ชีวิตจริงของบรรณาธิการฝึกหัด บทที่ 5
เรื่องเล่าจากคนทำหนังสือมือใหม่


ผมชอบฟังคำติมากกว่าคำชม
เพียงแต่ผมอยากฟังคำติที่ทำให้ผมพัฒนาได้
มากกว่าคำติที่มุ่งแต่จะทำลาย

ตั้งแต่ทำงานหนังสือมาประมาณ 5 ปี
3 ปีแรกทำแบบไม่เต็มตัว 2 ปีหลังคือลงมาทำเป็นหลัก
ผมมีโอกาสได้ทำในส่วนของการแปล และการเป็นบรรณาธิการ
ผมได้รับทั้งคำชม และคำติมาอยู่จำนวนหนึ่ง

คำชมและคำติหลาย ๆ อัน คือสิ่งที่ยังทำให้ผมสู้อยู่ถึงทุกวันนี้
แต่คำติบางอัน มันทำให้ผมไม่สบายใจจนนอนไม่หลับ

เร็ว ๆ นี้ผมได้รับคำติที่พูดถึงการแปลที่ผิดพลาด 
จากคนที่ฟังมาจาก..อีกคน..อีกที
มันเป็นประเด็นที่ผมยังเอาออกจากหัวไม่ได้ แต่ก็พยายามจะนำไปปรับปรุงตัวเองต่อไปในอนาคต
 
คำตินั้นพูดถึงการแปลที่ผิดพลาดของผมจุดหนึ่ง ซึ่งผมก็อยากรู้ว่ามันผิดพลาดตรงไหน ผมอยากรู้ว่าควรแก้ไขเป็นอย่างไร และมุมมองของนักอ่านท่านนั้นเขาคิดว่ามันควรจะถอดความเป็นอย่างไร ว่ากันง่าย ๆ คืออยากสนทนา 

ผลคือมันเป็นเรื่องที่ฟังต่อ ๆ กันมา เลยไม่รู้ว่ามันควรแก้ไขอย่างไร

แต่มันก็ทำให้ผมกลับมาคิดจนปล่อยวางได้ลำบาก เพราะจริง ๆ แล้วกรณีแบบนี้มันไม่ใช่แค่การเกิดขึ้นครั้งแรก แต่มันเคยเกิดมาแล้วผ่านช่องทางอื่น ๆ อย่าง Social Network ของ สนพ. ของผม ยิ่งไปกว่านั้น มันไม่ได้เกิดขึ้นกับผมเพียง สนพ. เดียว แต่มันเกิดกับ สนพ. แทบจะทุกแห่ง

.................................................................................................

มุมมองของนักอ่านพันธุ์ใหม่

ในฐานะที่เคยเป็นนักอ่านมาเหมือนกัน และวันนี้ก็ยังเป็นนักอ่านอยู่ หลาย ๆ ครั้งผมก็เจอข้อผิดพลาดที่ขัดใจจนต้องไปค้นหาข้อมูลจากพจนานุกรม และอินเทอร์เน็ตอยู่บ่อยครั้ง

แต่ทุก ๆ ครั้งผมจะไม่ได้ตีฆ้องร้องป่าวอะไรมากมายนัก.. หรือมันอาจจะเป็นเพราะยุคที่ผมเริ่มเป็นนักอ่านมันไม่มีเครื่องมือส่งเสียงที่ทำหน้าที่ได้อย่าง Social Network อย่างทุกวันนี้

เริ่มต้นที่มุมของนักแปลก่อน ผมมองว่านักแปลแต่ละท่านมีสไตล์ มีเสน่ห์ของภาษาที่แตกต่างกันไป และมีจังหวะที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ดังนั้นไม่มีเกณฑ์อะไรว่าใครดีกว่า แต่ผมคิดว่าการแปลที่ดีนั้น มันคือการแปลแบบที่เราชอบเสียมากกว่า ดังนั้นอะไรที่เราชอบ คนอื่นก็อาจจะไม่ชอบก็ได้

แต่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับความถูกผิดของภาษา เพราะหน้าที่ของนักแปลต้องอ่านให้แตก เคี้ยวแล้วคายออกมาเป็นประโยคที่ตรงตามความตั้งใจของผู้เขียน

สรรพนามที่ควรจะเป็น "กู" มันก็ต้องเป็น "กู" จะดัดจริตเป็น "ผม" ก็ไม่ใช่ไม่ควร
สรรพนามคนละระดับอย่าง "ผม" ที่นำมาใช้กับ "แก" หรือ "มึง" อะไรแบบนี้ก็ไม่ใช่เหมือนกัน
หรือแม้กระทั่งการนำคำศัพท์ผิดสมัยมาใช้ผมก็ว่ามันไม่ถูก อย่างนิยายวิทยาศาสตร์ทันสมัยในยุคอนาคต จะมาใช้ภาษาโบราณแบบละครจักร ๆ วงศ์ ๆ ก็คงประหลาด
และตัวสะกดภาษาไทยที่ถอดออกมา ก็ควรจะถูกต้องตามพจนานุกรมภาษาไทยอย่างมากที่สุด
ฯลฯ

