ผมขอความรักเธออีกครั้ง อย่างที่พ่อเคยขอกับแม่
" Miss your hug mak mak.. " 

ข้อสั้นๆที่ผมส่งไปหาเธอ ในวันที่ความรู้สึกคิดถึงเธอ มันมากมายจนแทบจะระเบิดออกมา ผมไม่ได้อยากขออะไรมากมายจากเธอ ผมแค่อยากบอกเธอว่า ผมคิดถึงเธอมาก และถ้าคืนนี้เธอรู้สึกเหงา หรือเธอคิดว่าผมไม่รักเธอจริง ผมอยากให้เธอได้รับรู้ว่า ตรงนี้ยังมีผู้ชายคนหนึ่งที่คิดถึงเธอมาก และอยากกอดเธอให้เธอรู้สึกดี

ผมแค่อยากให้เรากอดกันได้อีกครั้ง มันคงจะไม่ทำให้เธอเสียหายอะไรมากมายมั้ง เธอมักจะคิดว่า กอดคือ physical touch ไม่ได้มีความหมายอะไรไปมากกว่าการร้องขอเพื่อร่วมหลับนอนกับเธอ ผมกลับมองว่า กอด คือ human communication ความรู้สึกของคนเชื่อมต่อกันได้โดยการกอด ไม่ใช่โทรศัพท์มือถือ อย่างที่นักการตลาดทั้งหลายพยายามหลอกเรามานมนาน

ในประเทศนี้ ผมเห็นคนกอดกันน้อยมาก ยิ่งคนที่แต่งงานกันไปแล้วหลายๆปี การแตะเนื้อต้องตัวกันแทบจะไม่เกิดขึ้นเลย สังคมคงเข้าใจอะไรผิดไปซักอย่าง ทุกคนดำเนินชีวิตแบบกำหนดระยะห่างของตัวเองจากคนอื่น ถึงแม้จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันมาเป็นสิบปี ระยะเหล่านั้นก็แทบไม่เคยจะลดลงเลย แต่กลับเพิ่มมากขึ้นด้วยซ้ำ คุณเห็นผู้สูงอายุในบ้านเราเดินจูงมือไปไหนมาไหนด้วยกันซักกี่คู่ ประเด็นคือเราถูกสอนอะไรมา

ระยะ สิ่งที่คนทุกคนสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวเอง จากความกลัวภายในจิตใจอะไรซักอย่าง ต้องทำอย่างไรเราจึงจะลดระยะระหว่างเราลงได้


 
“พ่อทำยังไงถึงทำให้แม่รักพ่อได้อ่ะ” 

ผมยิงคำถามใส่ผู้หญิงชราวัยแปดสิบกว่าๆ ที่นอนอยู่บนเตียงแบบรุ่นที่โรงพยาบาลใช้ เธอมีร่างกายผอมแห้งจนแทบจะดูเหมือนกองกระดูกกองหนึ่ง แต่สติสัมปชัญญะยังคงพูดคุยใช้การได้ดี แม่ป่วยเป็นโรคมะเร็งระยะสุดท้าย ระยะที่หนักหนาสาหัสเอาการ สำหรับบางคนระยะนี้อาจจะอยู่ได้เป็นเดือน แต่คุณแม่ผมทนอยู่มาเกือบสองปีแล้ว

แม่เป็นผู้หญิงจากป่าซาง อำเภอที่ครั้งหนึ่งเคยได้ชื่อว่า เป็นที่ที่มีสาวสวยที่สุดของประเทศไทย ผมไม่รู้ว่าใครเป็นคนกล่าวอ้างมันขึ้นมาหรือสร้างความเชื่อแบบนี้ให้เกิดขึ้นเป็นคนแรก แต่คนรุ่นคุณแม่มักจะบอกว่า แม่เธอต้องสวยมากแน่ๆเวลาที่ผมบอกว่าคุณแม่ผมเป็นคนที่ไหน

