เมื่อโชคชะตานำพาให้ต้องบอกลากันอย่างไม่เต็มใจ
วันที่ 26 มิถุนายน ปี 2003 นักเตะทีมชาติแคเมอรูนกำลังกระโดดโลดเต้นดีใจอยู่ในห้องพักนักกีฬาหลังจากสามารถบดเอาชนะทีมชาติโคลัมเบียไปได้ 1-0 ในรอบรองชนะเลิศของศึกฟีฟ่าคอนเฟเดอเรชันคัพซึ่งจัดขึ้นในประเทศฝรั่งเศส ทำให้ทีมชาติแคเมอรูนได้เข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศของรายการนี้ได้เป็นครั้งแรก

ระหว่างที่ทุกคนกำลังดีใจอยู่นั้นเองริโกแบร์ ซง กัปตันทีมแคเมอรูนก็เดินเข้ามาในห้องด้วยน้ำตานองหน้าและเริ่มพูดกับทุกคน "มาร์โค...มาร์โค" ประโยคของซงตะกุกตะกัก ทุกคนกลั้นใจรอฟังและซงก็พูดต่อจนจบประโยคท่ามกลางความตกตะลึงของเพื่อนร่วมทีมทุกคนว่า "มาร์โคตายแล้ว" บรรยากาศแห่งความยินดีกลับกลายเป็นบรรยากาศแห่งความเศร้าโศกไปในพริบตา

ประมาณหนึ่งชั่วโมงก่อนหน้านั้นเกมการแข่งขันระหว่างแคเมอรูนและโคลัมเบียกำลังดุเดือด ในนาทีที่ 73 แคเมอรูนกำลังนำอยู่หนึ่งประตูต่อศูนย์ ระหว่างที่มาร์โค หรือชื่อเต็มคือมาร์ค-วิเวียน โฟเอ้ กำลังวิ่งเหยาะๆอยู่ตรงกลางสนามเขาก็ล้มลงไปเฉยๆ เขาไม่ได้สะดุดอะไร และก็ไม่มีใครอยู่ใกล้ๆเขาในตอนนั้น เขาเพียงแต่วิ่งๆอยู่แล้วก็ล้มลงไป เจ้าหน้าที่สนามรีบเข้ามาดูอาการของโฟเอ้อย่างรวดเร็วและในเวลาไม่นานก็นำโฟเอ้ขึ้นเปลออกไปจากสนามเพื่อปฐมพยาบาล เกมการแข่งขันดำเนินต่อไปโดยที่โฟเอ้ถูกนำไปยังห้องพยาบาลเพื่อช่วยกู้ชีวิต เจ้าหน้าที่ทำอย่างสุดความสามารถแต่หลังจากความพยายามนานหนึ่งชั่วโมงไม่เป็นผลเจ้าหน้าที่ก็ประกาศว่าโฟเอ้เสียชีวิตแล้ว

เหตุการณ์นี้สร้างความตกตะลึงอย่างมากให้กับวงการฟุตบอล ผมจำได้ว่ามีเพื่อนๆในชั้นเรียนหลายคนพูดถึงแต่ผมเองในตอนนั้นไม่ได้สนใจดูฟุตบอลมากโดยส่วนตัวจึงไม่ได้รับรู้และไม่ได้รู้สึกอะไรกับเรื่องนี้สักเท่าไหร่

แต่เมื่อสามวันก่อนผมก็มีโอกาสได้รู้สึกถึงความตกตะลึงแบบเดียวกับที่เกิดขึ้นกับวงการฟุตบอลในตอนนั้น ชาญ เพื่อนสมัยมัธยมของผมคนหนึ่งกลับมาบ้านแล้วเข้านอนตามปกติ ทว่าหลังจากเข้านอนไปแล้วชาญก็ไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย

ฟังดูเป็นเรื่องน่าตกใจที่คนอายุไม่มากและร่างกายแข็งแรงจะเสียชีวิตอย่างกะทันหันแบบนี้ เพื่อนของผมคนนี้เล่นกีฬาเป็นประจำและสุขภาพแข็งแรงมาตลอดไม่ต่างกับโฟเอ้ที่เป็นนักกีฬามืออาชีพ แล้วอะไรกันแน่ที่เป็นสาเหตุ?

