คน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ และความสัมพันธ์
ชีวิตของพวกเราเหล่านักศึกษาแพทย์
เรียน...อ่านหนังสือ...สอบ...เรียน...อ่านหนังสือ...สอบ...
ไหนจะกิจกรรมคณะ ไหนจะงานชมรม ไหนจะต้องอ่านหนังสือ ไหนจะต้องทำรีพอร์ต ไหนจะต้องทำงานนู่นนี่นั่นมากมายอีกล้านแปดประการ
ความไม่มีเวลาทำให้พวกเราต้องเร่งรีบตลอดเวลา คิดแต่ว่าต่อไปจะต้องทำอะไร
อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยครับ นี่ขนาดรีบๆ อย่างนี้นี้ เวลาจะนอนยังไม่ค่อยมีเลย
นั่นทำให้ชีวิตพวกเรามองไปแต่ทางข้างหน้าเพียงอย่างเดียว จนบางครั้งเราลืมไปว่า ระหว่างทางที่เรากำลังเดินไป บางทีมันมีทั้งกรวดหินดินทรายและดอกไม้ให้เชยชมมากมาย

ช่วงนี้ผมปิดเทอม
แน่ะๆ อย่าเพิ่งอิจฉา ทั้งปีผมปิดเทอมแค่เดือนเดียวเท่านั้นแหละ แถมยังปิดไม่ตรงกับชาวบ้านเขาด้วย
ชีวิตเลยต้องเหงาไปตามระเบียบ จะไปเที่ยวกับใครก็ไม่ได้ (ก็ดันปิดตอนชาวบ้านเขาจะสอบกัน แล้วเปิดตอนชาวบ้านเขาเพิ่งปิด)
ด้วยความว่างที่ไม่ต้องคิดเรื่องอ่านหนังสือเรื่องสอบให้เจ็บปวดใจ วันนี้ผมเลยมีโอกาสได้สังเกตสิ่งรอบตัวมากขึ้น ได้มองปัจจุบันมากขึ้น
ได้ใช้ชีวิตให้้ช้าลง

วันนี้ผมได้มีโอกาสไปดู orchestra โดยบังเอิญที่หอประชุมมหิศร SCB park
พองานจบ นาฬิกาบอกเวลาหนึ่งทุ่มพอดี เป็นเวลาเดียวกันกับที่ผมเริ่มมองหาวิธีกลับบ้าน
คือผมต้องไปขึ้นรถไฟฟ้าไง แล้วแถวนั้นรถติดมาก ทำไงล่ะทีนี้ สถานีใกล้ที่สุดก็อยู่จตุจักร จะนั่งรถก็ไม่อยากเจอรถติด จะนั่งวินก็เสียดายตังค์
สุดท้าย 'เอ้อ วันนี้ว่างนี่หว่า เดินเอาละกัน'
นั่นล่ะครับ ที่มาของเรื่องวันนี้ (ห้ะ! นี่เพิ่ง intro หรอ มึงจะเกริ่นยาวไปไหน!)

ระหว่างทางผมสังเกตเห็น
ลุงยาม 2 คนที่กำลังล็อคประตูบริษัท
พี่วินมอ'ไซค์ที่ยักคิ้วให้ (แล้วถามหน้าทะเล้น 'แวร์ โกอิ้ง')
ตึกช้างที่ยืนทำหน้าโง่ๆ ตัวใหญ่ๆ อยู่ข้างถนน
พนักงานเซเว่นที่ขะมักเขม้นคิดเงินลูกค้า
ป้าขายไก่ทอดที่ทิ้งตัวลงนั่งด้วยความเหนื่อยอ่อน
พื้นที่ก่อสร้างโล่งๆ ที่ชวนให้สงสัยว่ามันร้างหรือเปล่า
ซอยมืดๆ ที่เหมือนจะมีผีโผล่ออกมา
คนขับรถเมล์ที่ไม่ยอมจอดป้าย
ผัวเมียที่จอดมอไซค์ทะเลาะกันริมฟุตปาธ
สายไฟที่ห้อยต่องแต่งจากเสา
พื้นตัวหนอนที่กระดกขึ้นมา (มึงทำกูสะดุดหัวทิ่ม!)
ปราสาทดิสนีย์แลนด์ที่สงสัยว่าทำไมมันมาอยู่ตรงนี้
เงิน 5 บาทที่ตกอยู่ที่พื้น
คนจรจัดที่นั่งพิงต้นไม้
พี่วินมอ'ไซค์อีกกลุ่มหนึ่งที่นั่งเล่นหมากรุกกัน
ลุงขายลูกชิ้นที่บ่นว่าขายไม่ได้เลย

สิ่งเหล่านี้ ผมไม่เคยสังเกตเห็นมัน
หรือถึงเคย ผมก็แค่มองเห็น แล้วก็ปล่อยมันผ่านไปตามสายลม โดยไม่ได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของมัน
แต่วันนี้ ผมช้าลง ผมอยู่กับปัจจุบัน และผมรับรู้
ผมรับรู้ถึงความเหนื่อยอ่อนของป้า ที่ขายไก่ทอดมาตั้งแต่เช้าจนมืดค่ำ
ผมรับรู้ถึงความสุขของลุงยาม ที่เสร็จงานแล้ว กำลังจะได้กลับไปหาครอบครัว
ผมรับรู้ถึงความเบื่อของพี่วิน ที่ต้องนั่งหน้าสลอนรอลูกค้ากัน
ผมรับรู้ถึงความอ้างว้างของพื้นที่ก่อสร้างยามค่ำคืน ที่ไร้ซึ่งคนงาน
ผมรับรู้ถึงความหนักใจของลุง ที่รายได้จากการขายลูกชิ้นหดหาย
ผมรับรู้ถึงเจ้าของเหรียญ 5 บาท ที่อาจจะไม่เคยรู้ว่ามันหายไป
ผมรับรู้ ผมรับรู้ ผมรับรู้

ผมได้สัมผัสถึงชีวิตอีกแง่มุมหนึ่งที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน
20 ปีที่ผ่านมากับชีวิตในกรุงเทพฯ วันนี้ผมได้เห็นกรุงเทพฯ ในมุมมองที่เปลี่ยนไป
ผมได้เห็นความสัมพันธ์ ระหว่างมนุษย์กับเมือง ระหว่างคนเมืองหลวงกับกรุงเทพฯ 
บางสิ่งอาจดี บางสิ่งอาจแย่ แต่ทุกสิ่งล้วนมีความงามในตัวมัน
ความงามเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากการมองเห็นด้วยตา ได้ยินด้วยหู รับรู้ด้วยกลิ่น
แต่เกิดจากการสัมผัสด้วยใจ
สัมผัสมิติต่างๆ ของชีวิตมนุษย์
เรียนรู้มัน และอยู่ร่วมกับมัน
ในดินแดนแห่งความสัมพันธ์ผืนนี้
ในโลกของเรา.
SHARE
Written in this book
สักวันหนึ่ง...
ในแต่ละวันที่ผ่านไป ใครเล่าประสบเรื่องใดที่ผ่านมา

Comments

Pencilerlee
3 years ago
ชอบจังเลยค่ะ
บางทีเราก็เร็วกันจนไม่ทันได้รับรู้อะไรเลย
Reply
Kamatep
3 years ago
อุ๊ย หมูลีเล่นด้วยหรอ 555
Pencilerlee
3 years ago
ทำไมโดนจับได้เร็วจัง 5555 อ่านนู่นนี่สักพักละ แต่ไม่ได้เขียนเลย
Kamatep
3 years ago
pencil + lee ดูง่ายจะตาย 555