จัดอันดับ 9 สุดยอดคนเมา ในชีวิตของข้าพเจ้า
อันดับที่ 9  
ได้แก่: นังแบงค์ 
Mode: เมารั่ว 
"แบงค์" เธอคือสาวน้อยน่ารักที่หาได้น้อยยิ่งนักในโคตรถ่อย แต่... อย่าให้เธอเมา ถ้าเธอเมาขึ้นมาเมื่อไหร่ เธอจะรั่ว และรั่ว และรั่วขึ้นมาทันที วีรกรรมที่เธอได้สร้างไว้ก็หลากหลายมากมายนัก ยกกันมาเล่าไม่หวาดไม่ไหวแน่ ก็ขอยกสักเรื่องสองเรื่องก็แล้วกัน 
วันหนึ่งสาวน้อยเจ้าของเรื่องหล่อนลงมาจากลพบุรี นัดพวกตัวดีมาเเดกเหล้ากันที่ซอยทองหล่อ เเดกกันไปก็ไม่มีอะไร แต่พอเมาแล้วเจ้าหล่อนก็เริ่มโวยวายตามประสาคนเมารั่ว 
"เฮ้ย! ไอ้เหี้_... (ใครสักคน) เเม่งป๊อด เเม่งไม่มา เเม่งไม่รักเพื่อน... แม่งไม่ใจ" นั่นไง เริ่มแล้ว 
"ไหน... เอาโทรศัพท์มาโทรตามมันดิ๊ สาด" ครับ ก็เข้าใจนะครับว่าเพื่อนไม่มา แต่นี่มันตี 2 แล้ว คุณเธอยังอยากจะให้โทรตาม หมาที่ไหนล่ะครับ 
"เฮ้ย!... มือถือกูไปไหน" เธอเริ่มร้อนรน พวกเราก็คิดว่ามือถือเธอหายเลยช่วยกันหาท่ามกลางความมืด 
"เฮ้ย!... ใครเอามือถือกูไปวะ" ควานกันไปควานกันมา 
"อ่อ!... กูเจอและ" เธอเอ่ยขึ้นมาเสียงเข้ม 
... 
"กูถือไว้เอง" 
-_-" ส้นตี_มากครับท่าน ถือโทรศัพท์ไว้ในมือแล้วหาไม่เจอ

อันดับที่ 8 
ได้แก่: ไอ้ชัย  
Mode: เมาร่างทรง 
"เทพบร๊ะเจ้าพิชัยหอกหัก" เป็นฉายาของไอ้ชัยเมื่อครั้งไปกินเหล้ากันที่ซอยรางน้ำ แล้วไม่รู้จะกลับกันยังไงเลยไปนอนบ้านเพื่อนที่อยู่แถวนั้น คิด ๆ แล้วก็สะท้อนใจ พวกเรานี่มั่วกันน่าดูแฮะ
เมาแล้วบ้านช่องไม่ยอมกลับ หาที่ซุกหัวอยู่แถว ๆ ที่เเดกเหล้านั่นแหละ 
พวกเรานอนกันอยู่ 7-8 ชีวิต ในห้องแคบ ๆ ของเพื่อนคนหนึ่ง 3-4 คนนอนบนเตียง ที่เหลือนอนข้างล่าง แล้วทำไมข้าพเจ้าจึงถูกจัดให้ไปอยู่ในส่วนที่เหลือด้วยหนอ
แต่คราวซวยของข้าพเจ้าเองหรือไรก็ไม่อาจทราบ ที่ต้องนอนข้าง "ไอ้ชัย" ต้นเรื่อง 
อากาศร้อน พัดลมก็พัดมาไม่ถึง แต่ด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ทำให้เราหลับสนิทได้ไม่ยาก
เวลาผ่านไปจนล่วงเลยถึงตี 3 บุรุษในเงามืดก็ตื่นขึ้นมาท่ามกลางความเงียบงัน... มันลุกขึ้นมาแล้ว... ช่างน่ากลัวยิ่งนักเมื่อแสงตกกระทบเงาด้านหลังของมันเป็นเงาตะคุ่ม ๆ มันเหมือนกับตื่นขึ้นมาจากความตาย 
ว่าแล้วมันก็คว้าหมับเข้าให้ที่คอเสื้อของข้าพเจ้าแล้วกระชากขึ้นมา...  ชายร่างน้อยอย่างข้าพเจ้าปลิวขึ้นมาตามขึ้นมาตามแรงควายและสร่างเมาได้ในบัดดล... 
ไอ้ชัยคำรามอย่างน่ากลัว 
"ฮืออ... วะฮรึ้ย... ตรึ้ย!..." พร้อมกับง้างมือเตรียมเหนี่ยวเต็มที่ พิศดูแล้วเหมือนคนถือดาบ 
ข้าพเจ้าไม่รอช้า รีบร้องตะโกนในทันที 
"แว้ก!! ไอ้ชัย!" มันลืมตาตื่นได้สติและปล่อยคอเสื้อข้าพเจ้าลงมากองที่หมอนตามเดิม 
มันเอียงคอทำหน้าฉงนเหมือนฉงายในรายการเจ้าขุนทองทางช่อง 7 ก่อนจะเอ่ยออกมาว่า 
"เกิดอะไรขึ้น" 
"มืงจะชกกูเร้อ" ข้าพเจ้าถาม มันปฏิเสธ "รึผมจะฝันไป" ทุกคนตื่นขึ้นมาถามไถ่ถึงเหตุการณ์ 
มันนั่งรำลึกอยู่นานว่ามันฝันอะไร
อนิจจา มันนึกไม่ออก แต่จากท่าแล้ว ข้าพเจ้าว่ามันคงฝันว่ากำลังต่อสู้กับพม่าอยู่แน่นอน
ก็... เกือบไปแล้วละหนา เกือบโดนชกจากคนเมาละเมอเสียแล้ว... 

