สิ่งดี ๆ ในชีวิต

"ห้องน้ำทางไหนครับ" ผมถามด้วยรอยยิ้มแหยแหยเปื้อนใบหน้า เหงื่อแตกเล็กน้อยดูพองาม แต่ขนลุกซู่ชูชัน และรูทวารเริ่มเบิกกว้าง  "บอก รปภ. ฝั่งโน้นเลยค่ะ" รปภ. หญิงประจำสถานีรถไฟฟ้ากล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย  ผมแตะบัตรเข้าสถานีเพื่อเดินผ่านออกไปอีกด้านหนึ่ง ขณะที่ใกล้จะถึงทางออก รปภ. ชายประจำประตูพยักหน้าอย่างเข้าใจ ผมเข้าใจว่า รปภ. หญิงฝั่งตรงข้ามคงวอมาประสานงานไว้ก่อนหน้าแล้ว "...มีคนปวดขี้...มีคนปวดขี้...ทราบแล้วเปลี่ยน...บักเดิม...บักเดิม"  คุณ รปภ. เดินไปหยิบกุญแจที่โต๊ะ แล้วบอกให้รอเพื่อนร่วมทางสักครู่หนึ่ง และแล้วชายวัยกลางคนจากที่ราบสูง หน้าตาอัดแน่นไปด้วยแรงกดดันก็เดินเข้ามา แล้ว รปภ. ก็นำเราทั้งสองคนออกเดินทางไปหยุดที่หน้าประตูสีขาวบานหนึ่ง ไขกุญแจ เปิดประตู พร้อมผายมือเชื้อเชิญ แล้วบอกว่า "สวิทช์ไฟอยู่ด้านซ้ายมือครับ"

ผมรีบเปิดไฟแล้วเดินเข้าไปคนแรก ภาพที่เห็นทำให้ผมต้องหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่ง  โอ้ แม่เจ้า นี่หรือเมืองพุทธ! ห้องน้ำมีห้องเดียว! ด้วยความที่ผมถึงก่อนเลยเดินเข้าก่อนโดยไม่เหลียวหลังมองผู้ประสบภัยอีกท่าน จำคำของแอร์โฮสเตสบนเครื่องบินที่ดรีมเวิลด์ว่า "ใส่หน้ากากออกซิเจนให้ตัวท่านก่อน ก่อนที่จะใส่ให้เด็ก"  ณ เพลานี้เราต้องรอดก่อน ก่อนที่จะไปช่วยพี่เค้า

แต่ชีวิตจริงยิ่งกว่านิยาย การที่มีคนยืนรอขี้อยู่หน้าห้อง ส่งผลกระทบต่อจิตใต้สำนึกของผมอย่างรุนแรง โยงไปถึงต่อมขี้ที่อยู่เหนือกระเพาะปัสสาวะ เยื้องไปทางขวาสามเซนติเมตร ไม่ทำงานเป็นปกติ ผนวกกับเสียงหายใจกระเส่า กระเส่า ที่หน้าห้อง  ผมตัดสินใจตะโกนถามออกไปว่า "พี่รอเข้าเหมือนกันใช่มั้ยครับ!"  "ครับ" ชายวัยกลางคนตอบด้วยเสียงสั่นเครือ  ผมคิดในใจ ที่บ้านเมืองเราเป็นแบบนี้ ส่วนหนึ่งเพราะขาดน้ำใจต่อกัน ขาดจิตสาธารณะ ผมตัดสินใจรีบเปิดประตู แล้วเชิญให้พี่เข้ามาใช้ก่อน  แม่เจ้า สีหน้าแกไม่สู้ดีเอาซะเลย หน้าแดงก่ำ เหงื่อท่วมหน้า เราไม่ได้คุยอะไรกัน แต่สายตาที่พี่เค้ามองมา ผมรับรู้ได้ถึงคำขอบคุณคำใหญ่ ก่อนที่พี่เค้าจะวิ่งแจ้นเข้าห้องน้ำไป

เพียงไม่ถึงอึดใจ เสียงจากหนังสงครามก็เริ่มขึ้น กลิ่นคาวเลือด กลิ่นศพทหารหาญ ลอยคละคลุ้งไปทั่ว หลังจากสงครามสิ้นสุดลง ผู้รอดชีวิตเดินออกมาด้วยสีหน้าที่ดีขึ้น ลึก ๆ ในใจผมรู้สึกเปี่ยมสุขมาก นี่สินะที่เค้าเรียกว่าสิ่งดี ๆ ในชีวิต
SHARE
Writer
Banawiroon
ป่าป๊า
สุขเมื่อได้เขียน

Comments