ปลายทางของอำนาจ (1984 - George Orwell)
2 + 2 = 5

...

อย่าเพิ่งตกใจไปนะครับ คุณอาจจะกำลังคิดอยู่ว่าคำตอบมันต้องเป็นสี่ ไม่ใช่ห้า ไม่ใช่สาม ไม่มีทางเป็นอย่างอื่นไปได้นอกจากสี่ แต่บางครั้ง...อาจจะไม่บ่อยนัก แค่บางครั้งที่สองบวกสองเท่ากับห้าหรือสาม เพราะใครสักคนหนึ่งที่มีอำนาจเหนือความคิด ความรู้สึก มันสมอง จิตใต้สำนึก บอกให้มันเป็นแบบนั้น และนี้เองเป็นจุดเริ่มต้นของการสูญเสียสิ่งที่เรียกว่าปัจเจกชน ความเป็นตัวของตัวเอง ความสามารถที่จะคิดและวิจารณ์เพื่อโต้แย้งความเข้าใจที่ตัวเองมี ความเชื่อที่ว่าสิ่งหนึ่งถูกต้องอย่างแน่นอน และเมื่อ "อำนาจ" ยิ่งใหญ่ที่มองไม่เห็นสามารถทำเช่นนั้นได้แล้วหล่ะก็ การควบคุมแบบสัมบูรณ์ หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สังคมแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จ (totalitarianism) (เช่นสังคมคอมมิวนิสต์อย่างสหภาพโซเวียตยุคสลาติน) กำลังเกิดขึ้นแล้ว

ถ้าใครเคยอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วคงจะเข้าใจย่อหน้าด้านบนได้เป็นอย่างดี แต่ถ้าใครยังไม่เคยอ่าน เดี๋ยวผมจะพยายามอธิบายให้ฟังครับ

วันหนึ่งผมไปเดินเล่นที่ร้านหนังสือเพื่อหาอะไรอ่านฆ่าเวลา 1984 ไม่ใช่เป้าหมายแรกของผมเลยสักนิด แต่หลังจากเดินวนไปมาอยู่นานโดยยังไร้หนังสือที่อยากอ่าน (ช่วงหลังมาต้องยอมรับว่าหนังสือเยอะแต่คุณภาพกลับสวนทาง) ผ่านหน้าชั้นหนังสือนวนิยายคลาสสิค เลยหยิบหนังสือปกสีส้มขึ้นมาดูเพราะเคยได้ยินชื่ออยู่เนืองๆ ไม่รู้เพราะอะไรแต่ผมตัดสินใจหยิบมาจ่ายเงิน และรู้สึกโชคดีที่ทำเช่นนั้น เพราะ หนึ่ง-เก้า-แปด-สี่ ได้กลายเป็นหนังสือที่ดีที่สุดเล่มหนึ่งที่เคยอ่านมาทั้งชีวิตก็ว่าได้

จอร์จ ออร์เวลล์ (George Orwell : 1903 - 1950) หรือ เอริค อาร์เธอร์ แบลร์ (Eric Arthur Blair) นักเขียนผู้มีชื่อเสียงโด่งดังจากหนังสือสุดอมตะอย่าง "Animal Farm", "Burmese Days", "Coming Up for Air" และอีกหลากหลายทั้งบทความ บทกวี บทวิจารณ์ และหนังสือเล่มสุดท้ายของเขาที่ถูกตีพิมพ์เพียงหนึ่งปีก่อนการเสียชีวิตด้วยอาการตกเลือดในปอดจากวัณโรคคือ "1984" ซึ่งหลังจากเขาใช้เวลาแก้ไขต้นฉบับมาหลายปี สุดท้ายก็ถูกตีพิมพ์ออกมาเป็นเล่มในปี 1949 จำหน่ายได้ถึง 400,000 เล่มภายในปีแรก หลังจากนั้นไม่นานก็ถูกแปลเป็นภาษาอื่นกว่า 50 ภาษาทั่วโลก