แม่ผมเป็นคนสวย ผิวขาวเนียน ใบหน้าคม ยิ้มซื่อๆแบบคนเหนือ แม่มีลักยิ้มประดับอยู่สองข้างที่มุมปาก มันดูเป็นเสน่ห์ที่ทำให้คนอยากเข้ามาพูดคุยกับแม่ เพราะแม่คงดูใจดีไม่มีพิษมีภัยกับใคร เวลาที่แม่ยิ้ม มันทำให้บรรยากาศรอบๆตัวแม่ดูสดชื่นไปหมด แม่สามารถแผ่พลังงานความสุขออกมาให้คนรอบข้างสัมผัสได้ ถ้าคุณเคยหนังโฆษณาขายน้ำยาปรับผ้านุ่มแล้วเห็นดอกไม้บานออก นั่นน่าจะเป็นความรู้สึกที่คนรอบข้างสัมผัสได้จากยิ้มของแม่ มาถึงตรงนี้ผมเริ่มเอะใจว่า ทำไม เธอกับแม่ช่างมีอะไรคล้ายคลึงกันจัง

ผมตั้งคำถามพร้อมกับตักเค้กที่ซื้อมาจากสตาร์บั๊คป้อนให้แม่ คำถามของผมทำให้แม่หยุดกินแล้วหันหน้ามองออกไปที่สวนข้างนอก สนามหญ้าที่มีต้นไม้อยู่ไม่มากนัก ต้นไม้ใหญ่ 3-4 ต้นที่ปลูกมาจนจะครบสิบปี ใหญ่พอที่จะให้ร่มเงาให้เข้าไปนอนอ่านหนังสือได้บ้าง ลำธารเล็กๆไหลผ่านสวนของเรา ผมชอบเอาหนังสือไปนั่งอ่านพร้อมกับเอาเท้าแช่อยู่ในน้ำ กระแสน้ำที่ไหลไปแบบเอื่อยๆกลายเป็นเครื่องนวดเท้าแบบธรรมชาติที่ทำให้ผมรู้สึกสบายใจทุกครั้งเวลาที่หลบจากความวุ่นวายในเมืองมาอยู่ที่นี่

“พ่อเค้าเขียนจดหมายหาแม่ทุกวัน ตลอดสองปีเลย” 
แม่พูดอย่างไม่หันหน้ากลับมา อดีตที่สุดแสนจะไกลตัวแต่ความรู้สึกประทับใจยังฝังแน่นราวกับว่ามันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ ความทรงจำที่ไม่ต้องใช้พลังงานมากมายในการเรียกภาพแห่งความหลังเมื่อ 50 ปีที่แล้วกลับมา แม่ยังจำทุกอย่างได้ดี คำพูดที่พ่อพร่ำบอกบ่อยๆเวลาที่พ่ออยากให้แม่รู้ว่าพ่อคิดถึงแม่มาก

“ไม่ต้องกลัวหนาวนะ ผมจะมากอดคุณแน่นๆ ไม่ให้คุณต้องหนาวอีกต่อไป” 
คำสัญญาที่พ่อบอกแม่บ่อยๆเวลาที่ลมหนาวจากทางเหนือเริ่มปกคลุมเข้ามา และแม่ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อนั่งรถฝ่าลมหนาวไปทำงานในโรงพยาบาลที่เชียงใหม่ แม่ผมเคยเป็นนางพยาบาล

“ไม่มีซักวันที่แม่ไม่ได้รับจดหมายพ่อ จนแม่แทบจะได้กับบุรุษไปรษณีย์” 
แม่กล่าวอย่างติดตลกในตอนท้าย แม่มักมีอารมณ์ขันอยู่เสมอแม้ในเวลาที่แม่จะทุกข์ขนาดไหนก็ตาม