อันดับที่ 7 
ได้แก่: นังมิ้นท์   
Mode: เมาสด 
ในยุคเฟื่องฟูที่พวกเรามีตติ้งกันเป็นว่าเล่น ก็ปรากฏสาวน้อย (น้อยรึเปล่า) คนหนึ่งเข้ามาร่วมกลุ่มด้วย 
มีอยู่วันหนึ่ง หลังจากซัดเหล้ากันไปจนพอกึ่ม ๆ พวกเราเกิดอาการ "สด" อยากไปดูบ้านผี ก็เลยนัดแนะกันพร้อมรถเก๋งหนึ่งคัน อัดกันไปเป็น 10 ไปเที่ยวบ้านผีต่าง ๆ ใน กทม. แต่ก็ยังไม่หนำใจ
พวกบอกให้ไปชมบ้านผีที่บางแสนดีกว่า ก็กระเตงอัดกันไป เดินทางกันเป็น 100 กิโลเมตรเพื่อไปดูบ้านผุ ๆ ไปดูเศษซากอารยธรรมของคนตายที่ไม่มีอะไรเล้ย...

เข้าเรื่อง... ระหว่างเดินทาง เราก็แวะปั๊มน้ำมันซื้อของบ้าง (เน้นเหล้า) เข้าห้องน้ำบ้าง ก็ตามอัธยาศัย 
แต่... สาวน้อยคนนี้เธอคงปวดรุนแรงหรืออย่างไรไม่ทราบ ถึงปั๊ม ลงจากรถได้ก็รีบแจ้นเข้าห้องน้ำโดยพลัน 
เสร็จภารกิจ เธอเปิดประตูห้องน้ำเดินหน้าบานออกมายังไม่ถึงหน้ากระจก เสียงร้องโวยวายก็ดังขึ้น 
"กรี๊ด! ไอ้โรคจิต..." เธอตาตื่นรีบวิ่งหนีออกมา พวกเราต่างวิ่งตาตื่นเข้าไปหาถามว่าเกิดอะไรขึ้น 
"ผู้ชายคนนึง เเม่งเข้าห้องน้ำหญิง กูเดินออกมาเห็นพอดี" พวกเราต่างตกใจยกใหญ่ 
ว่าแล้วเธอก็แหงนหน้ามองป้ายหน้าห้องน้ำแล้วก็เบิกตาโต หัวเราะแหะ ๆ 
"เอ่อ! กูเข้าห้องน้ำผู้ชาย"
เอากะมันสิ

เรื่องยังไม่จบแค่นั้น ขากลับจากไปดูบ้านผีที่บางแสน พวกเราก็แวะที่แหลมแท่น นั่งโจ้เบียร์กัน 
สาวน้อยคนนี้ไม่รู้นึกอะไร (ก็คงจะเมาสดน่ะแหละ) อยู่ดี ๆ ก็กระโดดลงกระไดลงไปตรงตะไคร่สีเขียว ที่เกาะอยู่ตรงลานด้านล่างของแหลมแท่น
"วืด!!" ตีนของเธอไถลกับตะไคร่ชี้ขึ้นฟ้า ขวาที ซ้ายที เหมือนนักกายกรรมผสมบัลเล่ ก่อนจะร่วงเผละลงไปกองเสียงดังสนั่น
"เบะ!" ตูดกะทะของเธอจ้ำเบ้าอยู่ตรงลานตะไคร่เสียงดังสนั่น ท่ามกลางเสียงเฮ! ของผู้คน 
เมาสดจริง ๆ นะแม่คุณเอ๋ย  