บทความเกี่ยวกับการเสียชีวิตอย่างกะทันหันในผู้ป่วยอายุน้อยจาก Mayo Clinic (http://www.mayoclinic.org/sudden-death/art-20047571) อธิบายว่าประมาณสองในสามของผู้ป่วยอายุน้อยที่เสียชีวิตกระทันหันนั้นมีเหตุมาจากหัวใจ โดยสาเหตุที่เจอบ่อยที่สุดในการเสียชีวิตกระทันหันของนักกีฬานั้นเจอได้บ่อยอันดับแรกก็คือภาวะที่เรียกว่า Hypertrophic Cardiomyopathy (กล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวผิดปกติ) อันดับสองคือความผิดปกติทางกายวิภาคของเส้นเลือดหัวใจ และอันดับสามคือหัวใจเต้นผิดจังหวะประเภทต่างๆ ผลการชันสูตรของโฟเอ้นั้นก็พบว่าสาเหตุของการเสียชีวิตเกิดจากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวผิดปกติ

แต่โรคที่มีผลรุนแรงขนาดนี้จะเกิดขึ้นโดยไม่มีอาการบ่งชี้อะไรนำมาก่อนเลยงั้นหรือ? ในเรื่องนี้นายแพทย์ซันเจย์ ชาร์มา ศาสตราจารย์ด้านโรคหัวใจจากมหาวิทยาลัยเซนต์จอร์จในลอนดอนเคยตอบเอาไว้ว่า "80% ของนักกีฬาที่มีปัญหานี้ไม่มีสัญญาณใดๆนำมาก่อน และอาการแรกที่แสดงออกมาคือการเสียชีวิตกะทันหัน" (http://www.bbc.com/sport/football/23052120)

ฟังดูแล้วก็น่าเศร้าที่ธรรมชาติของโรคเป็นแบบนี้ ในโลกยุคปัจจุบันที่วิทยาการทางการแพทย์ก้าวหน้าไปมากมายแต่สุดท้ายแล้วก็ยังคงมีบางอย่างที่เรายังเอาชนะไม่ได้ บางคนอาจจะสงสัยว่าเรามีเทคโนโลยีล้ำหน้าขนาดนี้จะตรวจของอย่างนี้ไม่เจอเลยเหรอ? แล้วทำไมเวลาหมอตรวจร่างกายแล้วถึงบอกไม่ได้ว่าคนคนนี้มีความเสี่ยงอะไรและต้องระวังอะไรบ้าง?

ผมยอมรับได้เลยว่าทุกครั้งที่ผมลงชื่อยืนยันในใบตรวจสุขภาพว่าบุคคลที่ผมเพิ่งตรวจไปนั้น "มีสุขภาพแข็งแรงดี" ผมอดรู้สึกหวั่นใจไม่ได้ว่าผมจะถูกฟ้องร้องเพราะใบตรวจสุขภาพใบนี้ไหม ปัญหาอย่างหนึ่งของการตรวจหาโรคอะไรสักอย่างก็คือวิธีในการตรวจวินิจฉัยนั้นมีความจำเพาะมากและควรต้องรู้ก่อนว่าจะตรวจหาอะไรแล้วจึงเลือกวิธีที่เหมาะสม ในการตรวจวินิจฉัยผู้ป่วยนั้นเราจึงมักจะต้องเริ่มจากประวัติและผลการตรวจร่างกายที่ชี้เป้าให้เราก่อนว่าโรคที่ผู้ป่วยน่าจะเป็นคืออะไรได้บ้าง แล้วเราจึงไปใช้เครื่องมือวินิจฉัยเพื่อพิสูจน์ในบรรดาโรคที่เราสงสัยว่าเป็นโรคไหนกันแน่ การตรวจแบบหว่านแหไปนั้นโดยทั่วไปมักจะไม่ได้ประโยชน์อะไรและยังมีโอกาสที่จะได้ผลบวกลวงให้ทั้งผู้ป่วยและแพทย์วิตกจริตกันอีก

และต่อให้การตรวจหว่านแหนั้นสามารถบอกโรคได้มันก็ยังมีปัญหาอีกอย่างหนึ่งนั่นคือค่าใช้จ่ายในการตรวจ ตัวอย่างข้อมูลจากศูนย์การแพทย์ทหารบกของสหรัฐอเมริกา (http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/21903060) ประเมินโอกาสในการเสียชีวิตอย่างกะทันหันของคนอายุน้อยกว่าสามสิบห้าปีเอาไว้ว่าในปีหนึ่งๆจะมีคนในกลุ่มอายุนี้เสียชีวิตกะทันหันเพียงแค่ประมาณ 1.2 คนในประชากร 100,000 คน นั่นหมายความว่าถ้าเราเอาคนในกลุ่มอายุนี้ 1,000,000 คนมาตรวจหาสาเหตุที่พบได้บ่อยในการเสียชีวิตกะทันหันเราจะสามารถช่วยชีวิตคนได้ 12 คนเท่านั้น แม้ว่าการยอมสละเงินเพื่อช่วยชีวิตคนนั้นเป็นสิ่งที่สูงส่งแต่ถ้าหากเราสมมติว่าค่าตรวจคือคนละ 6,000 บาท เงินที่เราจะต้องจ่ายไปเพื่อป้องกันคนหนึ่งคนไม่ให้เสียชีวิตกะทันหันนั้นเท่ากับ 500,000,000 (ห้าร้อยล้าน) บาท! ซึ่งไม่ใช่ตัวเลขที่จะนำไปปฏิบัติจริงได้อย่างแน่นอน