เรื่องความถูกต้องเหล่านี้ ควรจะเป็นเรื่องหลักของการแปล

มาถึงเรื่องของนักอ่าน ผมเชื่อว่ามีนักอ่านระดับกูรูเกิดขึ้นมากในยุค Social Media แบบทุกวันนี้ และกูรูเหล่านี้ก็ล้วนต้องการมีตัวตนบนโลกอินเทอร์เน็ต

ดังนั้นจากอ่านเพื่ออรรถรสล้วน ๆ จึงอาจจะมีเรื่องของการอ่านเพื่อจับผิดปนอยู่บ้าง แม้จะไม่ได้ตั้งใจจับผิดแต่แรก แต่ด้วยความที่โลก Social หล่อหลอมให้คนเราอยากส่งเสียงอยู่ตลอดเวลา พอเจอเรื่องที่ผิดใจ ความเป็นผู้พิพากษาแห่งโลกซึ่งเปี่ยมไปด้วยความยุติธรรมของเราจึงอยากบอกเรื่องที่ถูกให้กับทุกคน (และอยากให้ทุกคนชื่นชมที่เราหาประเด็นนั้นเจอ)

จึงเป็นที่มาของบทวิจารณ์อันชาญฉลาดมากมาย ซึ่งหลาย ๆ อันก็ชาญฉลาดจริง ๆ แต่หลาย ๆ อันก็เป็นความพยายามที่จะชาญฉลาดอย่างสุดตัว

.................................................................................................

จุดผิดพลาดที่อาจจะเกิดจากความไม่ตั้งใจ..เก็บไว้พัฒนา

ดูแล้วมันเป็นการแก้ตัว ซึ่งมันก็เป็นการแก้ตัวจริง ๆ น่ะแหละ แต่มันควรเป็นสิ่งที่จะต่อยอดไปเพื่อการพัฒนาสำหรับนักแปล และบรรณาธิการทุกคน

เพราะจริง ๆ แล้ว คนทำหนังสือควรทำให้มีความผิดพลาดให้น้อยที่สุดอยู่ดี

ผมพูดในมุมที่ว่าคนทำหนังสือควรจะพัฒนาตัวเองเสมอ และเปิดใจให้กว้างเพื่อการแก้ไข

ผมยกตัวอย่างของตัวเอง ในกองผมมีคนทำงานอ่านหนังสืออยู่ 2 คน ผมคือหนึ่งในนั้น เราอ่านด้วยตา 2 คู่ ทำแล้วทำอีกรวมสิบรอบ ก็ยังดันผิดพลาดอะไรอยู่อีกหลาย ๆ จุด นี่ยังไม่นับสายตาของนักแปลที่เขาก็ผ่านตามาแล้วหลายครั้งเหมือนกัน แต่คนอ่านหนังสือของเรามีเป็นพัน สายตาเป็นพันคู่ย่อมละเอียดกว่าเราแน่นอน เขาจึงเจอข้อผิดพลาดและข้อไม่ถูกใจ

นี่คือจุดที่เราต้องพัฒนาในฐานะคนทำหนังสือ

แต่อาจจะต้องรบกวนผู้อ่านขอคำติเบา ๆ สุภาพ ๆ หน่อยก็ดี

ผมเชื่อว่าคำติเพื่อก่อนั้นมันดีอยู่แล้ว

ผมเคยถูกติตัวสะกดในหนังสือเล่มแรก พอเล่มที่สองผมก็ได้นำจุดนั้นมาแก้ไข ดังนั้นผมเลยชอบคำติ

น่าเสียดายที่คำติโดยมากมันจะเป็นการโจมตีที่เผ็ดร้อน และหลาย ๆ ครั้งก็นำไปพัฒนาต่อได้ลำบาก เพราะคนติเขาแค่โผล่มาติ แต่เขาไม่อยู่คุยกับเราเพื่อให้โอกาสเราแก้ไขไปด้วยกัน

ในมุมมองของคนที่พึ่งผันตัวเองมาทำหนังสือแบบผม ผมเลยเชื่อว่า
คนอ่านติได้ และควรติ แต่ติอย่างสร้างสรรค์
และคนทำหนังสือควรเปิดใจกว้างรับฟังคำติ เพื่อพัฒนาตัวเอง

ผมเชื่อว่ามันอาจจะทำได้ไม่ง่าย แต่ต้องทำเพื่อพัฒนาวงการหนังสือให้แข็งแรงขึ้น
SHARE
Written in this book
MAXincube
ชีวิตบรรณาธิการ และ สำนักพิมพ์ MAXincube
Writer
bangkokian
part time teenager
The greatness of art is not to find what is common but what is unique.

Comments