เรื่องของที่ปรึกษา กับ ความรักผ่านตัวอักษร
    เคยไหม กับการเป็นที่ปรึกษาให้กับคนอื่น แต่พอเรื่องของตัวเองแล้ว กลับไม่รู้ควรจะทำยังไง เคยไหมกับการที่คิดว่าตัวเองรู้ทุกอย่าง แต่เอาเข้าจริงๆแล้วเหมือนกลับเราไม่รู้อะไรเลย...

                             ที่ปรึกษา ที่ไม่สามารถให้คำปรึกษาให้กับตัวเองได้

    เราเป็นที่ปรึกษาให้กับเพื่อนๆ ให้คำแนะนำเรื่องต่างๆ ทั้งความรัก การเรียน การตัดสินใจต่างๆ หรือแม้กระทั้งกับการหาแฟนให้เพื่อน เราก็เคยทำมาหมดแล้ว แต่พอตัดภาพมาที่ตัวเราเอง เรากลับไม่สามารถหาคำตอบบางสิ่งบางอย่างให้กับตัวเองได้... โดยเฉพาะกับเรื่อง 'ความรัก' ที่แทบจะเรียกได้ว่า เก่งทฤษฏี แต่ปฏิบัติกับห่วยแตก ใช้งานใช้การอะไรไม่ได้เลย อ๊ะ... ไม่ใช่ว่าเรามีแฟนแล้วแสดงความรักกับแฟนไม่เป็นนะ แต่...เรายังไม่มีแฟน เพราะไม่กล้าจะบอกคนที่ตัวเองชอบตั้งหากละ เฮ้อออ...

   และที่สำคัญ คือเราไม่สามารถมองออกได้เลยว่า เขาคนนั้นคิดยังไงกับเรา หรือแม้กระทั้งคนที่เข้ามาจีบ ในขณะที่เราสามารถมองออกถ้าหากมีใครมาสนใจ อยากจีบเพื่อนเรา หรือเพื่อนเราไปชอบใคร จนเพื่อนเราต้องเป็นคนพูดออกมา ว่าเขาคนนั้นอาจจะคิดกับเรามากกว่าเพื่อน แต่เป็นเราเองที่ไม่แสดงอะไรออกไปเลยว่าสนใจเขา...

    และที่สำคัญไปกว่านั้นเลยคือ ความรักของเรา ดันเป็นความรักที่เราก็คิดไม่ออกเหมือนกันว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง ความรักที่เกิดขึ้นจากตัวอักษรไทยทั้ง 44 ตัว และสระอีก 32 วรรณยุกต์อีก 4 เออ ก็ตัวอักษรนั้นแหละ แปลกตั้งแต่ตัวคน ยันไปถึงความรักเลย แต่ลองมาอ่านเรื่องราวความรักผ่านตัวอักษรดูนะ

สมัยนี้การติดต่อสื่อสารมันรวดเร็วกว่าสมัยก่อนเยอะ โทรศัพท์เอย ไลน์เอย แชทเอย เยอะแยะกว่าสมัยก่อนที่มีเพียงแต่จดหมาย ที่ใช้เวลา 'โคตรนาน'  กว่าจะได้ติดต่อซึ่งกันและกัน แต่ในปัจจุบันการติดต่อที่สะดวกสบายทำให้ความสัมพันธ์ไปแบบ 'โคตรเร็ว'

เร็วไรอะ... นี้สามปีความสัมพันธ์มันยังไม่ไปถึงไหนเลยย T^T

แต่พอเรามานั่งคิดๆดู จะว่าสามปีมันก็ไม่ถูกนะ เพราะถึงแม้เราจะชอบเขามาตอนที่รู้จักกันแรกๆ แต่เรากลับพึ่งมารักเขาเอาเมือสองปีก่อน แบบเจอครั้งแรกชอบ เจอครั้งสองรัก ครั้งสามนี้ถวายหัว(ก็เวอร์ไป)

ปีแรกที่รู้จักกัน เราคุยกันผ่านไลน์ คุยกันเดือนสองเดือน เกือบสามเดือนมั้ง แล้วเขาก็หาไป หายของจริง อ่านไม่ตอบ โห้ย ไอ้คนเลว ทำให้ชอบแล้วก็หายไป เกลียด แต่ชีวิตก็ยังเดินต่อไป ผู้ชายคนเดียวไม่เป็นไร พอจะลืมแม่งก็เสือกกลับมา โอ้ยย ไปๆหางี่ตลอดอะ

