การวิ่ง คือเกมเก็บเลเวลอย่างหนึ่ง
If you want to run, run a mile. If you want to experience a different life, run a marathon. - Emil Zatopekนานมาแล้วประมาณ 490ปีก่อนคริสตกาล พลทหารส่งข่าวของกรีกคนหนึ่งวิ่งจากเมืองมาราธอนไปยังเมืองเอเธนส์เพื่อแจ้งข่าวให้ชาวเอเธนส์ทราบว่า "กรีกรบชนะเปอร์เซียแล้ว" พลทหารคนนั้นวิ่งเป็นระยะทางกว่า 34.5กิโลเมตร โดยไม่ได้มีการหยุดพักเลย(มั้ง?) และเมื่อไปเมืองเอเธนส์ก็ตะโกนว่า "เราชนะแล้ว" แล้วก็สิ้นใจตายทันที น่าเศร้าจริงๆ ตำนานกล่าวไว้ แล้วก็กลายมาเป็นระยะทางของการวิ่งมาราธอน ซึ่งภายหลังเขยิบมาทีละนิดจนเป็น 42.195กิโลเมตร เช่นทุกวันนี้

เราวิ่งมาตั้งแต่ก่อนยุคหินอีกนะ
ถ้าหากถามว่า อะไรทำให้พลทหารส่งข่าววิ่งได้ไกลขนาดนั้นก่อนจะสิ้นใจตาย? มีบทความของนักวิทยาศาสตร์หลายชิ้นพูดว่า เมื่อก่อนนู้นนานมาแล้ว สมัยที่มนุษย์ยังไม่รู้จักสร้างอาวุธที่ทำจากหิน คือก่อนยุคหิน มนุษย์นั้นล่าสัตว์ด้วยการวิ่งไล่มันจนเหนื่อยตายไปเอง เหมือนเรื่องตลกแต่ก็จริง มนุษย์เรานั้นมีระบบระบายความร้อนทางผิวหนังออกมาในรูปของเหลวที่เราเรียกว่า "เหงื่อ" แต่สัตว์ที่น่าสงสารนั้นต้องตายเพราะมีความร้อนสะสมมากเกินไป แล้วก็กลายเป็นอาหารมนุษย์ (สัตว์หลายชนิดมีวิธีระบายความร้อนแตกต่างกันไป เช่น นอนในโคลน, อาบน้ำ, ทาแป้งเย็น, เปิดพัดลม)

การวิ่งนี่แหละ คือเกมเก็บเลเวลชีวิตจริง
ยังไง? ร่างกายคนเราเรียนรู้ได้ พัฒนาได้(หมายถึงร่างกายที่เป็นพวกกล้ามเนื้อ หรืออวัยวะนะ) และถ้าเปรียบร่างกายเป็นค่าสถานะล่ะก็ คงจะไม่พ้น...
Strength พลังของกล้ามเนื้อไม่ว่าจะเป็นต้นขา น่อง หรือท้อง ที่คอยรับน้ำหนักและทรงตัว แรงถีบตัวเองไปข้างหน้า ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อจะส่งผลให้เวลาเราถีบตัวแต่ละก้าวๆไปได้ไกล และทรงพลังยิ่งขึ้น
Agility ความคล่องตัวของบุคคล และความเร็วในการสับขา ความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อที่จะตอบสนองการยืดหดอย่างรวดเร็วในขณะวิ่ง
Vitality ความอึด หรือความทนทานเชิงกายภาพ ตั้งแต่กล้ามเนื้อ ปอด และหัวใจ ไปจนถึงสมองที่รับรู้ความเหนื่อยได้มากและนานขึ้น กล้ามเนื้อที่พัฒนาเต็มที่จะใช้พลังงานน้อยลงเหมือนรถประหยัดน้ำมัน ปอด และหัวใจที่ทรงพลัง ด้วยการหายใจเพียงครั้งเดียวร่างกายจะได้รับออกซิเจนเท่าตัวจากคนปกติ(หรอ?)
Dexterity ควาแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นการลงเท้า การแกว่งแขน การหายใจ ทุกอย่างที่สอดคล้องสัมพันธ์กันอย่างลงตัว ช่วยลดอัตราอาการบาดเจ็บ ช่วยให้เราวิ่งได้ ไกล/นาน/เร็ว/บ่อย ขึ้น เหมือนเราใช้เครื่องมือๆนึงอย่างถูกต้องเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
Intelligent ไม่ใช่ความฉลาดอย่างเดียวนะ จิตใจที่เข้มแข็งทนทานต่ออุปสรรค สมาธิที่แน่วแน่ เป้าหมายที่ชัดเจน การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ถูกต้อง และรวดเร็ว
Luck เราไม่รู้หรอกว่าวันไหนจะมีฝนตกหรือเปล่า? เส้นทางที่จะวิ่งไปวันนี้จะเป็นเนินหรือไม่? สิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ โชคชะตานั่นเอง แต่ถึงเราจะควบคุมไม่ได้ การฝึกซ้อมที่มากพอจะทำให้เรารับมือกับสิ่งที่ไม่คาดฝันได้ดีขึ้น