อันดับที่ 6 
ได้แก่: ไอ้ต๋อย  
Mode: เมาหลับ 
ใครบ้างล่ะ ที่เมาแล้วจะไม่หลับ คนเราเมาแล้วต้องหลับใช่ไหมครับมันถึงจะไม่ไปรบกวนใคร
นั่นเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง แต่... สมาพันธ์ขี้เหล้าก็สอนให้เรารู้ว่า ถ้าเมาแล้ว "อย่าเสือกหลับต่อหน้าเพื่อน ๆ" 
เพราะอะไรน่ะหรือ หึหึ 
เหตุการณ์อันน่าสลดนี้เกิดขึ้นกับไอ้ต๋อย เรื่องมันเกิดขึ้นหลังจากที่ไปเเดกเหล้ากันมาจนตี 2 ผับเลิกแล้วก็ยังไม่หนำใจ ตกลงปลงใจไปต่อกันที่ห้องไอ้ชัย (เจ้าของฉายาบร๊ะเจ้าพิชัย) 
"เฮ้ย! ขอตัวว่ะ เมาชิบหาย" ไอ้ต๋อยเริ่มก่อน ว่าแล้วท่านก็ล้มตัวลงนอนแล้วก็ผล็อยหลับไป...
เรื่องมันน่าจะจบแค่นั้น ถ้าเหล่าพวกจังไรที่ยังคงแหกขี้ตาตื่นเเดกเหล้าอยู่ไม่คิดแผนการชั่วร้ายขึ้นมาโดยการตระเตรียมวัตถุดิบ ซึ่งประกอบไปด้วย 
1. หนังสือโป๊ 
2. กระดาษทิชชู่ 
3. กล้องถ่ายรูป 
เมื่อครบแล้วก็จัดฉาก ถกกางเกงของไอ้ต๋อยให้เลิกขึ้นพอเห็นง่ามตูด แล้วเอากระดาษทิชชู่ยัดใส่เข้าไป มืออีกข้างจัดฉากแผนการฆาตกรรมโดยให้มันถือหนังสือโป๊ที่กางหน้าชายหญิงกำลังสังวาสกันโชว์หลา เน้นแสงเงาให้พองาม แล้ว... 
"แชะ!" 
เรียบร้อย ไม่นานภาพนั้นก็ถูกแพร่กระจายตามเว็บไซด์ใต้ดินต่าง ๆ จนถึงทุกวันนี้ จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทางเราได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้นมาถึงผลกระทบกับพฤติกรรมของคนในกลุ่ม  ด้วยมติเอกฉันท์จากผู้ทรงคุณวุฒิได้จัดทำบทบังคับ เป็นข้อบัญญัติของห้องในการประชุมสมัยวิสามัญเลยเชียวว่า 
"ไปมีตติ้ง... อย่าหลับ"

อันดับที่ 5
ได้แก่: ไอ้ชิ  
Mode: เมา(เผื่อ)หมา 
เป็นอีก 1 คนที่จัดให้อยู่ใน mode เมา(เผื่อ)หมา เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ปี พ.ศ.
จำไม่ได้ น่าจะสัก 4-5 ปีแล้วกระมัง ที่รู้ว่าเป็นวันนี้ก็เพราะว่าไอ้ชิเสือกมาเกิดวันเดียวกันกับข้าพเจ้าก็เลยจำได้ เราไปฉลองวันเกิดกับเพื่อน ๆ ในกลุ่มที่ผับแห่งหนึ่งย่าน ม. หอการค้า

หลังจากที่เมากันได้ที่จนร้านปิดแล้ว ก็พากันออกมาหาทางกลับบ้าน พี่ชิเราก็นั่งแหมะอยู่ข้างถนน ทำปากเจ่อ ตาลอยไม่คุยกับใคร ขณะที่บางคนกำลังโบกแท็กซี่ ตาชิก็ชี้นิ้วขึ้นไปบนฟ้า
จ้องมองปลายนิ้วตัวเอง ทุกคนมองตามกันสลอน เกรงว่าพี่ชิเราจะเห็น UFO เข้าหรือไร
"ดูนี่" เขาเอ่ยขึ้นมา ว่าแล้วพี่ชิเราก็อ้าปากกว้าง ๆ พ่นลมออกจากปากมา "ฮ่าาาา" แล้วปฏิบัติยุทธการ
"ดัชนีทะลวงคอหอย" ด้วยการเอานิ้วชี้นั่นล้วงเข้าไปในปากวนนิ้วไปมาในลำคอของตน 3-4 ตลบ
ผู้คนรอบข้างต่างตะลึงงัน...