ปีที่ 2 กับการเจอครั้งที่ สอง ครั้งแรกชีวิตยังใสๆ แต่ครั้งนี้เหมือนมีเฆมครึมบนหัว พร้อมกับความเศร้าแบบเต็มขีด แล้วเขาคนนี้ก็ทักมา(อีกครั้ง)หลังจากหายไป(เนินนาน) ตัวอักษรเพียงไม่กี่ตัวที่เขาส่งมา ทำเอาเฆมฝนบนหัวหายไปจนเกือบหมด ตอนนั้นแทบจะเรียกว่าเขาคือ 'รอยยิ้มของเรา' คนที่ทำให้เรายิ้มได้

ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่มีควาสุข คุยเช้าคุยเย็น คุยจนเปลี่ยนเวลาจากคนนอนสี่ทุ่มมาเป็นตีสาม จากคนไม่ติดโทรศัพท์เป็นคนโคตรติด ติดต่อได้ตลอด เพราะแทบจะเรียกได้ว่าอยู่ใกล้มือใกล้ตีน แบตห้ามหมดเลยก็ว่าได้

แต่หลังจากที่เราเร่ิมรักเขา รู้ปะว่าเกิดอะไรขึ้น... ก็รู้ว่าเขามีแฟนไง อิดอกกก เจ็บ จุก

น้ำตาไหลเป็นสายเลือด(เวอร์ไป) แต่ไม่ถึงสิบนาทีหลังจากรู้ ก็เฉยๆ และบอกตัวเอง 'เป็นเพื่อนก็ได้ว่ะ รักก็เก็บเอาไว้ในใจก็ได้ ใช่ว่าไม่เคยผ่านอะไรแบบนี้มา' 

แค่ถึงแม้จะรู้แล้วว่าเขามีแฟน ได้คุยกับเขา แต่เรื่องราวก็กลับไปเหมือนๆเดิม สมัยตอนปีแรกที่รู้จักกัน แต่เพิ่มเติมมากกว่านั้นคือ ชีวิตเรามันหนักขึ้น ตั้งแต่เรื่องเรียน เรื่องเพื่อน เรื่องงาน แม้กระทั้งเรื่องครอบครัว ก็เลยกลายเป็นว่าเรื่องของเขานั้น เล็กไปเลยเมือเทียบกับสิ่งที่เราต้องเจอ

วันหนึ่ง...เขาบอกกับเรา ว่าจะขึ้นมาสอบสัมภาษณ์ที่คณะหลังตึกเรียนเรา กรีดร้องอย่างดีใจ จะได้เจอหน้าเป็นครั้งที่สามแล้ว เราก็พยายามหาเรื่องไปเจอ ได้ไปกินข้าวกับพ่อเขา ได้ไปนั่งรอเขาสอบสัมภาษณ์ ได้พาเขาไปเดินทัวร์ มช. และที่เด็ดสุดคือการพาเขาไปเดินอ่างแก้ว สถานที่ที่ครั้งหนึ่งเราเคยคิดว่าธรรมดาๆ แต่พอมีเขามาเดินด้วยแล้ว กลับสวยขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก...

แล้วเขาหายไปแล้ว อีกครั้ง... หายไปจากแชทของเรา แชทของเขาถูกส่งลงข้างล่าง จนเราเกือบที่จะลืมไป แต่ก็ยังคงระลึกถึงในบางครั้ง บางคำพูดของเขาที่ทำให้เรายิ้มได้ มีความสุข ไม่เครียด

จนใจของเราเข้าสู่สภาวะปกติ 

และวันนั้น...เขาก็กลับมาอีกครั้ง ในวันที่เรากำลังมีความสุข กับงานเลี้ยงอำลา ม.ปลาย

ส่วนเขาทุกข์กับการทะเลาะกับแฟน 

เห้อ นี้ตรูต้องมาเป็นที่ปรึกษาให้กับคนที่แอบรัก เพราะเขาทะเลาะกับแฟนเนี้ยหรอ เห้อ...สุดยอดไปเลยย ใจหนึ่งก็เชียร์ให้เลิก อีกใจหนึ่งก็สงสารเขา แล้วบอกให้กลับไปง้อแฟน

และนั้นคือจุดเปลี่ยน จากคนที่แอบรักผ่านตัวอักษร ได้เดินเข้าไปในชีวิตของเขามากยิ่งขึ้น ได้รู้เรื่องราวของเขา และที่สำคัญ คือการที่เขายังคงนึกถึงเรา แม้ตอนนั้นจะเป็นตอนที่เขาเศร้าก็ตาม ดีใจที่ได้ปลอบเขา ได้อยู่ข้างๆในยามที่มีปัญหา ถึงแม้จะเป็นแค่ตัวหนังสือก็ตาม

...มันอาจจะเป็นแค่ตัวอักษร แต่บางครั้ง มันก็อาจจะมีคุณค่ากับคนที่ได้อ่าน
คุณค่าทางความรู้สึก และจิตใจ ที่ช่วยเป็นแรงผลักให้เดินต่อ...

