42. ความฝันของฉันกับเด็กหญิงข้างหน้าต่าง

หนูมีความฝันไหม? ฝันของหนูคืออะไรจ๊ะ?

ตั้งแต่เด็กๆที่ฉันมักจะได้ยินคำถามแบบนี้ ... ทำให้ฉันกลับมาครุ่นคิดว่าความฝันของฉันคืออะไร แต่ก็หาคำตอบไม่ได้ ฉันไม่มีความฝัน มีแต่สิ่งที่อยากทำ

ถ้าถามฉันว่าในชีวิตนี้มีอะไรที่อยากทำบ้าง ก็คงจะมีคำตอบหลักๆในใจอยู่ไม่กี่อย่าง สิ่งที่ฉันเคยอยากทำและทำได้ไปแล้วคือการเป็นนักวิทยาศาสตร์และการไปใช้ชีวิตในต่างประเทศ สิ่งที่ตั้งใจจะทำให้สำเร็จต่อไปคือการพาทั้งครอบครัวไปเที่ยวกำแพงเมืองจีนด้วยกัน และสิ่งที่อยากทำเป็นอย่างสุดท้ายในชีวิตคือฉันจะไม่ยอมใส่ฟันปลอม ฉันจะเป็นโครงกระดูกที่ถูกค้นพบในอีกพันล้านปีข้างหน้าและยังมีฟันติดอยู่ ... ฉันจึงต้องรักษาฟันให้ดีตั้งแต่ตอนนี้ ... เช่นนั้นฉันไม่เรียกสิ่งเหล่านี้ว่าความฝัน เพราะฉันตั้งใจจะทำทุกๆอย่างให้เป็นจริง

แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ฉันยังไม่แน่ใจ มันตั้งอยู่ตรงกลางพอดีระหว่างความฝัน (Dream) กับสิ่งที่อยากทำ (Aim) นั่นก็คือการเปิดโรงเรียน ... ใช่แล้วฉันอยากมีโรงเรียนเป็นของตัวเอง ... มันดูเป็นไปได้ยากซะจนอยากจะบอกว่า 'นั่นคือความฝันของฉัน' ... แต่ฉันก็อยากให้ฝันนี้กลายเป็นจริงเสียเหลือเกิน ...

ซึ่งทั้งหมดนี้เริ่มมาจากการที่ฉันได้รู้จักเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง

เธอผู้ที่อยู่ข้างหน้าต่าง

ฉันเริ่มไปงานสัปดาห์หนังสือครั้งแรกตอนป.สาม และหลังจากนั้นมาก็ไม่เคยพลาดเลยสักครั้ง ฉันจะได้เงินจากคุณพ่อหนึ่งพันบาทเพื่อซื้อหนังสืออะไรก็ได้ ดังนั้นปีหนึ่งจะมีสองครั้งที่ฉันจะซื้อหนังสือใหม่และมักจะเข้าร้านหนังสือเพื่อไปนั่งอ่านฟรีมากกว่า

การที่ไปงานหนังสือหลายๆปี ทำให้ฉันติดนิสัยมองหาสำนักพิมพ์ก่อนมองหาหนังสือและยังทำให้รู้ว่าฉันมีรสนิยมในการอ่านหนังสือต่างกันไปในแต่ละช่วงวัย ... ช่วงประถมของฉันจะต้องเป็นสถาพรบุ๊คส์ นานมีบุ๊คส์ และผีเสื้อ ... งานหนังสือครั้งนั้นก็เช่นเคย ฉันใช้เวลาเดินไปเดินมาอยู่ในผีเสื้อเลือกหนังสือที่อยากอ่าน ... และตัดสินใจซื้อหนังสือมาเล่มหนึ่ง 'โต๊ะโตะจังเด็กหญิงข้างหน้าต่าง'



เรื่องราวของโต๊ะโตะและโรงเรียนโทโมเอทำให้ฉันในตอนนั้นประทับใจมาก โรงเรียนที่แวดล้อมไปด้วยต้นไม้ เด็กๆได้อยู่ใกล้ธรรมชาติ คุณครูโคบายาชิที่ให้ทั้งความรู้และความรัก ... ถ้าฉันได้เรียนโรงเรียนแบบนี้จริงๆก็คงดี จากความประทับใจกลายมาเป็นความตั้งใจ ... แทนที่จะอยากให้มีโรงเรียนแบบนั้น ฉันอยากจะสร้างโรงเรียนแบบนั้นขึ้นมา

