แค่ "ถูกที่ ถูกเวลา" ก็ประสบความสำเร็จแล้วใช่ไหม?

"คุณรู้ไหมว่าทำไมแจ็ค หม่าถึงประสบความสำเร็จอย่างตอนนี้"
...
"เป็นเพราะเขาโชคดี มาถูกที่ถูกเวลาไงล่ะคุณ" 
บทสนทนาของคนขับแท็กซี่โซเฟอร์วัยกลางคน 
ที่เคยเรียนหนังสือชั้นเดียวกับแจ็ค หม่ากับ Porter Erisman 
อดีตรองประธานกรรมการของบริษัทอลีบาบา
เป็นประโยคสั้นๆ ที่ทำให้ฉันคิด ว่าการที่คนเราจะประสบความสำเร็จได้นั้น
แค่ "ถูกที่ ถูกเวลา" แค่นี้พองั้นหรือ...
ผมเห็นแจ็ค หม่ากับทีมงานของเขาทำงานกันอย่างหนักเพื่อสร้างอลีบาบา ถ้าการปลุกปั้นบริษัทอีคอมเมิร์ซที่ใหญ่ที่สุดของจีน ใช้แค่การอยู่ให้ถูกที่ถูกเวลา ผมจึงคิดว่า แล้วทำไมคนจีนอีก 1,300 ล้านคนถึงมองไม่เห็นและไม่ฉวยโอกาสเดียวกันนี้ตอนที่อินเตอร์เน็ตเข้ามาในเมืองจีนล่ะ? และถ้าคนขับแท็กซี่กับแจ็ค หม่าเป็นเพื่อนนักเรียนร่วมชั้นในเมืองเดียวกันจริง เขาก็ควรจะได้อยู่ถูกที่ถูกเวลาเหมือนกันไม่ใช่หรือ? 

ฉันทวนคำถามในใจอีกครั้ง 
ว่า
การที่คนเราจะประสบความสำเร็จได้นั้น
แค่ "ถูกที่ ถูกเวลา" แค่นั้นเหรอ


หลายคนอยากประสบความสำเร็จ
และพยายามเรียนรู้จาก "รอยก้าว" ของคนที่สำเร็จก่อนเรา
จึงไม่แปลกที่เราจะมีไอดอลแห่งยุคที่ไม่ต่างกัน
สตีฟ จ็อบส์, บิล เก็ตส์, แจ็ค หม่า, หรือ มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก
ใช้เวลาเพียงไม่กี่ปี "รูปแบบของความสำเร็จ" เหล่านี้ก็ขยายเซลล์
แตกหน่อ ก่อผลเข้าไปอยู่ใน "รูปแบบการใช้ชีวิต" ของคนหลายคน
จากสามสี่ปีที่แล้ว คำว่า "ธุรกิจ Startup" ยังฟังแล้วแปลกหู
ทว่าตอนนี้กลับกลายเป็นธุรกิจในใจของคนรุ่นนี้ 
ธุรกิจที่สามารถเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นนวัตกรรม
วันที่ทุกคนต่างอยากก้าวไปข้างหน้าครั้งละหลายก้าว
ฉันก็ตั้งคำถามขึ้นมาเล่นๆ ว่า

การที่คนเราจะประสบความสำเร็จได้นั้น
แค่ "ถูกที่ ถูกเวลา" แค่นั้นเหรอ

เป็นคำถามเดียวกับที่ Porter Erisman คิดกับแจ็ค หม่าบอสใหญ่ของเขา
ว่าถ้าอาศัยแค่ "ที่" และ "เวลา"
ทำไมเราหลายคนถึงไม่ฉวยโอกาสนั้นแล้วรีบประสบความสำเร็จกันบ้างล่ะ

หรือแท้จริงแล้วยังมีคำว่า "ถูกคน" อยู่
ใช่แล้ว...ถ้าไม่ใช่แจ็คหม่า 
แค่ถูกที่ ถูกเวลา
เขายังจะประสบความสำเร็จเช่นนี้อยู่ไหม?