ต้องบอกว่าหนังสือดีไม่มีวันตายก็คงไม่ผิดนัก (ผู้เขียนพูดผ่านตัวละครในหนังสือว่า "หนังสือที่ดีที่สุดคือหนังสือที่บอกสิ่งที่คุณรู้อยู่แล้ว") หกสิบกว่าปีผ่านไป นวนิยายเสียดสีสังคมอำนาจการเมืองเล่มนี้ยังทรงคุณค่า แม้ว่าโอชันเนียจะเป็นประเทศที่นักเขียนจินตนาการขึ้นมาเองในหนังสือ แต่ด้วยความละเอียดของเนื้อหาทำให้รู้สึกว่ามันสามารถเป็นประเทศใดประเทศหนึ่งในโลกใบนี้ได้จริงๆ ประเทศซึ่งรัฐบาลที่นำโดย "พี่เบิ้ม" (Big Brother) นั้นมีอำนาจเหนือทุกสิ่งอย่างในชีวิตของประชาชน ไม่เว้นแม้แต่ความคิด เพราะถ้าคุณคิดต่อต้าน ก็ถือว่าคุณนั้นได้ก่อ "อาชญากรรมความคิด" และมันไม่ใช่คดีเล็กๆน้อยๆอย่างลักทรัพย์ที่สามารถจ่ายเงินค่าปรับแล้วก็จบกันไป แต่มันร้ายแรงกว่านั้นมาก

อาชญากรรมความคิดไม่ได้นำมาซึ่งความตาย: อาชญากรรมความคิดคือความตาย

ผู้เขียนได้กล่าวเอาไว้แบบนั้น ซึ่งตอนแรกผมก็คิดอยู่ว่าแล้วใครจะมารู้มาเห็นความคิดของเราได้ ถ้าเราทำตัวเนียนทำหน้าที่ของเราเยี่ยงประชาชนทั่วไปเรื่อยๆ (แบบที่ตัวเอกที่ชื่อวินสตันทำในช่วงแรกๆ) จะมีใครมาจับเราได้ แต่มันผิดคาดครับ เมื่อความคิดบางอย่างได้เริ่มก่อตัวขึ้นมาในหัว มันไม่สามารถขจัดหรือยับยั้งให้มันหายไปได้ง่ายๆ เราจะเผลอและหลวมตัวปล่อยมันออกมาอย่างไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะทางสีหน้า ท่าทาง การกระทำ หรือแม้แต่คำพูด

ถ้าให้พูดถึงเรื่องรายละเอียดของรัฐบาลในโอชันเนียคงจะยาวเกินไปสำหรับบทความนี้ รวบสั้นๆให้ได้ใจความว่าพวกเขาเฝ้ามองประชาชนทุกคนอยู่ทุกฝีก้าว มีไมโครโฟนแอบซ่อนอยู่ทุกที่ มีภาษา "Newspeak" ซึ่งพื้นฐานเป็นภาษาอังกฤษ แต่คอยหั่นทอนความสวยงามของบทกวีและคำศัพท์ต่างๆที่มีความหมายคลุมเคลือ (ป้องกันการลักลอบสื่อสารกันระหว่างกลุ่มคนต่อต้านคิดการกบฎ) มีกล้องสอดแนมที่ติดอยู่ที่โทรภาพ (โทรทัศน์) ในทุกห้องของบ้านเรือน ปลูกฝังจิตสำนึกให้เด็กๆให้คอยสอดแนมและฟ้อง "ตำรวจความคิด" ว่ามีใครพูดต่อต้านรัฐบาลหรือพี่เบิ้มรึเปล่า มีการประหารเชลยจากประเทศคู่อริ (ซึ่งมีการสลับกันไปมาตลอด เดี๋ยวจะอธิบายต่อในย่อหน้าข้างล่าง) ในที่สาธารณะคล้ายเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู แม้ประชาชนจะไม่รู้เลยว่าพวกเขาทำผิดฐานอะไรมา หรือแท้จริงแล้วพวกเขาเป็นศัตรูจริงๆรึเปล่าด้วยซ้ำ แต่ประชาชนแทบจะบ้าคลั่งและรู้สึกสะใจไปด้วยกับการประนามหยามเหยียดและความทารุณโหดร้ายเพราะเชื่อว่าคนที่ถูกจับมานั้นเป็นต้นเหตุของสงครามที่ไม่จบสิ้น ความหิวโหยอดอยากของประชาชนที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ไม่ว่าข่าวสารของรัฐบาลที่พยายามยัดป้อน ประกาศหลอกลวงทางโทรภาพว่าปีนี้พวกเขาผลผลิตมากขึ้นกว่าปีก่อน และเศรษฐกิจกำลังดียอดเยี่ยม ประชาชนมีความสุขอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน มีอยู่มีกินและสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง สิ่งเหล่านี้ถูกยัดเยียดให้เข้าหูตลอดเวลา (แม้เวลานอนก็ไม่สามารถปิดโทรภาพได้) ประชาชนไม่สามารถแสดงออกว่าไม่พอใจ สงสัยหรือแม้แต่ใคร่รู้ว่า "ความจริง" ไม่มีเสรีภาพแม้จะบอกว่า 2+2 = 4 ถ้าพี่เบิ้มบอกว่ามันเป็น 5 สองบวกสองก็ต้องเป็นห้า เพราะ "BIG BROTHER IS WATCHING YOU" และถ้ามีอะไรมากกว่านั้นไม่นานคุณจะถูกจับไปทรมานและเข้าห้อง 101 เพื่อทรมานด้วยวิธีสารพัด ล้างสมองและทำลายทุกอย่างที่เป็นตัวคุณ ความคิด ความรู้สึก ไม่เว้นแม้แต่ความทรงจำ