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วเราควรจะทำอย่างไร? อย่างที่บอกไปข้างต้นว่าการวินิจฉัยทางการแพทย์นั้นจะทำได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพดีกว่าเมื่อเราพอจะคลำเป้าได้ว่าปัญหาน่าจะเป็นอะไร สิ่งที่เราพอจะทำได้คือสังเกตประวัติและอาการที่อาจจะบ่งชี้ว่าเรามีปัญหาบางอย่างซ่อนอยู่ ซึ่งประวัติและอาการที่ควรสังเกตก็มีอยู่สามอย่างด้วยกันตามลำดับความสำคัญ (ข้อมูลจาก Mayo Clinic)
- การเป็นลมหมดสติโดยไม่มีสาเหตุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเกิดระหว่างการออกกำลัง
- ประวัติการเสียชีวิตกะทันหันของสมาชิกในครอบครัวที่อายุน้อยกว่าห้าสิบปี
- อาการเหนื่อยง่ายและเจ็บหน้าอกโดยไม่มีเหตุอันควร

สองสิ่งที่ควรตระหนักไว้เกี่ยวกับอาการเหล่านี้คือ หนึ่งคนที่มีโรคซ่อนอยู่ไม่ได้มีอาการเสมอไป และสองการมีอาการเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีอะไรผิดปกติ แต่หากมีอาการก็ย่อมเป็นการเตือนให้เราไปตรวจให้ชัดเจน

ผมยังไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วผลการชันสูตรของชาญออกมาว่าอย่างไร และจะว่าไปผมก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รู้สาเหตุจริงๆที่ทำให้ชาญเสียชีวิต เรื่องแบบนี้นั้นในทางการแพทย์ถือเป็นความลับของผู้ป่วย ดังนั้นถ้าไม่ใช่กรณีการเสียชีวิตที่เป็นคดีแล้วผลการชันสูตรก็จะถูกบอกเฉพาะกับญาติสายตรงเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าครอบครัวมีสิทธิเต็มที่ในการเก็บข้อมูลนี้ไว้เป็นความลับและย่อมเลือกที่จะบอกอะไรกับคนภายนอกก็ได้

ผมเจอชาญครั้งสุดท้ายในงานเลี้ยงรุ่นเมื่อนานมาแล้ว ช่วงหลายปีมานี้ผมไม่ได้เจอกับชาญแบบต่อหน้าเลย เราอยู่กันคนละที่ แล้วงานของเราก็ไม่ได้ทำให้เรามีโอกาสมาเจอกัน เราได้คุยกันบ้างก็แค่บนหน้าเฟสเป็นครั้งคราวเท่านั้น ผมจำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่ผมได้คุยกับชาญผ่านทางเฟสคือช่วงงานฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ครั้งที่ผ่านมา สารที่แฝงมากับการเดินขบวนของนักศึกษาในงานนำพาให้เราสองคนได้มาถกเถียงเรื่องเหตุบ้านการเมืองกัน และแม้ว่าความเห็นของเราทั้งสองคนในวันนั้นจะสวนทางกันแต่เราก็ไม่ได้มีความโกรธแค้นหรือเกลียดชังต่อกันแต่อย่างใด ความสัมพันธ์ที่มีมายาวนานกว่าสองทศวรรษนั้นมีค่ามากกว่าความเห็นต่อเหตุการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

ผมคงไม่ได้เจอหน้าชาญอีกแล้ว เพื่อนหลายๆคนยังมีโอกาสที่จะได้ไปพบชาญเป็นครั้งสุดท้าย แต่ตัวผมที่ตอนนี้อยู่ห่างออกไปครึ่งโลกนั้นคงไม่มีโอกาสที่จะกลับไปพบกับชาญได้ ในเวลานี้สิ่งที่ผมทำได้ก็เพียงแค่เลื่อนฟีดข่าวในเฟสเพื่อดูโพสต์และรูปที่เพื่อนๆโพสต์เกี่ยวกับชาญ แล้วปล่อยให้ความทรงจำที่หลั่งไหลออกมากำซาบเข้าไปในหัวใจ