คนรอบข้างมักจะบอกว่าฉันเป็นคนแปลกๆ ดังนั้นโรงเรียนของฉันก็อาจจะแปลกๆสักหน่อย ฉันเห็นความสำคัญของการศึกษา แต่ยิ่งกว่านั้นฉันเห็นความสำคัญของ 'วัยเด็ก' วัยที่เซลล์สมองกำลังพัฒนา ประสาทสัมผัสกำลังแตกฉาน วัยแห่งการเรียนรู้สิ่งใหม่และทำความรู้จักกับโลกกว้างๆใบนี้ ฉันจึงอยากจะเปิดโรงเรียนสอนเด็กเล็กๆ ฉันคิดว่าคุณครูที่เก่งและมีความรู้ต้องสอนเด็กอนุบาล ไม่ใช่เด็กมหาลัย ฉันไม่เห็นด้วยกับความคิดที่ว่าเด็กอนุบาลไม่รู้อะไรมาก จะให้ใครมาสอนก็ได้เป็นดอกเตอร์ก็สอนเด็กอนุบาลได้ ไม่จำเป็นต้องสอนนักศึกษาในมหาลัยเท่านั้น
... นั่นไง เริ่มแปลกแล้วใช่ไหมล่ะ ...

ไม่หมดเพียงเท่านี้ มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ฉันจำได้ในหนังสือเล่มนั้น คือการที่คุณครูโคบายาชิถามเด็กๆตอนเปิดชั้นเรียนว่า 'วันนี้อยากเรียนอะไร' ... ใช่ ประโยคนี้แหละ ฉันจะถามเด็กๆว่าวันนี้อยากเรียนอะไร และจะสอนสิ่งนั้น โรงเรียนของฉันจะไม่มีวิชาระบุแน่นอน แต่จะสอนแบบบูรณาการอิงไปตามความสนใจของเด็กแต่ละคน ...

โรงเรียนของฉันจะต้องมีความเป็นธรรมชาติ แวดล้อมไปด้วยต้นไม้ ดิน และน้ำ ฉันเชื่อว่าครูที่ดีที่สุดของเด็กคือธรรมชาติและการเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ตา หู ปาก มือ เท้า จะต้องถูกใช้และถูกพัฒนาให้ครบถ้วน ซึ่งห้องเรียนสี่เหลี่ยมแคบๆให้ไม่ได้

ฉันคิดไว้คร่าวๆเพียงเท่านี้ จริงๆมีรายละเอียดปลีกย่อยอื่นอีกแต่ยังไม่เป็นภาพชัดเจนเท่าไหร่ อย่างที่บอก.. การศึกษาเป็นสิ่งที่สำคัญและฉันในตอนนี้กำลังผิดหวังกับระบบการศึกษาของไทย ฉันคิดว่าเรามีทางเลือกให้ลูกหลานของเราในการเลือกสถาบันการศึกษาน้อยไป แรกๆที่ฉันมีความคิดแบบนี้ ฉันยังไม่รู้จะทำโรงเรียนออกมาอย่างไร ฉันคิดว่าถ้าฉันมีลูก ฉันจะเริ่มสอนแบบ Homeschool กับลูกตัวเองก่อน แต่ก็กังวลว่าถ้าไม่มีการวัดผลที่ชัดเจนเด็กๆจะไปศึกษาต่อที่อื่นไม่ได้ ... จนเมื่อไม่นานมานี้ ฉันได้รู้จักการเรียนการสอนแบบ วอลดอล์ฟ



