แข็งแรงแล้วก็บินไปเถอะ
ตัวหนังสือยังพออ่านได้จางๆ

"เราจะช่วยกันรักษามัน"
     พ่อบอกผมหลังจากเจอลูกนกตัวจ้อยอยู่ใต้ต้นไม้หลังบ้าน
เรานำมันกลับมาเช็ดถูเนื้อตัว ทายาที่ปีกอ่อนๆ ของมัน เราไม่ได้เปิดตำรา ไม่ได้มีความรู้เรื่องการรักษาหรือเรื่องสัตว์ปีกอะไร 
เราแค่ทำไปตามสัญชาตญาณ

ผมเปิดสมุดบันทึกส่วนตัวขึ้นอ่านหลังจากกลับถึงห้องพัก ชีวิตคนเมืองบางทีก็เหนื่อย หลายๆ ครั้งก็เหงา ผมไล่ทบทวนดูชีวิตตัวเองผ่านสมุดส่วนตัวเผื่อจะได้ไม่หลงลืมไปว่าผมมาอยู่ตรงนี้เพื่ออะไร
   
       หลายอาทิตย์ต่อมาผมถามกับพ่อในวันหนึ่ง
"ถ้ามันหายแล้ว เราเลี้ยงมันไว้ได้ไหมครับ" ผมจำประโยคที่ตอบกลับของพ่อได้ขึ้นใจ
"รู้ไหมทำไมนกมีปีก เพื่อบินไงลูก ก็เหมือนคนเรานี่แหละ
มีชีวิตจิตใจไม่ชอบถูกครอบครอง มันจึงมีอิสระที่จะบินไปทุกที่ที่มันปารถนา" ผมยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจในวันนั้น ได้แต่นึกเสียดายที่จะไม่ได้เล่นกับมันอีก  "แปลว่าเราเลี้ยงมันไว้ไม่ได้
ใช่ไหมครับ"  
"ไม่ลูก เราจะไม่เลี้ยงมัน" พ่อสรุป
     ปิดเทอมนั้นเราขลุกกันอยู่หลังบ้านเพื่อช่วยกันรักษามันป้อนข้าวป้อนน้ำ ผมอยากช่วยดูแลนกน้อยตัวนี้จนถึงที่สุด ถ้าเราจำเป็นต้องปล่อยมันไปมันคงจะแข็งแรงพอเพื่อบินไปตามฝัน
ของมัน ขณะที่ผมกับพ่อตื่นเต้นกับการดูแลนกตัวนี้แม่ก็กำลัง
ตื่นเต้นกับการจะไปเป็นสาวโรงงานในกรุงเทพฯ ผมรู้เรื่องเพราะการโต้เถียงเสียงลั่นบ้านในคืนหนึ่ง ใจความของการโต้เถียงกันคือแม่อยากไปทำงานในเมืองหลวง เจ้าของโรงงานที่กรุงเทพฯให้ค่าแรงเยอะกว่าโรงงานแถวบ้านเรา แม่บอกว่าผมจะได้มีโอกาสเรียนต่อสูงๆ ไม่ต้องหยุดเรียนมาทำไร่กับพ่อ มันจะเป็นโอกาสของลูก ซึ่งพ่อไม่เห็นด้วย เพราะไร่การทำไรของเราก็มีรายได้พอจะส่งผมเรียนต่อได้เหมือนกัน พ่อบอกว่าแม่แค่เบื่อที่ต้องตากแดดกับงานหนักและไม่ได้ใส่เสื้อผ้าสวยๆ เหมือนคนในกรุงเทพฯ อีกเหตุผลสำคัญที่พ่อยันหัวชนฝาไม่ยอมคือสาวน้อยสาวใหญ่ละแวกบ้านเราไม่เคยกลับมาเหยียบบ้านเกิดตัวเองอีกเลย บ้างยังดีเอาลูกเอาผัวไปสร้างอนาคตกันด้วย แต่ส่วนใหญ่แล้ว
จะทิ้งลูกผัวไว้ แรกๆ ส่งเงินกลับบ้านไม่นานก็หายจ้อยไปกับหนุ่มในเมืองหลวง และพ่อจะไม่ยอมให้เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นกับบ้านของเรากับครอบครัวขอพ่อ พ่อบอกว่าพ่อจะรับจ้างเพิ่มก็ได้ถ้าแม่ต้องการ บทสนทนานั้นจบลงด้วยข้อสรุปว่าพ่อไม่ให้แม่ไป และพ่อจะรับจ้างเพิ่ม
     ผมแอบคิดในใจว่าถ้าแม่ได้ไปกรุงเทพฯแล้วส่งเงินกลับมาได้เยอะอย่างที่ว่าผมจะได้มีโอกาสเรียนสูงๆ ได้เรียนได้ทำอะไรที่ผมฝันได้ แต่ถ้าแม่ไปแล้วไม่กลับมาเหมือนอย่างที่พ่อว่าละ แม่จะทิ้งผมไปได้จริงๆ หรอ
     หลังจากเหตุการณ์นั้นไม่กี่สัปดาห์ในเช้าวันนึงผมจดบันทึกถึงเช้านั้นลงสมุดส่วนตัว ผมพบว่าเจ้านกตัวน้อยที่เคยบาดเจ็บ
มามันได้หายไปจากกรงซะแล้ว เป็นเช้าเดียวกับที่รองเท้าของแม่หายไปด้วย ผมคิดว่าอาจมีหมามาคาบไป แต่ไม่ใช่ ไม่ใช่แค่รองเท้าของแม่ที่หายไป เจ้าของรองเท้าก็ไม่อยู่เหมือนกัน 
นกตัวนั้นมันคงแข็งแรงดีพร้อมขยับปีกหรือไม่มันก็ค้นพบว่าปีกที่มันมีถูกสร้างไว้ใช้เพื่อค้นหาอิสระภาพและแม่เองก็คงเจอปีก
ของแม่เหมือนกัน

สมุดบันทึกหน้านั้นมีร่องรอยที่เคยเปียกมาก่อน
มันเป็นคราบน้ำตาของผมเอง

    
      ทุกเย็นหลังเลิกเรียนผมจะรีบวิ่งกลับบ้าน มานั่งหน้าบ้านจนค่ำถึงจะยอมไปกินข้าว แล้วนั่งต่อหลังจากกินข้าวเสร็จถึงดึกดื่น
เป็นกิจวัตรประจำวันที่ทำมาถึงวันนี้ก็เกือบๆ สามปี แต่ไม่มีวี่แวว แม่ไม่เคยกลับมา ไม่มีแม้จดหมาย ผมคิดว่าพ่อเองก็คอยแต่พ่อไม่เคยร้องไห้อย่างผมให้เห็น จนในที่สุดพ่อคงทนดูลูกชายตัวเองผิดหวังทุกๆ คืนไม่ได้ พ่อถามผมในคืนหนึ่งระหว่างกินข้าวว่า
"รู้ไหมทำไมนกมีปีก" ผมพยักหน้าช้าๆ ก่อนตอบ
"เพื่อบิน.."







SHARE
Written in this book
ทดลองเรื่องสั้นๆ
เรื่องสั้นๆ ทดลองเขียน ของนัก(อยาก)เขียน
Writer
itisfelt
ไรท์เทอร์
someone who wanna be writer just starting and follow my mind

Comments