แม่พบกับพ่อในบ่ายวันหนึ่ง มันน่าจะเรียกว่าบุพเพสันนิวาสก็ได้ พ่อเป็นคนชอบเที่ยว เป็นนักเดินทางตัวยง ตอนหนุ่มๆพ่อแบกเป้ออกเดินทางไปทั่วประเทศ พ่อเป็นคนรักอิสระ พ่อไม่ชอบเรียนหนังสือในห้องเรียน พ่อเชื่อว่าการเรียนรู้ที่แท้จริงคือการออกไปหาประสบการณ์ชีวิตข้างนอก ความคิดแหกคอกอย่างมากสำหรับสังคมเมื่อ 50 ปีก่อน

บ่ายวันนั้น รถโดยสารที่พ่อโบกจากที่ไหนซักแห่งเพื่อจะไปเชียงใหม่เกิดเสียขึ้นมากะทันหัน เส้นทางสายลี้ – เชียงใหม่ที่มีรถประจำทางผ่านมาเพียงวันละ 1 คัน บนถนนฝุ่นปูนแดงที่คำว่าพัฒนายังคงเป็นคำที่แม้แต่คนในเมืองหลวงยังแทบไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร ถนนสายลำพูนจึงมีสภาพเหมือนถนนในชนบทที่ไหนซักแห่งในอินเดีย

จากจุดที่รถเสีย บ้านคุณตาเป็นบ้านหลังแรกในระยะ 3 กิโลเมตร พ่อเดินเข้าไปเคาะประตูเพื่อขอความช่วยเหลือและขอน้ำดื่มซักแก้ว ที่นี่ ที่พ่อได้พบกับแม่ บ้านคุณตาเป็นบ้านไม้ที่ค่อนข้างใหญ่โต คุณตาเป็นข้าราชการตำรวจที่มีฐานะจากการค้าคลั่งและปลูกกระเทียม พ่อได้รับการต้อนรับอย่างเมตตาจากทุกคนในบ้าน มันเป็นค่านิยมของคนในสมัยนั้น พ่อได้ทานอาหารที่แม่ทำและแม่ก็เป็นคนจัดหาที่นอนให้พักแรม

“สมัยนั้นผู้หญิง ผู้ชายจะมานั่งคุยกันนานๆแบบสมัยนี้ไม่ได้นะ เราสื่อสารกันด้วยสายตา” 
แม่เล่าให้ฟังต่อไปเรื่อยๆ “ ตอนนั้น แม่ไม่ได้คิดว่าพ่อเค้าจะชอบแม่ เรามันคนบ้านนอก เราไม่ได้สวยเหมือนสาวๆในเมือง” แม่เล่าความรู้สึกตอนนั้นออกมาเรื่อยๆ “แม่ดูแลเค้าเพราะเค้าลำบากมา เหมือนที่ดูแลทุกคนที่โรงพยาบาลนั่นแหล่ะ แต่...”

หลังจากที่พ่อไปจากบ้านตาในวันรุ่งขึ้น จนเป็นเวลาเกือบจะสองเดือน แล้วเช้าวันหนึ่ง จดหมายจ่าหน้าซองชื่อของแม่ ส่งมาหาที่บ้านจากคนที่อยู่กรุงเทพฯ เมืองที่อยู่ไกลออกไปเกือบเจ็ดร้อยกิโล เมืองฟ้าสำหรับคนบ้านนอก ที่แค่คิดว่าอยากจะได้ไปเห็นซักครั้งยังคงเป็นความฝันสูงสุดของชีวิต

“พ่อเค้าเขียนมาคุยกับแม่ ขอบคุณที่บ้านเราดูแลเค้าอย่างดีในคืนนั้น โดยเฉพาะแม่” แม่ยังจำเนื้อความในจดหมายฉบับแรกได้ดี พ่อสารภาพกับแม่ว่า วันที่พ่อก้าวออกจากบ้านเพื่อไปต่อ พ่อทิ้งหัวใจไว้ที่หน้าประตูบ้านแม่เรียบร้อยแล้ว

