ชีวิตจริงของบรรณาธิการฝึกหัด บทที่ 4
ผมเชื่อว่าชีวิตของคนเราเนี่ย มันมีข้อจำกัดบางอย่างอยู่สำหรับทุกคน หากพูดหล่อ ๆ ข้อจำกัดทุกอันเราก็คงก้าวผ่านพ้นไปได้โดยอาศัยความพยายาม แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่าการก้าวผ่านข้อจำกัดนั้นมันทำได้ทุกคนสำหรับทุกคนหรือเปล่า (แม้จะพยายามน่ะนะ)

สำหรับผมเองนั้นก็มีข้อจำกัดอยู่ข้อหนึ่ง (จากหลาย ๆ ข้อที่มีเต็มไปหมด) ก็คือเรื่องของการขอความช่วยเหลือจากคนอื่น ผมลำบากใจทุกครั้งที่ต้องขอความช่วยเหลือ เพราะมีความเชื่อที่ว่า คนเราควรจะอยู่โดยทำอะไรด้วยตัวเองให้มากที่สุด แต่ไม่ใช่ว่าผมต่อต้านการรับความช่วยเหลืออะไรแบบนั้นหรอกนะครับ เพียงแต่มันรู้สึกแปลก ๆ เวลาต้องบากหน้าไปขอให้ใครช่วยอะไร

มันเลยเป็นประเด็นที่ผมอยากหยิบยกขึ้นมาเขียนเป็นบันทึกให้กับตัวเองในวันนี้

ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่มีงานหนังสืออยู่ (ถ้าพูดแบบเต็ม ๆ ก็คือ "งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 44 และงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 14") ซึ่งวันที่ผมเขียนบันทึกความจำเรื่องนี้อยู่ก็เป็นช่วงวันที่สี่ของงาน

ผมมีโอกาสได้เข้าไปงานตั้งแต่วันที่เริ่มเซ็ทอัพบูธเพื่อทำการฝากวางหนังสือ สาเหตุที่ต้องฝากวางก็เนื่องจากว่าผมยังไม่ได้มีบูธในปีนี้ เนื่องจากการเปลี่ยนโครงสร้างการทำงานของ สนพ. นิดหน่อย ผมเลยต้องเข้าไปขอความช่วยเหลือจากบูธต่าง ๆ ที่พอจะคุ้นเคย หรือเคยฝากขายกันมา

นี่เป็นครั้งที่ 3 แล้วที่ผมต้องไปขอความช่วยเหลือจากคนอื่นในการวางหนังสือ ซึ่งแน่นอนสำหรับคนทั่ว ๆ ไปมันอาจจะเป็นงานที่ไม่ได้ยากอะไร แต่สำหรับผม งานนี้นี่ล่ะกระอักกระอ่วนใจน่าดู

อย่าที่เกริ่นไปแล้วว่าผมไม่ค่อยชอบที่จะขอความช่วยเหลือจากใคร พอต้องไปบากหน้าขอที่เผื่อวางหนังสือผมก็เลยรู้สึกประหม่า และไม่สบายใจทุกครั้ง โชคดีที่ได้เจอเพื่อนในวงการหนังสือที่ดี เยอะกว่าพวกที่ไม่ดี เลยทำให้ผมยังมีโอกาสค่อย ๆ สร้างภูมิคุ้มกันในเรื่องนี้ได้บ้าง

ในความคิดของผมเองนั้น บูธของ สนพ. ต่าง ๆ คือเจ้าของบ้าน ผมจะไปขอเช่าห้องเขาอยู่ มันจึงเป็นสิทธิของเขาที่จะตอบรับหรือปฏิเสธอย่างไรก็ได้ เพียงแต่เจ้าของบ้านหลาย ๆ คนก็เป็นสุภาพชน และบางคนก็อาจจะไม่ใช่ คำตอบบางอันมันจึงทำให้เราหน้าเจื่อนลงไปเหมือนกัน