ตัวเอกของเรื่องเป็นผู้ชายชื่อ วินสตัน ทำงานใน "กระทรวงแห่งความจริง" ซึ่งหน้าที่หลักของกระทรวงนี้ช่างตรงกันข้ามกับชื่อ (เป็นความตั้งใจของผู้เขียน) ตลอดทั้งวันเขาจะต้องนั่งแก้ไขเอกสารและข่าวสารให้ถูกต้อง ซึ่งคำว่า "ถูกต้อง" ในที่นี้คือตรงตามที่รัฐบาลหรืออำนาจเบื้องบนต้องการให้เป็น ยกตัวอย่างง่ายๆว่าพี่เบิ้มประกาศเป็นศัตรูทำสงครามกับยูเรเซียและเป็นพันธมิตรกับอีสเตเชียเมื่อห้าปีก่อน แต่วันนี้เหตุการณ์เปลี่ยนไป เกิดทำสงครามกับอีสเตเชียและเป็นพันธมิตรกับยูเรเชีย พวกเขาต้องมานั่ง "กลบข่าว" เอาเอกสารเก่าๆทุกอย่างที่มีบนโลกใบนี้มาแก้ไข "เปลี่ยนแปลงอดีต" ให้ตรงกับปัจจุบัน จนสุดท้ายไม่มีทางรู้ได้เลยว่าความจริงแล้วจริงๆคืออะไรกันแน่

“He who controls the past controls the future. He who controls the present controls the past.”

"ผู้ควบคุมอดีตย่อมควบคุมอนาคต : ผู้ควบคุมปัจจุบันย่อมควบคุมอดีต"

นี้เป็นคำขวัญของพรรคที่น่ากลัวที่สุด มันเป็นการควบคุมอย่างสุดขีดที่ไม่มีโอกาสขัดขืน เอกสารเก่าต่างๆจะถูกเก็บริบทำลายเผาทิ้งโดยไม่เหลือร่องรอย คล้ายกับมันไม่เคยเกิดขึ้น แม้บางคนจะจำได้คร่าวๆว่าอดีตเคยเป็นยังไง แต่ "อดีต" คืออะไรกันถ้าไม่ใช่สิ่งที่ขีดเขียนในบันทึก (ซึ่งพี่เบิ้มมีกระทรวงแห่งความจริงควบคุมอยู่) และความทรงจำที่เห็นพ้องด้วย (พี่เบิ้มก็พคอยสอดส่องและบังคับให้มันเป็นไปในทางเดียวกัน)