มันได้ผลทันตา เศษซากของเหลวอินทรีย์ย่อยสลายสีเขียวอื๋อของน้ำย่อยที่ผสมกับอาหารประกอบด้วย สีแดงของถั่วบดและเศษไส้กรอก เม็ดข้าวผัดสีเหลือง ๆ ที่ยังย่อยไม่หมด ผสมกับโค้ก โซดา และเหล้า เป็นสีสันสวยงามตาทะลวงออกมาจากหลอดอาหารผ่านลูกกระเดือกผ่านลิ้น ผ่านไรฟันและริมฝีปากออกมากองรวมกันอยู่ในน้ำฝนที่เพิ่งตก เจิ่งอยู่บนถนน 
เขาทำเช่นนั้นอยู่ 2-3 รอบ โดยไม่อายผู้คนที่เดินไปมา เมื่อเขาคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นมารกระเพาะ ได้ถูกขับถ่ายออกมาหมดแล้วเขาก็จดจ้องที่นิ้วชี้นิ้วนั้นของตัวเอง พร้อมกับตั้งคำถามในใจว่า
"แล้วนิ้วที่เปื้อนอ้วกนี้ล่ะ กูจะเอายังไงกับมันดี"
ว่าแล้วพี่ชิของเราก็สร้างเซอร์ไพรส์ให้กับพวกเราอีกคราด้วยสมองอันชาญฉลาดของเขา 
... 
พี่ชิเอานิ้วชี้นั่นจุ่มลงไปกับน้ำฝนที่เจิ่งอยู่บนถนนนั่น (ที่ตนเพิ่งอ้วกใส่ลงไปเมื่อครู่) แล้วคน ๆ ไปมา ตะแคงซ้ายทีขวาทีจนนิ้วของพี่ท่านสะอาดเอี่ยมแล้วก็เอามาป้ายกับกางเกงของตัวเอง เพื่อเช็ดทำความสะอาดแล้วลุกขึ้นมาโบกแท็กซี่กลับบ้านเฉย เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น...
ทิ้งไว้เพียงสายตาที่มองตามพี่ท่านไปด้วยความอึ้งและคำถามมากมายต่อไป จนถึงทุกวันนี้...  

อันดับที่ 4 
ได้แก่: นังแคท  
Mode: เมาหลอน 
สืบเนื่องมาจากมีตติ้งชมบ้านผี ที่ทำให้พวกเราต่างตั้งคำถาม ถามตัวเองว่า "กูมาทำอะไร" ค่ำ ๆ มืด ๆ มาเดินดูฝาผนัง เศษกระเบื้อง เศษขยะและซากหนูเน่า หวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่าเผื่อจะเจอผีโผล่มา
แต่โบราณว่าไว้ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ แต่พวกกูก็ทั้งลบหลู่ ทั้งท้า ว่าออกมาเท้อออออ กูอยากเจอผี แต่ก็เงียบ ไม่มีออกมาให้เห็นซักตัว... 
แต่... ไสยศาสตร์มีจริงครับ คนมีบุญเท่านั้นจึงจะได้เห็น ผู้มีบุญาธิการคนนั้นก็คือเธอผู้นี้  
ไม่ว่าจะไปที่ไหน สถานที่แห่งนั้นจะน่ากลัวเพียงใด ลองเธอได้เหล้าเข้าปากเมื่อใด...
เธอจะเห็น... เห็นมัน... เห็นสิ่งที่ทุกคนหวาดสะพรึง เห็นอยู่คนเดียวไม่เผื่อใครด้วย
"มึงเห็นไหมเงานั่นน่ะ" เธอปิดหน้าก้มลงมือไม้สั่น แล้วชี้ไปบนฝ้าทีบาร์ของอาคารแห่งหนึ่งในซอยย่านรามคำแหง พวกเราต่างวิ่งมาดูและแหงนคอมองตามนิ้วที่เธอชี้ อา... ปรากฏว่า... ทุกคนหน้าตาแตกตื่น นั่น... นั่น... นั่น... สุดยอด เจ้าพระจ๊อด ไม่มีเหี้_อะไรเล้ย สาดดด
ยังครับ ยังไม่หมดแค่นั้น เราไปต่อกันที่ซอยวัชรพล ความเมาเริ่มได้ที่ ทานโทษเถิด ยังไม่ทันลงจากรถ ไอ้แคทก็เห็นอีกแล้ว ผู้ชายยืนอยู่ข้างรถ เธอก้มหน้าสายตาหวาดระแวงไม่แกล้งหลอก ชี้นิ้วไปที่เจ้าสิ่งนั้น... นั่นไง... นั่น... น่ากลัวยิ่ง...
นั่น... โอ้ว! สุดยอด เจ้าพระจ๊อด สาด ไม่มีเหี้_อะไรเลย...