แม้ตัวจะไม่อยู่ แต่ความทรงจำจะตราตรึงชั่วนิรันดร์

เต่า BCC147 ห้อง 65
SHARE
Written in this book
ข้างในชุดหมอก็คือมนุษย์
คนอาจคิดว่าสำหรับหมอแล้วงานก็คืองาน คนไข้เข้ามาแล้วก็ผ่านไป แต่ใครจะรู้ว่าเนื้อแท้ข้างในหมอก็คือมนุษย์ มีอารมณ์ มีความรู้สึก มีจิตใจไม่ต่างจากคนทั่วไป หนังสือนี้รวบรวมแง่มุมจากประสบการณ์ที่สะท้อนถึงความเป็นมนุษย์ในตัวหมอและบุคลการทางการแพทย์อื่นๆเอาไว้
Writer
Past-Forward
Free Thinker
น.พ.อธิพงศ์ พัฒนเศรษฐพงษ์ ภาควิชาวิสัญญีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

Comments

Silencewaltz
3 years ago
คุณแม่หนูก็เหมือนกันค่ะ เจ็บหัวใจ ก็เลยไปโรงพยาบาลตรวจหัวใจ ผลการตรวจออกมาเป็นรายงานเลยว่ากราฟ EKG ดี ฟังเสียงก็ดูไม่รั่ว แข็งแรงไม่มีอะไรผิดปกติ วันนั้นวันอาทิตย์ ... เช้าวันจันทร์คุณแม่หนูเจ็บหัวใจมาก ทนไม่ไหวรีบพาไปโรงพยาบาล หมดฉีดสีดูปรากฎว่าเส้นหนึ่งตีบไป 98% อีกเส้นกี่เปอร์เซนต์เนี่ยแหละค่ะ แต่คือตีบไปสองในสามเลยรีบเข้าห้องทำบอลลูน

ทุกคนที่บ้านตกใจว่าเป็นไปได้ไง เพื่อนก็บอกว่ากราฟ EKG ถ้าไม่วัดตอนที่มีอาการบางทีก็ไม่ได้บอกว่าผิดปกติอะไร ... เอิ่มม
Reply
Past-Forward
3 years ago
จริงครับ เรื่องนี้เป็นปัญหาจริงๆ การตรวจที่ทำง่ายและไม่สิ้นเปลืองทรัพยากรอย่าง EKG นั้นมักจะดีในการตรวจหาความผิดปกติแบบกว้างๆและอาจตรวจหาความผิดปกติได้หลายประเภท แต่ก็อาจพลาดรายละเอียดที่จำเพาะบางอย่างไป แต่ถ้าอยากได้รายละเอียดของความผิดปกติบางอย่างที่่จำเพาะเจาะจงก็มักจะต้องใช้การตรวจที่ทำได้ยากและสิ้นเปลืองทรัพยากรอย่างการฉีดสี ซึ่งก็จะจำเพาะมากจนใช้ตรวจความผิดปกติได้เพียงไม่กี่อย่าง

ผมคิดว่าไม่มีบุคลากรทางสุขภาพคนไหนที่ไม่เคยหวังว่าเราจะมีวิธีที่ทำง่ายและตรวจได้ทุกอย่าง แต่จนถึงปัจจุบันมันก็ยังเป็นเพียงแค่ฝันกลางวัน ในสถานการณ์ที่เล่ามานั้นเป็นอะไรที่หมอหลายๆคนกลัวกันมากเพราะเป็นสถานการณ์ที่เสี่ยงกับการฟ้องร้องสูงถึงแม้ว่าจริงๆแล้วแพทย์อาจจะไม่ได้ทำอะไรที่ผิดไปจากมาตรฐานการให้บริการเลย

เล่าเรื่องนี้มาแล้วกระตุ้นต่อมความคิดเลยครับ ขอเอาไปใช้เป็นวัตถุดิบเขียนเรื่องต่อไปได้ไหมครับ?
Silencewaltz
3 years ago
ยินดีเลยค่ะคุณหมอ บังเอิญว่าโรงพยาบาลที่ไปตรวจกับโรงพยาบาลที่รักษาเป็นคนละโรงพยาบาลกันด้วย แต่คุณแม่ไม่ติดใจอะไร เพราะโรงพยาบาลที่รักษาทำดีและเร็ว แล้วก็เข้าใจว่าไม่ใช่ความผิดหมอค่ะ

จริงๆคุณแม่ก็มีอาการเล็กๆน้อยๆมานานแล้ว อย่างความดันสูง เหนื่อยง่าย ขึ้นสะพานลอยแล้วแสบหน้าอก แต่ไม่ได้บอกหมอตอนไปตรวจ ก็ยังบอกแม่เลยว่าไม่ได้บอกหมอแล้วเค้าจะรู้ได้ยังไง ^ ^"