รายละเอียดเนื้อเรื่องของตัวละครนั้นผมขอละเอาไว้ไม่พูดถึง ไม่ใช่เพราะมันนำเสนอแต่ด้านมืดของจิตใจหรือการทรยศหักหลัง แต่มันดึงดูดและน่าสนใจมากกว่าที่ผมจะมาเล่าสั้นๆไม่กี่ประโยคว่าเกิดอะไรขึ้น แต่กลับรู้สึกว่ามันคุ้มค่ากับการติดตามว่าหลังจากที่ความคิดขบถต่อพี่เบิ้มได้แทรกเข้ามาในหัวของวินสตันแล้วเขาได้ทำอะไรบ้าง และผลที่ตามมาคืออะไร ใครกันที่เขาควรจะไว้ใจ ฯลฯ

ต้องบอกว่าผมใช้เวลากว่าสองอาทิตย์ในการอ่านหนังสือเล่มนี้ หนึ่งเพราะมันเครียด แต่อีกเหตุผลหนึ่งคือหนังสือที่ดีต้องการเวลาย่อย ต้องพยายามเข้าใจให้ดีไม่หลงจุดที่ผู้เขียนพยายามสื่อสาร เขาได้ทำให้เห็นแล้วว่าสังคมที่รัฐบาลมีอำนาจแบบสมบูรณ์นั้นช่างน่าขยะแขยง น่ารังเกียจและไม่ควรเกิดขึ้น

"อำนาจ" นั้นเป็นสิ่งที่น่ากลัว ไม่ว่าเริ่มต้นด้วยเหตุผลใดก็ตาม เป้าหมายคืออะไรก็ตาม ไม่ว่าดีหรือร้าย แต่เมื่อผู้ครอบครองสิ่งนี้แล้วไม่สามารถควบคุมหรือยึดติดกับมัน โหยหาและไม่สามารถแยกจากได้แล้วหล่ะก็ อำนาจจะไม่ใช่แค่วิถีทางอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสยดสยองเลยทีเดียว
SHARE
Written in this book
More Than Just a Book
หนังสือที่มากกว่าหนังสือ
Writer
sopons
writer
ผมมีความสุขกับการอ่านหนังสือ ชอบเดินทางไปในที่ใหม่ๆ เรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่าง พบเจอเรียนรู้ผู้คน รักการถ่ายรูปและธรรมชาติ มีความสุขทุกครั้งที่ได้นั่งมองเหม่อดูเมฆเคลื่อนตัวบนท้องฟ้า นอนบนทุ่งหญ้าแล้วดมกลิ่นดินที่ลอยคลุ้ง รักและมีความสุขกับการได้คลุกตัวอยู่กับการเขียนหนังสือ ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนและพร้อมรับฟังความคิดเห็นเสมอครับ - โสภณ ​ศุภมั่งมี ผลงานหนังสือ : The Nerd of Microsoft, คิดสุดปลายเท้า, สวิสที่ฝัน ในวันที่ตื่น, คิวชู | ภูเขา | เงาจันทร์ | blog : aftertomorrow.co | fb/tw/ig : sopons | Columnist : The Matter, the101.world, GQ Thailand, Don't Magazine | Writer : สนพ. Salmon | Work Contact : 0891919698

Comments

lalajinx
3 years ago
อ่านแล้วดูท่าคอนเทนต์หนักพอสมควรนะคะ
Reply
sopons
3 years ago
มันเป็นหนังสือที่คู่ควรแก่เวลาจริงๆครับ
imonkey7
3 years ago
ได้ยินมานานแล้วว่าต้องเสพ
คงต้องเสพสักวัน ผมเป็นพวกยุง่ายด้วยสิ ถ้าอ่านตอนนี้มีหวังแสดงความคิดจนตีองไปปรับทัศนคติแหง๋มๆ
ตอนอ่าน แอนนิมอลฟาร์มก็ทีนึง แสดงออกจนโดน ทัก
Reply
sopons
3 years ago
ควรครับ ควรอย่างมาก วางลุงมูฯลงแล้วไปเสพก่อน :)
noonpavinee
3 years ago
อาจารย์เคยบังคับอ่านเหมือนกันค่ะเล่มนี้ หนาเอาเรื่องเลย วิเคราะห์สนุกเลยค่ะ 
 
Reply
sopons
3 years ago
หนาพอใช้ได้เลยครับ แต่ผมว่าหลายคนควรอ่านสักครั้ง :)