ทุกวันนี้พวกเราประจักษ์แล้วว่า การไปบ้านผีที่มีไอ้แคทไปด้วย ไม่ใช่ผีหรอกหนาที่น่ากลัว แต่มันคือ... ไอ้แคท...  

อันดับที่ 3  
ได้แก่: ไอ้ดิว  
Mode: เมาเผื่อหมา (อีกแล้ว) 
เมาครั้งนี้เป็นวันเดียวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับไอ้ชิ ไอ้ดิวผู้ช้ำรัก หรือช้ำชอก หรือช้ำห่_อะไรของเเม่งก็ไม่อาจทราบได้ พวกสดครับ สดมาก ล่อออนเดอะร็อคเพียว ๆ 
น้ำแข็งไม่ใส่ 1 แก้ว 2 แก้ว 3 แก้ว แล้วก็ต่อไปเรื่อย ๆ เเดกได้หน้าตาเฉย พวกเราต่างก็เหวอกันตามกัน
ถึงคราร้านปิด ไม่รู้จะไปนอนที่ไหน ก็ตกลงกันว่าจะไปนอนห้องเพื่อนคนหนึ่งที่อยู่ใกล้ ๆ แถว ม. หอการค้านั่นแหละ เพื่อนคนนี้ก็อัธยาศัยดีมาก ให้พวกเรานอนกัน โดยที่เธอไม่เคยรู้เลยว่า นรกกำลังไล่ล่าเธอมาในอีกไม่ช้านี้
พอขึ้นห้องได้ ไอ้ดิวก็นอนเผละ หลับเป็นตาย ก็ไม่มีอะไรครับ ระหว่างที่พวกเรากำลังนั่งคุยกันอยู่ จู่ ๆ ก็เกิดเหตุการณ์แห่งความทรงจำ (โดยเฉพาะเจ้าของห้อง) ที่โจษจันกันไปอีกนาน
จู่ ๆ ไอ้ดิวนอนหงายหน้า อ้าปาก ทำตาเหลือกเหมือนเจอผี และแล้ววัตถุของเหลว และของแหลกเหลวที่ยังย่อยไม่หมดก็ปะทุออกมาจากช่องปากห้อย ๆ ของมัน ดั่งเขื่อนป่าสักแตก
"บล้วก ๆ ๆ บล้อก ๆ ๆ" เสียงประมาณนี้แล

อา... มันยังได้สติ รีบยกมือป้องปากไว้ แต่อนิจจาของเหลวจากด้านในก็ยังคงปะทุไหล แทรกออกมาตามง่ามนิ้ว หากท่านยังนึกภาพไม่ออก ก็ให้เช่าหนังเรื่อง ดังเต้พีค หรือวอลคาโน ซึ่งเป็นหนังเกี่ยวกับภูเขาไฟระเบิดและลาวาทะลักมาดูนะครับ นั่นแหละ ภาพนั้นเลยเชียว
สิ่งแหลกเหลวที่ประกอบไปด้วยเหล้าเพียว ๆ ผสมกับเม็ดข้าวผัดกุ้งที่ยังย่อยไม่หมด ไหลย้อยลงหมอนที่มันนอน หยดแหมะลงที่นอนสีขาวสะอาดต่อหน้าต่อตาเพื่อนผู้เป็นเจ้าของห้อง ที่ยืนเอามือกุมหัวทำตาตื่นด้วยอารมณ์ประมาณว่าทีมฟุตบอลทีมโปรดถูกยิงประตูและแพ้ในต่อเวลานาทีสุดท้าย