ผมเริ่มต้นจากการฝากได้สามบูธ มาปีนี้ได้เจ็ดบูธ ก็รู้สึกว่าเป็นการเดินทางที่พอจะดูมีหวัง

สิ่งที่เคยเจอจากการบากหน้าไปขอฝากที่ต่าง ๆ นั้น ก็มีอยู่หลากหลายรูปแบบ

ในช่วงเริ่มต้นจากที่ผมยังไม่รู้อะไรเลย ผมก็เข้าไปหาเบอร์โทรศัพท์ สนพ. ต่าง ๆ Facebook Page สนพ. ต่าง ๆ แล้วก็ติดต่อเข้าไปเพื่อขอฝากวางหนังสือ ซึ่งผลตอบรับมันก็มีหลายรูปแบบ อย่างเช่น

การเงียบหายไปเลย อย่างการทักไปใน Inbox Facebook แล้วก็หายไปเลย หรือการโทรไปที่ สนพ. แล้วก็ได้รับคำตอบว่าเดี๋ยวโทรกลับ.. แล้วก็เงียบหายไปเลย

หนังสือของคุณไม่ตรงกับกลุ่มลูกค้าของเรา อันนี้เข้าใจได้เป็นอย่างดี เพียงแต่ผมอาจจะมีมุมมองที่ต่างออกไปนิดหน่อย ผมคิดว่าจริงอยู่ที่ How-to อาจจะไม่ตรงกับหมวดนิยาย แต่มันก็อาจจะเป็นทางเลือกสำหรับผู้อ่านได้อยู่เหมือนกัน (แบบเผื่อเห็น) แต่อันนี้ก็เข้าใจและยอมรับอย่างเต็มใจ และก็รู้ว่าถ้าทุกบูธรับหนังสือทุกคนไปขายหมด ตกลงแต่ละบูธก็คงไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย - -"

ที่เต็มแล้ว อันนี้ก็พอเข้าใจเหมือนกัน หลาย ๆ บูธที่เต็มจริง ๆ หลาย ๆ บูธก็ใช้ประโยคนี้เพื่อการปฏิเสธอย่างอารยชน ซึ่งแน่นอนในฐานะที่เป็นอารยชนเช่นกัน ผมก็ยอมรับและเข้าใจ

บูธไม่รับฝาก อันนี้ ง่าย ชัดเจน ไม่ต้องตีความและคิดมาก เขาแค่ไม่รับฝากเท่านั้น

และก็มีอีกหลายรูปแบบที่คงมาเขียนถึงไม่เหมาะ

เร็ว ๆ นี้ (เมื่อสองวันที่แล้ว) ผมก็พึ่งได้บทเรียนที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งมา มันเป็นเรื่องของการปฏิเสธ

มันเป็นวันที่สองของงานซึ่งผมตัดสินใจว่าจะลองเดินหาบูธฝากอีกครั้ง ด้วยความที่ผมพรีออเดอร์หนังสือกับบูธแห่งหนึ่งเอาไว้ โดยปกติแล้วผมไม่เคยซื้อของบูธนี้เลย เพราะไม่ค่อยชอบสไตล์การขายของที่โหวกเหวก (สำหรับผม ผมรู้สึกไปเองว่ามันดูคุกคาม ผมชอบดูหนังสือและตัดสินใจซื้อเองมากกว่าการที่คนมาตะโกนอยู่บนหัวแล้วบอกว่าเล่มไหนดี ผมคิดว่าผมอ่านเอาเองได้พอสมควรจากปก) ด้วยความที่เกรง ๆ บูธนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้วผมเลยไม่ได้คิดจะฝากอะไรของเขาไว้ตั้งแต่แรก ทีนี้พอผมไปรับหนังสือ ผมเลยเหลือบไปเห็นว่าบูธเขาก็มีหนังสือของ สนพ. อื่นวางอยู่เช่นกัน ผมเลยรวบรวมความกล้าถามเขาไปว่า "พี่รับฝากหนังสือด้วยหรือเปล่าครับ" ซึ่งคนที่คุยกับผมพูดจาอัธยาศัยดีทีเดียว เขาก็หาเบอร์ให้ผมเพื่อโทรไปคุยกับ สนง. ใหญ่ เพราะบอกว่าเขาตัดสินใจไม่ได้

