เมื่อฉันได้อ่านคำสอนของพุทธศาสนา
     ด้วยความที่ตัวเองเป็นคนที่เกลียดการบังคับให้ทำอะไรมาตลอดชีวิต เลยมีอคติต่อการเรียนวิชาพุทธศาสนามาก ที่ต้องบังคับให้นั่งสวดมนต์ นั่งสมาธิให้จิตใจสงบ มีสติรู้ตัว ...ซึ่งมารู้ตอนหลังว่าการฝึกสมาธิสามารถทำได้หลายวิธี ตั้งแต่วาดรูป อ่านหนังสือ เล่นดนตรี ที่จะทำให้สร้างทักษะควบคู่ไปได้ ยิ่งทำให้มีคติเพิ่มขึ้นกับการนั่งๆ สวดๆ เสียเวลาไปแต่ได้สมาธิแค่อย่างเดียว


     วันนี้หลังจากนั่งทำงานไปได้พักนึง ก็นึกครึ้มไปนั่งอ่านคำสอนศาสนาพุทธ ได้มาศึกษาทบทวนคำสอนอีกทีก็พบว่า... หลักคำสอนของศาสนาค่อนข้างตรงกับศาสตร์ด้านจิตวิทยาในปัจจุบันอยู่เหมือนกัน คือมีคำสอนที่ได้อธิบายถึงความสัมพันธ์ของสรรพสิ่งผ่าน"การรับรู้"


     ก็คือมีสิ่งเร้าเข้ามาสัมผัสอวัยวะแล้วเกิดการประเมินค่าผ่านความคิดความรู้สึกแล้วตอบสนองออกไป แนวคิดตรงกันเป๊ะ ...แต่หลักคำสอนของศาสนาพุทธจะสิ่งแนวคิดเรื่องความใสสะอาดของหรือความขุ่นมัวหมองลงไปด้วย ซึ่งเป็นการ"ตัดสิน"อะไรดีอะไรไม่ดี ควรทำหรือละ ในขณะที่ด้านจิตวิทยามุ่งอธิบายหรือคาดการณ์พฤติกรรมมากกว่า


     แต่แท้ที่สุดแล้วศาสนาก็ยังคงไว้ซึ่งความเป็นสถาบันคือ คือยังคงยึดในแนวทางของคำสอนเป็นตัวตั้ง และไม่ต้องการปรับเปลี่ยนอะไรไปนักเพราะถือว่าเป็นสัจธรรมไปแล้ว เป้าหมายของศาสนาพุทธ์จึงมีเป้าหมายไปที่"นิพพาน"(แปลว่าเย็น) ให้หลุดจากบ่วงกรรม พ้นทุกข์ ...ตรงนี้ผมว่าเป็นการครอบงำวิถีปฎิบัติของมนุษย์ให้มีแบบแผนการอยู่ร่วมกันอย่างมีความทุกข์น้อยๆ ซึ่งนับว่ามีคุณค่าครับ อันนี้ผมไม่โต้แย้งละกัน

...ซึ่งต่างจากวิทยาศาสตร์ที่ยังต้องค้นพบและเรียนรู้ไปเรื่อยๆ เพื่อถ่ายทอดภูมิปัญญาไปสู่ลูกหลานให้มีชีวิตต่อไป และปรับเปลี่ยนไปตามการเปลี่ยนแปลงได้ นั่นเป็นวิถีแห่งการมีชีวิตของมนุษย์

 
...โดยส่วนตัวแล้ว #ผมคิดว่าผมเชื่อมันในวิทยาศาสตร์มากกว่า ผมยังเชื่อว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ต้องเชื่อเหลือเกื้อกูลกัน มากกว่าที่จะพ้นทุกข์แล้วหลุดพ้นไป เพราะตอนผมเกิดก็จำชาติที่แล้วไม่ได้ ตอนอากงผมตายก็ไม่เห็นว่าจะเคยมาสวัสดีลูกหลานคนไหนตอนตื่นอยู่ซะที ...อย่างน้อยๆผมก็อยากให้ความสำคัญกับช่วงชีวิตที่ยังอยู่ได้ก่อประโยชน์กับคนอื่นๆได้มากที่สุด

      และสุดท้ายนี้ผมก็คิดว่า ทุกคนควรมี"วิถีชีวิต"เป็นของตัวเอง เหมือนที่ศาสนาพุทธมีมรรคในอริยสัจ4 ...เพราะชีวิตเรา เรารู้ตัวเองดีที่สุดว่าเราต้องการอะไร 
ชีวิตของเรา เราต้องใช้เอง
SHARE
Writer
E-C-G-O
Your friend.
May I tell you some story?

Comments

Mayki
4 years ago
ส่วนตัวแล้ว เคยติดบุญแบบงมงาย ทำบุญคงมีสิ่งดีๆในชีวิตเกิดขึ้น แต่ตอนนี้เข้าใจหลักการดำเนินชีวิตละค่ะ คือยึดกฏแห่งผล แบบในจิตวิทยา อันเดียวกับกฏแห่งกรรมแหละ แต่เป็นผลดีในชาตินี้เลย ยึดว่า การทำอะไรสักอย่างในอดีต แล้วส่งผลให้ปัจจุบันเกิดปัญหา แสดงว่าเราทำผิด ใช้สมาธิ อดทนรับความผิด ใช้ปัญญา หาต้นเหตุความผิด แล้วตั้งกฏที่ถูกต้องไว้ในใจ เป็นศีลในแบบของเรา(เพิ่มจากศีลห้าอีก)
ยังไงสิ่งที่ถูกต้องก็หนีไม่พ้นศีล สมาธิ ปัญญา
Reply