ข้าพเจ้าแลจะได้สติก่อนใคร
"เฮ้ย! ไอ้ชัย มึงจัดการ" ข้าพเจ้าบอกไอ้ชัยไปเช่นนั้น ไอ้ชัยร้อง "ฮึ้ย!"
"ต้องเป็นผมเหรอพี่" ไอ้ชัยตีหน้าเบ้
"เออ! มึงน่ะแหละ"
แต่ก่อนที่ไอ้ชัยจะจัดการกับสิ่งใด ซากศพที่ตายแล้วของเหี้_ดิวก็เด้งผ่างลุกขึ้นยืน แล้วเดินตุปัดตุเป๋เข้าห้องน้ำแล้วล้มลงเผละที่ขอบโถชักโครกแล้วหลับไปอีกครา...
ยังไม่จบแค่นั้น ระหว่างที่พวกเรากำลังเก็บทำความสะอาดเศษอาเจียนของมัน ด้วยจิตใจขนพองสยองเกล้า มันก็เสือก... เสือกลุกขึ้นยืนอีกครั้งในสภาพที่ยิ่งกว่าผีตายซากในภาพยนตร์เรื่องใดที่เคยชมมา
เศษซากอาเจียนเปื้อนหน้า แข้งขาเปียกซก กลิ่นเหล้าเคล้าอ้วกคลุ้งไปทั่ว แล้วมันก็ใช้ปากห้อยของมันเปล่งเสียงแหบ ๆ ออกมาว่า...
"ผม... อยู่ต่อไม่ได้แล้ว" มันกลืนน้ำลายเข้าคอ (แต่คงมีแต่อ้วกนั่นแล ที่มันกลืนเข้าไป) แล้วเว้นจังหวะนิดหนึ่งก่อนเอ่ยต่อ
"ถ้าผมอยู่ต่อ... เอิ๊ก!"
"ผมเป็นหมาแน่ ๆ "
ข้าพเจ้าส่ายหน้าแล้วบอกมันว่า "มึงไม่ต้องไปไหนแล้ววว ไอ้ห่_เอ้ย... มึงนอนไปเห้อ...

ที่เป็นอยู่ตอนเนี้ย มึงน่ะ... เป็นหมาไปตั้งนานแล้ว ไอ้สาด"  

อันดับที่ 2 
ได้แก่: ไอ้เอก  
Mode: เมาร้องไห้
งานเดียวกะไอ้ชิ ที่ร้านแถว ม. หอการค้าอีกนั่นแล งานนี้ทำให้เราเห็นธาตุแท้ของใครได้หลายคนเลยแฮะ
มาจะกล่าวบทไปถึงไอ้เอก ลูกครึ่งญี่ปุ่น-ไทย หรือฉายา "ไอ้ผีญี่ปุ่น" ฉายานี้มีที่มาครับ มีที่มาก็จากงานนี้นั่นเอง
วันนั้นมันเป็นอะไรของมันไม่มีใครทราบได้ กินเหล้าไปก็พร่ำไปไม่หยุด พร่ำแบบเริงร่า เหมือนเเดกเหล้าผสมยาบ้าก็ไม่รู้ มันยิ้มแย้มและคึกผิดปกติจนน่าสงสัย แต่แล้วมันก็ได้ทำสิ่งที่ขัดแย้งกับท่าทีแรกเริ่มของมันนั่นก็คือ
"เพี้ย!" เพื่อน ๆ หันไปมองเสียงที่เกิดขึ้น...
ไอ้เอก มันตบหน้าตัวเอง ตบในที่นี้ไม่ใช่ว่าแบบเบาะ ๆ แต่มันตบชนิดที่ว่าทุ่มสุดแรงจนหน้าที่แดงด้วยฤทธิ์เหล้าอยู่แล้วกลับแดงเข้าไปอีก
"เพี้ย ๆ ๆ ๆ !" มันสลับมือซ้ายมาตบแก้มขวา สลับมือขวามาตบแก้มซ้าย สลับมือซ้ายมาตบแก้มซ้าย สลับมือขวามาตบแก้มขวา
เอ้า...ตบแผละ ๆ ๆ ด๊ะ... ด๊ะ... ดา... ดา... ดา... มันตบไป หัวเราะไปดั่งคนบ้า ปนเสียงหัวเราะร่า
เท่านั้นยังไม่พอ...
"อะนิ...กุชิวะ... ตาเซะ... อีก๊ะ... อีกิ๊... อีเต๊ะ... อีเงะ...อีสาด... ฯลฯ" ห่_เหวอะไรของมัน
เป็นภาษาญี่ปุ่นฟังไม่ได้ศัพท์ จนเพื่อน ๆ ทนไม่ไหว ต่างต้องดึงมือมันเพื่อห้ามไม่ให้มันตบหน้าตัวเองกันพัลวัน
ทีนี้มันเริ่มร้องไห้ซบไหล่คนนู้นทีคนนี้ทีแล้วก็สงบ...
มันนิ่งได้สักครู่อยู่ดี ๆ มันก็ขึ้นไปเฟี้ยวบนเวที เต้นส่ายไปมา ไปแถกับคนเล่นกีตาร์จนเพื่อน ๆ ต้องดึงลงมาแล้วร้องถามมันว่า "มึงเป็นเหี้_อะไรเนี่ย" แต่คำตอบที่ได้มากลับกลายเป็น
"อะนิ...กุชิวะ... ตาเซะ... อีก๊ะ... อีกิ๊... อีเต๊ะ... อีเงะ...อีสาด... ฯลฯ" เหมือนเดิม...
ยังครับ ยังไม่จบ หลังจากเลิกงานวันเกิด ณ ห้องของเพื่อนผู้ใจดี ที่ไอ้ดิวไปอ้วกใส่หมอนและที่นอนน่ะแหละ
ไอ้เอกกลับยังไม่หลับไม่นอน แต่ไปพร่ำร้องห่มร้องไห้อยู่หน้าระเบียงเป็นภาษาญี่ปุ่น
"อะนิ...กุชิวะ... ตาเซะ... อีก๊ะ... อีกิ๊... อีเต๊ะ... อีเงะ...อีสาด... ฯลฯ" อีกตามเคย
สักพักมันก็เดินเข้ามาในห้อง พร่ำไปสะอึกไปน้ำหูน้ำลายไหลย้อยน่าเห็นใจ -_-"
"ลุง... ช่วยผมด้วย" มันพร่ำ
"ผมพูดภาษาไทยไม่ได้" นั่นเป็นคำพูดไทยประโยคแรกที่ข้าพเจ้าได้ยิน ข้าพเจ้าเลยบอกมันว่า
"เหี้_... แล้วที่มึงถามกูอยู่เนี่ย ไม่ใช่ภาษาไทยเร้อ" 