สมัยเรียนมหาลัย ฉันอยู่ชมรมเพลงเพื่อชีวิต รุ่นพี่อาวุโสของชมรมเป็นประธานและเป็นรองประธานสโมสรนักศึกษา ... ทั้งสองคนมีประวัติและการดำเนินชีวิตที่น่าสนใจมากๆ เอาเป็นว่าทั้งคู่แต่งงานกัน ปัจจุบันรุ่นพี่ผู้ชายได้ทุนจากรัฐบาลไทยกำลังศึกษาปริญญาเอกอยู่ที่ Harvard  พี่ผู้หญิงและลูกจึงย้ายไปอยู่ที่อเมริกาด้วยกัน พี่ผู้หญิงให้น้องเรียนโรงเรียนวอลดอร์ฟที่อเมริกา ทราบว่าเป็นโรงเรียนทางเลือก คล้ายๆกับโรงเรียนเอกชนในไทย ค่าใช้จ่ายก็จะสูง แต่ที่น่าสนใจคือแนวทางการสอน วอลดอร์ฟ นี้คล้ายๆกับสิ่งที่ฉันคิดไว้มาก โรงเรียนจะเน้นให้เด็กเรียนรู้จากภายใน คือรู้จักจิตใจ รู้จักร่างกายของตัวเอง มีการพาออกไปเดินป่า (พี่เล่าให้ฟังว่าแม้แต่ฝนตกก็ต้องออกไปเดิน แต่จะบอกให้เตรียมเสื้อกันฝน เตรียมร่ม เตรียมรองเท้าบู๊ทไป) เขาบอกว่าเด็กช่วง 1-7 ขวบเป็นช่วงที่สำคัญ โรงเรียนจะไม่เน้นวิชาการและไม่สอนเขียน/อ่านหนังสือเลย น้องก็เพิ่งหัดเขียน A-Z เมื่อ Grade 6 นี่เอง และในโรงเรียนก็จะพยายามหลีกเลี่ยงพวกเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆโดยเฉพาะโทรทัศน์อีกด้วย

รุ่นพี่ผู้หญิงได้นำแนวทางของวอลดอล์ฟมาใช้กับที่บ้าน ฉันได้มีโอกาสไปหาครอบครัวนี้ตอนช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ที่บ้านไม่มีโทรทัศน์ ทั้งพี่ผู้หญิงและพี่ผู้ชายไม่ใช้คอมพิวเตอร์ ไม่เล่นโทรศัพท์ให้ลูกเห็น ไม่ซื้อของเล่นให้ลูก ... ใครที่กำลังคิดว่าน้องจะโตมาเป็นคนที่ขาดจินตนาการไหม ... บอกเลยว่าตรงกันข้าม น้องเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์สูงมาก ของเล่นในบ้านล้วนเต็มไปด้วยของเล่นที่น้องทำเอง โต๊ะที่ทำจากลัง เส้นด้ายที่เอามาขึงเป็นสะพาน เก้าอี้ที่ถูกผ้าคลุมไว้กลายมาเป็นรถไฟ รุ่นพี่ผู้หญิงบอกว่าเด็กน่ะ แม้แต่ดิน กิ่งไม้ ใบไม้ก็เป็นของเล่นให้เขาได้ เด็กมีพลังกว่าที่คิด ถ้าเราไม่ไปสร้างกรอบให้เขา เราจะได้รู้ว่าเขามีอะไรที่ซ่อนอยู่เยอะมาก

ฉันเองที่มีพี่ทั้งสองคนเป็นไอดอลอยู่แล้ว ก็ยิ่งทึ่งกับการสอนแบบวอลดอล์ฟนี้เพิ่มไปอีก จริงๆมีรายละเอียดอีกเยอะ ถ้าใครสนใจสามารถหาข้อมูลต่อได้ รุ่นพี่ผู้หญิงบอกว่าปัจจุบันในไทยก็มีโรงเรียนทางเลือกที่สอนแบบบูรณาการคล้ายๆวอลดอล์ฟแบบนี้อยู่เหมือนกัน



จริงๆแล้วถ้าใครมีโอกาสได้อ่านข่าว 'ฟินแลนด์' หนึ่งในประเทศที่มีระบบการจัดการศึกษาที่ดีที่สุดในโลก ก็ได้ปฏิรูประบบการศึกษาใหม่ จากการเรียนการสอนเป็นรายวิชา กลายมาเป็นแบบหัวข้อแทน ซึ่งก็คล้ายๆกับที่ฉันคิดไว้ คือการเรียนแบบบูรณาการ ฉันเห็นว่าปัญหาหนึ่งในการศึกษาคือเด็กไม่รู้ว่าสิ่งที่เรียนมานำไปใช้อะไรได้บ้าง คือเรียนเป็น ทำข้อสอบได้ แต่ประยุกต์ใช้ไม่เป็น