แหละแชทที่เข้ามาในวันนั้นคือจุดเปลี่ยน เปลี่ยนจากเพื่อนมาเป็นพี่ ที่สนิดกับเขาคนนั้นมากขึ้น และแชทที่เคยโดนกลบ ก็ขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่ง ที่ไม่เคยโดนกลบอีกเลย...จนวันนี้

การเป็นที่ปรึกษาให้กับคนที่เราแอบชอบ ให้เขากลับไปคืนดีกับแฟนเขานั้น มันต้องใจแข็งแค่ไหน วันนั้นแหละคือวันที่เรารู้ ว่าแม่งต้องโคตรใจแข็งเลย...พิมพ์ 5555555 โดยที่ใจไม่ได้อยากจะหัวเราะไปด้วย สรรหาวิธีให้เขากลับไปง้อแฟน คนที่เราแสนจะไม่ชอบ(ทุกวันนี้ถึงแม้เขาจะเลิกกันแล้ว เราก็ยังคงไม่ชอบแฟนเก่าเขา แม้งกระทั้งเขาพูดถึงเรายังไม่ชอบเลย เดี๋ยวหนาาา ตรูไม่ได้เป็นอะไรกับเขาสักหน่อยนินอกจากเพื่อน)

แม้เราจะเชียร์เขาให้เลิกกันก็จริง แต่เราก็ยังคงคิดอยู่เสมอว่าเขาอาจจะกลับไปหาแฟน แล้วเราก็จะกลายเป็นหมา แต่ก็ดี ที่เขาคิดได้ และเลิกกับแฟนคนนั้นอย่างจริงจัง... (ตรูดีใจโว้ยยย กรีดร้องอย่างบ้าคลั่งหลังโทรศัพท์มือถือ)

เมือเขาเลิกกับแฟน เราผู้แอบรัก ก็เปลี่ยนใจจากการเป็นเพื่อน มาเป็นคนที่แอบรักอย่างจริงจัง... ไม่มีใครให้มาคิดว่าต้องทำผิดศิลแล้วไง 555555555

แต่ถึงอย่างนั้น ช่วงเวลานั้นที่เขาเลิกกับแฟน เราดันไม่สามารถที่จะเอาตัวเข้าไปเสียบแทน ในขณะที่เขาทำใจ และพอเขาเหมือนจะทำใจได้ กลับเป็นเราเอง ที่ไม่สามารถเอาคนแบบเราเข้าไปอยู่ในชีวิตเขา ด้วยเพราะความเครียดต่างๆจากสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตตอนนั้น ทั้งเรื่องเรียน เรื่องชีวิต จนแทบอยากจะหายไปจากโลกนี้... ในขณะที่จิตตกขั้นขีดสุด เสียงโทรศัพท์ก็เด้งขึ้น

เราหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู พร้อมกับข้อความของเขาคนนั้น
เห้ยย พี่......โว้ยยย น้องกลัวแล้วนะ เป็นไรปะวะเนี่ยยย
หลังจากที่ทำการปิดด่านกักตนไปเป็นเวลาหลายวัน ก็ทำให้หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ตอบกลับไป พร้อมกับรอยยิ้มเล็กๆและกำลังใจจากคนที่ส่งตัวอักษรมาให้เรา

เรากลับมาเป็นเรา กลับมาเป็นที่ปรึกษาของเพื่อนๆ และของเขาคนนั้น กลับมาเข้มแข็งเหมือนเดิม พร้อมที่จะเดินไปข้างหน้าต่อ แม้ว่าความผิดหวังจากในอดีตจะมากมายแค่ไหน แต่เราเชื่อว่าคนคนนี้จะทำให้เรื่องราวเหล่านั้นกลายเป็นเรื่องเล็กๆ ที่พอเรามองกลับไป จะทำให้เรายิ้มได้

เหมือนกับที่เขาทำให้เราแล้วในวันนั้น วันที่ร้องไห้จนหายใจไม่ออก วันที่ตาบวมไปยืนฟังอาจารย์บ่นเรื่องโครงงานของเราเป็นครึ่งชั่วโมง วันที่เราฝื้นยิ้มแต่ในใจกลับเศร้าหมอง แต่เขาคนนี้กลับทำให้โลกของเราสดใสได้เพียงแค่คำว่า 'เป็นไงบ้าง' แค่นั้น...