อันดับที่ 1 
ได้แก่: นายโย (ผู้เขียน) 
Mode: เมารัก 
เมื่อใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์ ที่ใดมีทุกข์ที่นั่นมีเมา... ถือเป็นสัจธรรมเฉพาะกลุ่ม ของกลุ่มพวกขี้เหล้าที่เอะอะอะไรก็เมาเเม่งหมด
นายโย (หรือลุงโยที่เพื่อน ๆ รู้จัก) ก็เป็นหนึ่งในบุคคลที่ตกอยู่ในวังวนแห่งความรักและสุรา เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ห้องของเขากับผู้ร่วมเหตุการณ์อีก 2 คน วันนั้นนายโยของเราถูกปฏิเสธรักจากหญิงนางหนึ่ง จึงซัดเหล้าเสียเมามาย นั่งขัดสมาธิอยู่บนที่นอนในห้องที่รกรุงรัง
เพื่อน ๆ 2 คนก็นั่งดูเหตุการณ์อยู่ข้างๆ ในระยะประชิด เกรงว่าจะเกิดอะไรที่ไม่ดีขึ้น เพราะคนอกหักแล้วเมานี่อันตรายใช่หยอก
"อึก ๆ ๆ ๆ" นายโยของเรายกก้นเหล้าขึ้น จ่อปากขวดลงกับปากของตน แล้วซดทีเดียว 4 อึกรวดเพียว ๆ ก่อนจะยกมือปาดน้ำลายน้ำเหล้าที่มุมปากทำตาขวางส่ายมองเพื่อน ๆ เหมือนเหี้_จ้องไก่
จนเพื่อนทั้งสองต้องสะกิดส่งซิกกันว่าจงอย่าคลาดสายตา ไม่งั้น...
และแล้ว เขาก็ลุกขึ้นยืน พร้อมกับประกาศก้อง...
"กูจะลงไปโทรหา...(สงวนชื่อ) คุยให้รู้เรื่อง" ว่าแล้วก็เอามือล้วงกระเป๋าเพื่อควานหาเหรียญ (สมัยนั้นไม่มีมือถือหรอก เงินจะเเดกห่_ยังไม่มี)
"เงินกูไปไหนวะ" อนิจจา สิ่งที่เขาล้วงลงไป นั่นไม่ใช่กระเป๋ากางเกง แต่เป็นขอบกางเกง
"พี่โยจะควานหากระโปกเร้อ" หนึ่งในเพื่อนที่นั่งเฝ้าเหตุการณ์ร้องทักว่าแล้วนายโยของเราก็ตุปัดตุเป๋เดินไปเปิดประตูห้อง
"งั้นกูไปหาที่บ้านเลยละกัน" ชิบหายละ ขนาดล้วงกระเป๋ายังล้วงผิดล้วงถูก แล้วจะเอาปัญญาที่ไหนไปหาหญิงเจ้าละนั่น ทั้ง 2 จึงลุกเดินตามมา ก็เห็นเจ้าของเรื่องนอนล้มลงตรงหน้าลิฟท์  โดยที่ครึ่งตัวบนเลยเข้าไปในลิฟท์ นอนหายใจระรวย
ประตูลิฟท์ปิดมาชนกับสะโพกของเขาแล้วเปิดอ้าออกครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อนทั้งสองต้องหิ้วปีกพยุงออกมาด้วยความระอา มีชาวบ้านชาวช่องเห็นสภาพอยู่ 3-4 คน
เมื่อเปิดประตูเข้ามาก็โยนนายโยตัวปลิวเข้ามาฟุบที่ฟูกของตน แต่เขาก็หาได้หยุดนิ่งไม่ กลับพยายามตะเกียกตะกายคลานแบบผีญี่ปุ่นดูน่ากลัวจะออกไปหาหญิงสาวเจ้าให้ได้ แต่ก็ต้องสิ้นฤทธิ์อยู่ตรงปากประตูห้องทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้เปิดแล
นายโยแน่นิ่งไปได้สักครู่ก็ลุกขึ้นมานั่งทำตาเหม่อลอย มือซ้ายลูบคลำรองเท้าหนังสีน้ำตาลข้างหนึ่งที่อีกข้างของมันและคู่อื่นกระจัดกระจายตกจากชั้นวาง
"ผู้หญิง... เเม่งก็เปรียบเหมือนส้นตีนแหละ" เขากล่าวตาขวางพลางแสยะยิ้ม...
ในบัดดล นายโยก็ทำในสิ่งที่เพื่อน ๆ ไม่คาดคิด จนทั้งสองต้องอ้าปากค้าง
"ผัว ๆ ๆ ๆ!" มันเป็นเสียงหนัก ๆ ของวัตถุสองสิ่งกระทบกัน