พอได้เบอร์มา ผมเลยตัดสินใจโทรไปคุยซึ่ง พนง. ทางนั้นก็คุยดี แต่ให้คำตอบไม่ได้เช่นกัน (อ้าว แล้วใครจะตอบได้ฟระ ><") แต่ก็พยายามให้ความช่วยเหลือโดยการหาเบอร์ของคนคนหนึ่งให้ ซึ่งผมก็โทรไป

พอรับสายก็เป็นเสียงของผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งแจ็คพอทแตกมาก ๆ เขาคือคนที่ผมกลัวเกรงไม่อยากยุ่งด้วยนั่นเอง (ฮา) ซึ่งครั้งนี้ความกลัวของผมเป็นผลมาก ๆ เพราะพี่เขาสรุปให้ด้วยนำเสียงเฉียบคมประหนึ่งนายทหารในหนังไทยย้อนยุค เป็นประโยคไม่ยาวแต่กินใจเหลือเกิน..

"How-to เหรอ อย่ายกมาเลย เหนื่อยเปล่า ๆ ขายไม่ได้หรอก.."
ยอมรับว่าตอนนั้นหน้าชา (หูชาด้วย เพราะพี่เขาเสียงดัง) แต่ก็ขอบคุณเขาไป และพูดจาด้วยความเป็นอารยชน

ผมได้เรียนรู้เรื่องหนึ่งทันที คือถ้าผมมีบูธเป็นของตัวเองวันใดวันหนึ่ง นี่จะไม่ใช่แนวทางที่ผมจะปฏิบัติต่อคนอื่นแน่นอน

แต่มันไม่ใช่มีเรื่องแย่ ๆ เพียงอย่างเดียวที่เกิดขึ้น เรื่องดี ๆ ก็มีเหมือนกัน
เมื่อวานมีโอกาสได้พบกับรุ่นพี่ในวงการท่านหนึ่ง ประโยคแรกหลังจากทักทายกันคือพี่เขาบอกว่า 

"มีหนังสือมาด้วยมั้ย? ถ้ามีเอามาฝากผมเลยนะ ผมเข้าใจ ผมเคยอยู่ในสถานะอย่างคุณมาก่อน เราต้องช่วยกัน มันขายได้แน่นอน (แล้วเขาก็ไปชี้ของคนอื่นที่มาฝากขายบอกว่าเล่มนี้ก็ขายได้นะ ขายดีเลย)"

มันเป็นเหมือนน้ำทิพย์มาชะโลมใจผมเลยในเวลานั้น และผมคิดว่านี่แหละคือแนวทางที่ผมอยากจะปฏิบัติต่อคนอื่น ๆ ในอนาคต

ก่อนจากกันเกือบลืมขายของซะแล้วซิ ถ้าช่วง 29 มี.ค. - 10 เม.ย. 2559 นี้ ถ้ามีโอกาสได้ไปงานหนังสือ และสนใจเรื่องราวของการออกแบบ UX การตลาดออนไลน์ จิตวิทยา และด้านการเรียนภาษา อย่าลืมมองหาหนังสือของ MAXincube นะครับ :D 

SHARE
Written in this book
MAXincube
ชีวิตบรรณาธิการ และ สำนักพิมพ์ MAXincube
Writer
bangkokian
part time teenager
The greatness of art is not to find what is common but what is unique.

Comments

Ran
5 years ago
ขอบคุณมากครับ ที่พยายามอย่างเต็มที่ :)
Reply
bangkokian
5 years ago
ยินดีครับ ต้องขอส่งต่อความดีให้กับเป้ด้วย เพราะไปร่วมผจญภัยมาด้วยกันทุกรอบ :D