หลังจากผ่านมรสุมชีวิตมาอย่างหนักหน่วง โดยมีเขาคนนั้นช่วยทำให้เรายิ้มแะก็หัวเราะ มรสุมต่อมาคือ การหาที่เรียนต่อ... 

เราไม่ใช่คนเก่งอะไร แต่มีความหวังไว้สูงว่าอยากจะเรียนวิศวะ และที่สำคัญดันปากดีไปสัญญากับรุ่นพี่คนหนึ่ง ว่าจะเลือกวิศวะ ม.เกษตร ไว้เป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งแน่นอนคะแนนเรี่ยดินขนาดนี้ ไม่มีทางที่จะติดแน่นอน แต่ก็สลิดเลือกเป็นอันดับหนึ่งในอันดับแอด

อันดับสอง สาม และสี่ จะเลือกอะไรละ ในเมือทั้งชีวิตอยากเรียนแต่วิศวะ ซึ่งในช่วงเวลาตอน ม.6 เราได้ค้นพบว่ามีความชื่นชอบในต้นไม้มากมาย การเรียนเกษตร ก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร เพราะไหนๆก็ชอบแล้ว ที่บ้านก็ทำเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว

เราเลยเลือกอันดับสองเป็น คณะวิทยาศาสตร์ สาขาอัญมณี มช. 
เลือกอันดับสามเป็น คณะเกษตร ม.เกษตร
และอันดับสี่เป็น คณะเกษตร มช.

ถ้าจะถามว่าทำไมถึงเลือก มช. คงจะตอบได้ว่า เราจะอยากอยู่ที่เดิมที่เราเรียนมั้ง แต่จากประสบการณ์ 12 ปีในชีวิตที่เรียนมา แม่งย้ายที่เรียนทุกๆไตรมาส(ประถมต้นที่หนึ่ง ประถมปลายที่หนึ่ง ม.ต้นที่หนึ่ง ม.ปลายอีกที่) และคิดว่ามหาลัย ก็เช่นกัน

ในขณะที่เรากำลังรอที่จะไปจ่ายตังค์ค่าสมัครแอด เราก็คุยกับเขาคนนั้น เรื่องเรียนต่อ... ก็นะเขามีที่เรียนแล้ว เด็กโควต้าจ้าาา อิจเว้ย

เขาก็กล่อมเราทุกทางเลยมั้ง และที่สำคัญล่อด้วยของกิน(ว้ายยย ล่อพี่ด้วยของกิน แล้วคิดว่าพี่จะไม่รับหรือ) ใช่ล่ อด้วยของกินก็ทำตาม เขาบอกเรา ถ้าติดวิศวะ จะเลี้ยงนู่นเลี้ยงนี้ มีการช่วยขนของ แล้วไง ทุกวันนี้หรอ น้ำที่ว่าจะเลี้ยงยังไม่เคยได้กิน ขนของเข้าหอ... ขอโทษอยู่หอใน ผู้ชายห้ามขึ้น

แต่เชื่อปะ...เราไม่ติดวิดวะ แต่เราติดเกษตร ม.เกษตรแทน ด้วยการกล่อมของเขาคนนี้ ทำให้ยี่สิบนาทีก่อนจะไปจ่ายตังค์ค่าสมัคร เราเปลี่ยนอันดับแอด เอาเกษตร ม.เกษตร มาไว้เป็นอันดับสอง แน่นอนว่า เราต้องติดอันนั้น และก็เป็นจริงอย่างที่เราคิด กรีดร้องไปทั่วบ้าน

และตอนติดก็ไปบอกเขาคนนั้น ว่าเรียนคณะที่ชื่อเดียวกับมหาลัย รู้ปะว่าเขาคนนั้นตอบมาว่าอะไร
คณะจุฬา มหาลัยจุฬาหรอ
เกลียดจะได้ไหม...

แต่ก็เกลียดไม่ลงอะนะ... แต่เท่นะเว้ย กับการเรียนคณะที่มีชื่อเดียวกันกับมหาลัยอะ แบบตอบเพื่อนงี่ว่าเรียนอะไร เราก็ตอบ 'เกษตร' เพื่อนก็ดันหาว่ากวนตีน เห้ยยย เปล่าเว้ย เรียนเกษตรจริงๆ แต่มหาลัยที่เรียนก็เกษตรด้วยเหมือนกัน

หลังจากนั้นที่รู้ว่าสอบติด ต่อไปคือการสัมภาษณ์ คือก็ไม่มีอะไรมาก ข้ามๆไปตอนที่เราได้ย้ายมาอยู่กรุงเทพ มันเป็นช่วงเวลาที่ หืมมม เปลี่ยน เปลี่ยน และก็เปลี่ยนสุดๆอะ

แต่แล้ววันแห่งการเปลี่ยนแปลงนั้น ก็ยังคงมีเขาอยู่...

