ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย
เรานั้นล้วนแล้วแต่ถูกสั่งสอนถึงคุณค่า และหน้าที่ในอันที่จะยึดถือสัจจะ และกล่าวแต่ถ้อยคำอันเป็นสัตย์มาตั้งแต่เด็ก ๆ การพูดความจริงเป็นสิ่งที่ดี การพูดความจริงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

“ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย”
 
เราได้ยินคำนี้มาอย่างน้อยก็ครั้งหนึ่งในชีวิต แต่เมื่อเราเติบโตขึ้น เผชิญความจริงอันแสนซับซ้อนของโลกภายนอกที่อุดมคติ และจริยธรรมถูกทำให้บิดเบี้ยวเลือนลาง ความจริงก็ดูเหมือนยาขมที่แสลงใจนัก

“ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แต่คนที่พูดความจริงอาจตายได้”
 
ใครสักคนได้เพิ่มเติมถ้อยคำอันแสนเสียดแทงนี้เข้ามา ซึ่งหลายครั้ง หลายคนอาจปฏิเสธไม่ได้ แล้วความจริงมีประโยชน์อันใดเล่า หากการกล่าวคำสัตย์นั้นนำพาหายนะมาให้

หากเราได้เข้าใจกระบวนการ และวิถีแห่งธรรมชาติแล้ว เราจะได้รับรู้ถึงอำนาจแห่งความจริง อำนาจแห่งความสัตย์ที่ทรงพลัง และเป็นอมตะ พลังอันยิ่งใหญ่ ทว่านุ่มนวลดุจสายน้ำ

มนุษย์สามารถสร้างความจริงขึ้นบนโลกได้ ๓ วิธี คือการคิด การพูด และการทำ โดยการคิดนั้นมีพลังแห่งความจริงต่ำที่สุด การพูดสูงขึ้นมาหน่อย และการกระทำนั้นสูงที่สุด และธรรมชาติ จักรวาลก็เปรียบเสมือนผืนผ้าที่เราจะแต่งเต้มความจริงลงไปผ่านการคิด การพูด และการทำนั่นเอง

ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาแล้วล้วนแต่เป็นความจริงที่ธรรมชาติได้รับรู้แล้ว กล่าวคืออดีตเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะเกิดขึ้นไปแล้ว ธรรมชาติได้ตระหนัก และเป็นพยานต่อเหตุการนั้น ๆ การกล่าวถึงอดีต หรือสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ หรือสิ่งที่คิดไปแล้ว พูดไปแล้ว หรือทำไปแล้วของมนุษย์ ธรรมชาติเป็นพยานรู้เห็นทั้งสิ้น

เมื่อเราพูดความจริงเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว ธรรมชาติก็ยืนยันคำสัตย์นั้นของเรา คำสัตย์นั้นจึงถูกต้องชอบธรรม และทรงพลัง แต่เมื่อใดที่เรากล่าวคำเท็จ คือการพูดโกหก เท่ากับว่าเรากำลังบิดเบือนสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว เรากำลังบิดเบือนความจริง เรากำลังขัดแย้งกับอดีต ขัดแย้งกับธรรมชาติ ทำให้เกิดความตึงเครียดขึ้นระหว่างเรา กับธรรมชาติ

เช่นที่เอ่ยไปแล้วตอนต้นว่าคำพูดทรงพลังกว่าความคิด เพราะคำพูดถูกเปล่งออกมาจากตัวเราสู่โลกภายนอก คำพูดจึงเปรียบเสมือนสายเชื่อมโยงเรากับธรรมชาติ เมื่อเราพูดเท็จ พลังของคำเท็จจะสะเทือนถึงธรรมชาติ เกิดเป็นความขัดแย้ง เกิดเป็นพลังงานสะสม ซึ่งธรรมชาติจะต้องจัดการให้เข้าที่เข้าทาง ทำให้กลับสู่ความสมดุลทางใดก็ทางหนึ่ง