ค่าไหนสำคัญที่สุด?
สำหรับนักวิ่งมือใหม่ไปจนถึงมือสมัครเล่น ขออนุญาตเรียงตามลำดับให้เลย
Intelligent > Dexterity > Vitality > Strength = Agility > Luck
Q: Intelligent, Dexterity, Vitality ใช่หรอ? ขึ้นชื่อว่าวิ่ง Strength = Agility น่าจะสำคัญกว่าไหม?
A: ใช่ Strength และ Agility นั้นสำคัญ แต่นั่นสำหรับนักกีฬา หรือผู้ที่ออกกำลังกายจนสามารถฝึกซ้อมความถนัดเฉพาะด้านได้แล้ว
Q: Intelligent, Dexterity, Vitality สำคัญตรงไหน? 
A: กีฬาแทบทุกชนิดพื้นฐานสำคัญที่สุด สำหรัการวิ่งนั้น การฝึกซ้อม การเรียนรู้ท่าวิ่ง การฝึกความอดทน นั้นสำคัญที่สุด
Q: แล้ว Vitality ล่ะ? ความอึดทำไมสำคัญเป็นอันดับ 3? 
A: พอเวลาเราเก็บเลเวลไปนานๆของพวกนี้มันมาโดยธรรมชาติ "พอเลเวลสูงๆเลือดก็เพิ่มเองแหละ"

ค่าพวกนี้สำคัญในชีวิตจริงตรงไหน?
สนามแข่งขันบางสนามใช้ Intelligent เยอะ เช่น ประเภทการแข่งขันระยะทางไกลๆ หรือนานๆ จะมาเบื่อเอาง่ายๆไม่ได้ ความอดทนต้องมาก่อน หรือบางสนามต้องใช้ Strength เยอะ เช่นพวก Trail วิ่งในป่าในเขา ขึ้นเนินทีสูงหลายพันเมตร กำลังขานั้นสำคัญจริงๆ

ทำไมต้องลงแข่งขัน?
การลงแข่งขันก็เหมือนเราไปเจอบอส หรือคือวัดผลสอบนั่นแหละ หนีไม่ได้ ยอมแพ้ไม่ได้ คุณไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะมาเหนื่อยแล้วเดิน ฝนตกแล้วกลับบ้านเถอะ หรือมองในมุมอื่นคุณอาจจะเจอมิตรภาพระหว่างทางก็เป็นได้

ถ้าเช่นนั้น เก็บเลเวลแค่ไหนถึงพอ?
บางคนพอใจแค่ระยะ 5กิโลเมตร หรือมีเป้าหมายแค่ 10กิโลเมตร มันก็ไม่ผิด มันอยู่ที่ว่าเราไปถึงจุดๆนั้นอย่างที่ตั้งใจได้หรือเปล่า มันไม่ได้สำคัญอะไรเลย แค่คุณอยากวิ่ง 10กิโลเมตร แล้วคุณวิ่งได้ จะได้เวลาเท่าไรก็ชั่ง ความพยายามคุณก็เต็มร้อยแล้ว ก็คุณทำได้แล้วหนิ


เลเวลที่สูงขึ้นมันก็ต้องการอุปสรรคที่ยากขึ้น เราไม่มีทางวิ่งวันละ 5กิโลเมตร เพื่อจะไปแข่งขันรายการมาราธอน 42.195กิโลเมตร ได้หรอก(ก็ได้นะถ้าเดินไหว)
ชอบคำพูดนึงจำที่เค้าบอกว่า ถ้าเราขยันขึ้นวันละ 1% ใน 1 ปีเราก็จะขยันมากขึ้น 3778%(มาจาก 1.01^365) ฟังดูดีนะ ลองประยุกต์หน่อย สมมติเราวิ่งให้ไกลขึ้นวันละ 1% ขอให้วิ่ง 3 วันครั้งพอ ปีนึงเราก็ได้ระยะทางไกลกว่าเดิมอย่างน้อยๆเท่านึงแล้ว เริ่มจาก 5กิโลเมตร ค่อยๆไป 10..20..40 อย่างช้าๆ 4ปี ยังไงๆก็ได้ไปมาราธอน แต่เส้นทางอาจจะไม่ได้สวยหรูตามที่คาดไว้ มันต้องมีฝืนมีเจ็บกันบ้าง ก็วิ่งนี่นะ
SHARE
Writer
Sirawit
Runner, Coder
Hipster, Runner, Coder and 9gagger

Comments

chavasgap
3 years ago
ผมวิ่งไม่เก่งเลย  T_T

Reply
chavasgap
3 years ago
ผมวิ่งไม่เก่งเลย  T_T

Reply
chavasgap
3 years ago
ผมวิ่งไม่เก่งเลย  T_T

Reply
Sirawit
3 years ago
ร่างกายคนเราพัฒนาได้ ผมเองก็เริ่มจากวิ่งสลับเดิน อย่ายอมแพ้ครับ
ปล. ตอบมาซะเยอะเลย 555
littlepaper2
3 years ago
ผมวิ่งเหมือนกันครับ แต่เป็นนักวิ่งระยะสั้น เคยวิ่งไกลสุดแค่30โลเอง T_T

Reply
Sirawit
2 years ago
30กิโลก็ไกลแล้วครับ ไปมาราธอนสบายๆเลย
Pinky-diary
2 years ago
I decided to run marathon cause I want to challenge myself and experience.
Reply
Sirawit
2 years ago
Have you ever think about Ultra Marathon? :D
Pinky-diary
2 years ago
well .. I don't have enough time for training hehe