9 กรกฏาคม

ย้ายมาอยู่กรุงเทพ โดยเขาอวยพร เพราะเนื่องจากเป็นวันเกิดของเรา คำอวยพรวันเกิดที่เรารอมากว่า 1 ปี สามเดือน

11 กรกฏาคม

การเจอกันครั้งที่ 4 แบบไม่ได้ตั้งใจ(ยังจำตอนนั้นได้เลยว่า ตรูโคตรอึ้ง อึ้งแบบ ไอ้เหี้ยยย สภาพตรูโทรม แล้วมาเจอคนที่แอบชอบเนี้ยนะ งือออ) ตอนนั้นทำอะไรแก้เขิลอะหรออ อ่ออ เก็บผักใน Hay Day วนไป และพีคกว่าคือการที่แม่ของเขาเรียกชื่อเรา อ๊ากกกก แม่มันเรียกชื่อฉัน จำชื่อฉันได้ด้วย ล้มลงไปกองที่พื้นเลยได้ไหม และเรื่องตลกๆขำก็เกิดขึ้น เป็นเรื่องน่ารักๆที่เรายังคงจำได้

14 กรกฏาคม

การเจอกันครั้งที่ 5 กับการนั่งรถตะลัย วันนั้นจำได้ว่าเราจะต้องไปทำบัตรนิสิต ใช่ ไปทำบัตรนิสิต ในมหาลัยที่เรารู้แค่สองที่คือ อาคารคณะตัวเอง กับคณะวิศวะ(อนิสงจากการเข้าค่ายสมัยก่อน) แล้วเขาคนนั้นก็พาเราไปส่ง เห้ย แบบตอนนั้นก็งงๆ บอกรถมาแล้วอะไรสักอย่าง เรายังอยู่บนห้องอยู่เลยตอนนั้น คว้าของวิ่งแทบไม่ทันลงไปข้างล่าง ขึ้นรถตะลัยคันเดียวกับเขา แบบงงๆ งงคือ ตรูไม่รู้เว้ยว่าตรงลงป้ายไหน มันไม่เหมือนรถม่วงที่ มช. สักหน่อย 

แล้วเขาก็บอกเราด้วยแชท 'ยังๆ ยังไม่ใช่ป้ายนี้' ณ ตอนนั้นคือ ตรูจะเลยป้าย ก็เพราะเน็ตกากเท่านั้นแหละ แต่ยังไม่ทันได้ตกใจกับการขึ้นรถตะลัย เสียงของเขาก็ดังขึ้นใกล้ๆ 'ถึงแล้ว'  อ๊ากกก อย่ามาแบบไม่ให้เสียงดิว่ะ คนมันตกใจนะเว้ย

ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะการเจอกันครั้งที่สอง แม่งก็ทำตกใจ เจอครั้งที่สามก็ยังตกใจ เอออันที่จริงจนตอนนี้ ทุกครั้งที่เจอก็ยังทำตกใจอะ กระทั้งทุกวันนี้ บางครั้งยังตกใจ...(ขวัญอ่อนขนาดนั้น)

นั้นอาจจะนับได้ว่าเป็นอีกครั้ง ที่เราได้คุยกันต่อหน้าโดยไม่ผ่านตัวอักษร เขิลนะเว้ย เอาตรงๆ ไปนั่งกินข้าวกับเขา เขาพาเดินไปส่งที่คณะ ก่อนเขาจะกลับไป... เป็นการเริ่มต้นในรั้วมหาลัย พร้อมกับคนที่เรารัก มันต้องเป็นวันดีๆแน่ๆ ใช่มันเป็นวันดีๆ ที่ดีมากๆเลยละ

มันเหมือนเป็นความฝัน แต่เป็นความฝันที่เป็นจริงเรื่องของที่ปรึกษา กับ ความรักผ่านตัวอักษร 

ยังไม่จบนะ เดี๋ยวมาต่อภาคสอง ถ้าเกิดมีใครสนใจอยากอ่านกัน 5555555 

ปล่อยเราไปทำงานทำการเถอะ กองท่วมหัวแล้วตอนเนี้ย

ที่มานั่งพิมพ์เนี้ย เพราะเหงา เหงามากด้วย สงกรานต์ทั้งทีไม่ได้กลับบ้าน นอนอยู่หอเหงาๆวนไป

^^

   
SHARE

Comments

ADInus
8 months ago
รออ่านภาคสองนะคะ
Reply