ฉะนั้นการพูดเท็จจึงเปรียบเสมือนการดึงหนังยางสักเส้น ยิ่งโกหกคำโต แรงตึงของหนังยางก็สูงขึ้น เมื่อแรงดึงนั้นสูงมาก สักวันมันก็จะดีดกลับมา ธรรมชาติจะหวนคือความบิดเบือนนั้นสู่ผู้พูดวันใดก็วันหนึ่ง

เราจึงต้องระมัดระวังคำพูดของเราให้ดี เพราะแม้จะเป็นการโกหกเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็สร้างความขัดแย้งให้แก่ธรรมชาติ ถึงแม้เราจะพูดแค่ครั้งเดียวก็ตาม หากมีผู้ฟังซึ่งรับรู้ เราก็จะรับเอาคำเท็จเข้าไปสู่ใจเขา รับเอาความบิดเบือนเข้าไปในใจ

หากเราโกหกใครสักคน หนึ่งคือเราสร้างความขัดแย้งต่อโลกจากคำของเรา สองคือผู้ฟังที่เชื่อคำโกหกของเรา ใจเขาจะเข้าใจว่าคำโกหกของเราคือความจริง ซึ่งขัดแย้งกับโลก ขัดแย้งกับธรรมชาติที่เป็นพยานรับรู้ว่ามันไม่จริง ความคิดของเขาจึงขัดแย้งกับโลกเพราะคำโกหกของเรา สามคือเมื่อเขาที่เชื่อคำโกหกของเราได้กล่าวคำโกหก (ซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นจริง) ไปสู่ผู้อื่น คำพูดของเขาก็จะขัดแย้งกับโลก และผู้ฟังเขานั้นก็จะรับเอาคำโกหกประทับไปในใจอีกทอดหนึ่ง

นี่คือสายโซ่แห่งความขัดแย้ง
สายโซ่แห่งคำโกหก ที่แพร่กระจายคำเท็จของเราเพียงคำเดียว
และเมื่อความตึงเครียดของคำเท็จกับความจริงที่ธรรมชาติเป็นประจักษ์พยานถึงขีดสุด พลังงานสะสมนั้นก็จะดีดกลับมา
เกิดเป็นเหตุการณ์ที่เราเรียกว่า
ความจริงเปิดเผย คำเท็จถูกเปิดโปง
 
แต่กระบวนการดังกล่าวอาจต้องใช้เวลา และหลายต่อหลายครั้ง การเปิดเผยตนของคำสัตย์ก็ช้านานเกินกว่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะรอได้ บางครั้งที่ใครสักคนตายไปเพราะคำสัตย์ แท้จริงแล้วมิใช่ว่าโลกลำเอียง หรือละเลยเขา แต่ขอให้จงเข้าใจเถิดว่าตัวเขานั้นเองคือหนทาง และพาหนะที่ความจริงอาศัยเพื่อให้ไปถึงจุดแห่งการเปิดเผยตัวตน

ผู้ที่ตายด้วยคำสัตย์จึงควรค่าแก่การยกย่อง เพราะเขาคือทางผ่านแห่งความสูงส่ง คือพาหนะแห่งสัจจะ คือผู้ที่ไม่เห็นแก่ตัว และตระหนักถึงสิ่งที่สูงส่งกว่าตนเอง เพราะเขาเลือกที่จะดำรงคุณค่า และความจริงของธรรมชาติไว้ มากกว่าจะรักษาชีวิตตัวเองเพียงเพื่อให้ความจริงถูกบิดเบือน และเก็บงำต่อไป

ความจริงจึงเป็นสิ่งไม่ตาย
ผู้ใดเอ่ยว่า ผู้พูดความจริงอาจตายได้ ผู้นั้นมองไม่เห็นถึงสิ่งที่สูงส่งกว่าตนเอง 
SHARE

Comments