ฉันจึงคิดว่าการเริ่มเรียนจากปัญหา จากภาพรวมจะช่วยตอบโจทย์นี้ได้ ซึ่งมันเป็นตัวอย่างจริงๆในการทำงาน เช่นในการทำงานวิจัยชิ้นหนึ่ง หรือทำโครงการใหญ่ๆสักหนึ่งโครงการ ต้องประกอบไปด้วยคนที่มีความเชี่ยวชาญต่างๆกันหลายสาขา ดังนั้นถ้าเรามีความรู้เพียงด้านเดียว แต่ไม่รู้เรื่องอื่นๆเลยก็จะเสียเปรียบทันที แต่ถ้าเรารู้ว่าเราจะทำงานตรงนี้ต้องใช้ความรู้ด้านไหนบ้าง และพยายามหาความรู้ในด้านนั้นๆ จะทำให้เรามีประสิทธิภาพในการทำงานมากกว่า

ถึงตรงนี้ ไม่ว่าจะทั้งจากวอลดอล์ฟหรือจากฟินแลนด์ ก็เป็นเหมือนแสงสว่างเล็กๆให้กับฉัน โรงเรียนในฝันที่เคยเลือนลางก็มีภาพที่ชัดเจนขึ้นมา หลังจากนี้ไม่รู้ว่าจะอีกกี่ปีหรือกี่สิบปี ฉันก็ยังอยากเปิดโรงเรียนแบบนี้ จากการคุยกับรุ่นพี่ผู้หญิง เขาก็บอกว่าอยากเปิดโรงเรียนเหมือนกัน ... ความฝันของเราทั้งสองจะเป็นจริงหรือไม่ก็คงต้องดูกันต่อไป

...แหม แต่ใครจะรู้ว่าเด็กหญิงข้างหน้าต่างจะทำให้เด็กหญิงประถมในวันนั้น มีความคิดที่แน่วแน่ฝังใจมาจนถึงวันนี้ได้ :)




แด่ ผีเสื้อ และ โต๊ะโตะจัง




SHARE
Writer
Silencewaltz
melody of life
stories * movies * diaries * etc.

Comments

Piengwajee
3 years ago
เพิ่งได้มาอ่าน ไม่ได้เข้ามานานเลย ชอบเรื่องนี้ของSilenceมาก^^ อ่านไปแล้วเรายิ้มไป เหมือนรู้สึกได้ถึงความสุขและความฝันของSilenceที่สื่อออกมา ชอบมากๆเลย :") Silenceต้องทำให้มันเป็นจริงได้แน่ สู้สู้^^b เอาใจช่วย!
Reply
BlueGreenTea
2 years ago
ขอให้ความฝันเป็นจริงนะคะ คงจะช่วยวัยเด็กของเด็กยุคใหม่ให้สดใสขึ้นแน่นอนค่ะ
Reply
passwayofwind
2 years ago
ได้เปิด รร หรือยังคะ
Reply
Paniful
7 months ago
รู้สึกได้ถึงพลังแห่งความฝันไหลซาบซ่าไปทั่วร่างกายเลย นี่แหละคือเด็กช่างฝัน ที่จะเปลี่ยนโลกของเรา ขอบคุณนะสำหรับบทความชิ้นนี้ มันเติมพลังให้เราได้มากทีเดียว 
Reply
PlutoGrey
5 months ago
อ่านแล้วน้ำตาคลอ เหมือนนั่งอ่านสิ่งที่อยู่ในใจของตัวเอง ใช้ภาษาได้น่ารักและจริงใจมากๆค่ะ ดีใจที่เจอคนชอบและมีอุดมการณ์เดียวกัน ดีใจมากๆเลยค่ะ อย่ายอมแพ้นะคะ เปิดโรงเรียนเมื่อไหรจะไปเยี่ยมค่ะ : )
Reply