ถ้าเปรียบการประสบความสำเร็จเป็นกล่องของขวัญชิ้นใหญ่
ไมใช่ใครก็ได้ที่จะสำเร็จแบบแจ็คหม่า 
ไม่ใช่ใครก็ได้ที่ทำได้อย่างจ็อบส์
เขาต้องลงทุน ลงแรง เพื่อแลกมันมาอย่างหนัก
ทั้งความตั้งใจ ความมุ่งมั่นอย่างแสนสาหัส
การกล้าที่จะเสี่ยง ทีมที่ดี วิชชั่นที่เฉียบ
และจังหวะเวลาที่ดี
ทั้งหมดนี้คือปัจจัยที่ทำให้คนคนหนึ่งสำเร็จได้
ไม่ใช่แค่ถูกที่ถูกเวลาเท่านั้น

หลายครั้งเราเรียนรู้แบบอย่างคนที่ประสบความสำเร็จ
ผ่านแค่ "ก้าว" ที่เขาสำเร็จเท่านั้น
แต่ไม่ได้เห็นเบื้องหลังจากหยาดเหงื่อ น้ำตา
และสารพัดแรงฮึดที่เขาต้องเติมต่อไฟในตนเองอย่างมากมาย 

หนังสือ Alibaba's World เล่มนี้ ทำให้ฉันคิดถึงประโยคที่ฉันเคยคุยกับแก้มเพื่อนคนหนึ่ง
ที่กลับมาเจอกัน หลังจากที่ห่างหายกันไปหลายปี
จากแต่แก้มเป็นเด็กมัธยมฯ ที่เรียนภาษาอังกฤษได้แย่มาก
ทุกวันที่มีคาบเรียน แก้มจะมาขอฉันดูสมุดการบ้านเสมอ
จนมีเหตุการณ์ครั้งหนึ่งที่เปลี่ยนชีวิตแก้ม ในวิชาการแปล
เมื่ออาจารย์ประจำวิชาให้แก้มเป็นตัวแทนกลุ่มออกไปแปลภาษาอังกฤษหน้าชั้น
แก้มผู้ที่ส่งการบ้านทุกครั้ง ได้ผ่านทุกครั้งเพราะลอกเพื่อนมาอีกที
วันนั้นแก้มหยุดชะงักไปสามนาที จนครูแปลกใจ
แก้มพูดอะไรไม่ออก แปลข้อความตรงหน้าไม่ได้
จึงน้ำตาไหลออกมาเงียบๆ ก่อนที่คุณครูจะให้กลับไปนั้งโตํะ


ฉันไม่เจอแก้มนาน
รู้ข่าวอีกทีก็ตอนมันโพสต์เฟซบุ๊กว่าจะไปแลกเปลี่ยนที่อเมริกา
แปลกดีที่แก้มเด็กน้อยที่ยืนร้องไห้หน้าชั้นคนนั้น 
บัดนี้กลายเป็นพนักงานต้อนรับในโรงแรมที่พูดภาษาอังกฤษได้คล่องปรึ๊ด
พอมาเจอกันกับกลุ่มเพื่อนเก่าครั้งนี้ เพื่อนหลายคนก็หยอกเล่าถึงเหตุการณ์ครั้งเก่า
บางคนบอกว่าแก้มโชคดี บางคนบอกว่าแก้มมีโอกาสที่ดี
แก้มได้แต่ยิ้ม และพูดประโยคสั้นๆ กับฉันตอนกลับบ้านว่า



แกรู้ไหม พอฉันเก่งภาษา ใครๆ ก็บอกว่าฉันโชคดี 
แต่จริงๆ แล้วฉันอยากบอกแกว่า ความโชคดีมันไม่มีอยู่จริงหรอก 
มันมีแค่ความพยายามอย่างแสนสาหัสต่างหาก 
แกรู้ไหม ก่อนฉันจะไปแลกเปลี่ยนฉันอ่านหนังสือภาษาอังกฤษวันละสี่ชั่วโมงทุกวัน 
ไปเรียนภาษาทุกเสาร์-อาทิตย์ และดูหนังปิดซับไตเติลหลายเรื่อง 
ตอนนี้พอฉันเก่งแล้วไม่มีใครพูดถึงเลย... 


ฉันยิ้ม
เราอาจจะพกเครื่องรางแห่งความโชคดี
เพื่อช่วยให้ประสบความสำเร็จ
แต่ถ้าเราไม่พกหัวใจแห่งความพยายามอย่างแสนสาหัส
อย่างไร เราคงไม่มีทางสำเร็จแน่ๆ

#แจ็ค หม่าก็เช่นกัน





ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจากหนังสือ Alibaba's World 
SHARE
Writer
Looksorn
Editor
MARS

Comments

sopons
10 months ago
Luck = 1% opportunity + 99% preparation
Reply
deux
10 months ago
ถูกๆๆๆ
Looksorn
10 months ago
: )