พ่อเพียรเขียนจดหมายถึงแม่ทุกวัน จนบุรุษไปรษณีย์ที่ต้องมาส่งจดหมายให้แม่ทุกเช้าเริ่มสนิทกันจนกลายเป็นเพื่อน มันเป็นเวลา 2 ปีเต็มๆ ที่พ่อส่งความรักที่มากมายมหาศาลมาให้แม่ผ่านซองจดหมายเล็กๆ พ่อทำให้ระยะทางที่ห่างกันกว่าเจ็ดร้อยกิโลลดลงเหลือเพียงระยะระหว่างแผ่นจดหมายกับแม่เท่านั้น

ตั้งแต่พ่อกลับจากเชียงใหม่ในครั้งนั้น พ่อกลับไปตั้งหน้าตั้งตาทำงาน จนใครๆในบ้านพ่อพากันแปลกใจว่าเกิดอะไรขึ้น พ่อเขียนมาเล่าให้แม่ฟังสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันพ่อ พ่อใช้เวลาหลังเลิกงานทุกวันเขียนจดหมายถึงแม่ พ่อไม่อยากพูดคุยกับใครนอกจากกับแม่ แม่บอกว่าพ่อไม่เคยเอ่ยขอความรักจากแม่ พ่อส่งแต่ความรักนั้นมาให้ แม้ว่าแม่จะตอบกลับหรือไม่ก็ตามจดหมายพ่อก็ส่งมาถึงแม่ทุกเช้าเร็วกว่าหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

“ถ้ารักเค้าจริง ก็พิสูจน์ให้เค้าเห็นนะลูก ผู้หญิงเราต้องการความรักที่มั่นคงจากคนที่มั่นคง และให้เวลาเป็นตัวบอกเค้า ว่าเรารักเค้าขนาดไหน”

พ่อจากแม่ไปได้สองปีแล้ว พ่อเสียในเช้าวันหนึ่งบนตักของแม่ ความฝันสูงสุดของผู้ชายอย่างผมที่จะได้ตายบนตักของคนที่รัก แม่ยังคิดถึงพ่ออยู่ทุกวัน เวลาที่ผมถามแม่ว่าถ้าเจอพ่ออีกครั้งแม่จะบอกอะไรพ่อ

“ไหนเธอบอกว่าจะรอให้ชั้นตายก่อนไง” แม่ยังคงมีเคืองอยู่บ้างที่พ่อไม่ทำตามสัญญา

“อยากให้เธอกลับมา ก็เก็บกวาดบ้านบ้างนะลูก ลูกต้องตัดสินใจให้ชัดเจน ทำบ้านให้สะอาดพร้อมต้อนรับเธอ ผู้หญิงเราต้องการมีพื้นที่ในชีวิตของผู้ชายที่ตัวเองรัก” ผมเข้าใจดีว่าแม่หมายถึงอะไร



 
ปลุกรัก อุตส่าห์พิทักษ์รักษาไว้

ชื่นช่อชูใบ

ปลูกรักไว้หมายดอมดม

พรวนดินรดน้ำเช้าค่ำ พร่ำชม

แดดลมมิให้พัดส่อง ดอกใบ

ฉันถนอมออมไว้ ชื่นชู้

ชูใจมิได้หมางเมิน 
เสียงเพลงของวงอ๊อด คีรีบูน วงสตริงที่เคยโด่งดังรุ่นพ่อลอยมาจากลำโพงเก่าๆในร้านอาหารย้อนยุคแถวถนนข้าวสาร ที่ผมพาตัวมานั่ง เพื่อซึมซับบรรยากาศความรักสมัยรุ่นพ่อกับแม่ สิ่งที่แม่เล่าทุกอย่างวันนี้ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของผม ผมคิดเธอมาก ผมอยากเล่าสิ่งที่แม่เล่าให้ผมฟังในวันนี้ให้เธอฟัง แล้วผมก็ตัดสินใจหยิบกระดาษ ปากกาขึ้นมา พร้อมกับเริ่มลงมือเขียน

ถึง...ที่รักของผม
..............  


SHARE
Writer
Imagist
Imagination has no limite
เป็นคนโลกสวย รักทุกคน รักดินร่วน น้ำตกเหวนรก ก้อนเมฆ ดอกหญ้า อ่องซาน คานธี และแมวดำ

Comments