท้าทายมุมมองต่อโลกแบบเดิม เหมือนกับที่ซุนเซ็กกับไทสูจู้ท้าทายยุคสมัย ผมก็ตั้งใจเขียนงานเขียนชิ้นนี้เพื่อท้าทายกระบวนการให้ความหมายและการดำรงอยู่ของตัวผมเอง

คลื่นลูกใหม่แซงหน้าคลื่นลูกเก่า

SHARE
Writer
mozartz
~ walker ~
while you walk listen to music and drink coffee

Comments

imonkey7
5 years ago
7000ล้านความคิด จะค่อยเลือนหาย
ท้ายสุดกายใจมีเพียงหนึ่ง
ยิ่งโตยิ่งเล็ก 
ยิ่งเล็ก
ยิ่งโต^^

Reply
mozartz
5 years ago
555 บางทีผมก็รู้สึกว่าที่เหลืออยู่หนึ่งเดียวอาจสลายไป ยิ่งโตยิ่งเล็ก ยิ่งเล็กยิ่งโต นี่หมายถึงยังไงคับ ไม่รู้คิดเหมือนกันรึป่าว