"ที่เหยียบย่ำอยู่บนหัวกูนี่ไง" ใช่แล้ว... นายโยของเรานำรองเท้าข้างนั้น 
กระหน่ำฟาดเข้ากับหัวด้านขวาของตัวเองเป็นสิบ ๆ ทีอย่างเมามัน 
"ผั่ว... ผั่ว... ผั่ว"
เขาฟาดเน้น ๆ จนฝุ่นที่จับอยู่กับรองเท้ากระจายเต็มผม 
เท่านั้นยังไม่พอ เขายังเอาหัวด้านซ้ายของตัวเองกระแทกเข้ากับผนังห้องอีกด้วย ในจังหวะ
"ผั่ว... โจ๊ะ... ผั่ว ๆ ... โจ๊ะ"
เพื่อนทั้ง 2 ได้สติ จึงเข้าขวางสถานการณ์ก่อนที่เจ้าของเรื่องจะหัวแตกตายเสียก่อน... 
นี่ละหนา พิษรัก ทำให้คนเละได้ถึงขนาดนี้เลยเชียว... 
ด้วยความสุดยอดและหักมุมตอนจบ จึงขอจัดเหตุการณ์นี้ให้เป็นอันดับ 1 แล 
... 
ครับ จบแล้วละ... สะท้อนใจกันสักนิดนะครับ นี่ก็สงกรานต์แล้ว ระมัดระวังการดื่มกันด้วยนะครับ
SHARE
Writer
Octory
เพ้อเจ้อ(ร์)
สมจ๊อดเอง

Comments

Patpitcha_Eua
4 years ago
ระมัดระวังการดื่ม แล้วต้องระมัดระวังเรื่องขับรถด้วยนะคะ ☺
Reply
Octory
4 years ago
ช่ายแล้วละ ขอบคุณครับผม
Plyfoon
4 years ago
มีเพื่อนคนหนึ่ง ชอบเมาแล้วดราม่าจะเลิกกับแฟนทุกคนต้องระแวงทุกครั้งที่ไปกินเหล้าว่ามันจะดราม่าขึ้นมาตอนไหน ล่าสุดเมื่อคืนมันดราม่าเลิกกับแฟนให้เพื่อนนั่งตบยุงอยู่หน้าร้านเหล้าเป็นเพื่อนจนเช้า ปรากฏว่า พอมันตื่นขึ้นมาอีกที กลับจำอะไรไม่ได้เลย 555
Reply
Octory
4 years ago
เมาแล้วบอกเลิก น่ากลัวที่สุดดดดด เป็นผมนี่... จัดให้อยู่อันดับ 1 เลยครับ 555