คุณค่าของสิ่งธรรมดา (In Order to Live - Yeonmi Park)
ตั้งแต่เกิดจนโตมาสามสิบกว่าปี ผมไม่เคยต้องหิวข้าวจนหน้ามืดเป็นลม ไม่เคยต้องไปไล่จับแมลงปอเพื่อมาเผากินเป็นอาหารเย็น ไม่ต้องนอนหนาวตัวสั่นในบ้านมืดๆที่ไม่มีไฟฟ้า ไม่เคยห่างจากอ้อมกอดอันอบอุ่นของพ่อแม่ ไม่เคยต้องหลบซ่อนตัวจากตำรวจในห้องที่ปิดม่านมิดชิด เพียงเพื่อจะดูภาพยนต์ฝรั่งหนังฮอลลีวูดหรือเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ ไม่เคยต้องหยุดเรียนหนังสือเพราะที่บ้านไม่มีเงินจ่ายส่วยของโรงเรียน ไม่เคยถูกแบ่งชั้นวรรณะและคัดแยกให้ต่ำต้อยกว่าคนอื่น ไม่เคยที่มีใครมากำหนดว่าอนาคตต้องเป็นอะไร มีชีวิตแบบไหน ไม่เคยมีใครมาบังคับว่าต้องสรรเสริญพระเจ้าองค์ไหน พระเจ้าแผ่นดินหรือพระมหากษัตริย์องค์ใด นับถือศาสนาอะไร ไม่เคยต้องหนีตายจากบ้านเกิด หัวซุกหัวซุนจากหน่วยลาดตะเวนชายแดน ถ้าถูกจับได้ก็ถูกยิงตาย แต่ถ้ารั้งจะอยู่ก็ไม่พ้นชะตากรรมเดียวกันเพราะความหิวโหยและโรคร้าย

ผมเหมือนกับอีกหลายล้านคนบนโลกใบนี้ที่เกิดมาพร้อมกับสิ่งที่ "มี" มากกว่าสิ่งที่ "ไม่มี" เป็นเด็กในครอบครัวฐานะธรรมดาแต่มีข้าวกินสามมื้อ กลางคืนมีเตียงให้นอนผ้าห่มอุ่นคลุมตัวหลังคาคุ้มหัว ได้เรียน ได้เล่น มีโอกาสได้เติบโตเช่นเด็กทั่วไป บางคนอาจจะถามในใจว่าแล้วมันสำคัญยังไงเหรอ? บอกตรงนี้ว่าสิ่งธรรมดาเหล่านี้ที่เราทุกคนมี แค่นี้ก็ทำให้เราโชคดีกว่าอีก 25 ล้านคนในเกาหลีเหนือที่เรียกตัวเองว่า "Greatest Country Ever" จนเทียบกันแทบไม่ได้เลยสักนิด

จำได้ว่าสมัยตอนเป็นเด็กครูวิชาสังคมศึกษาเคยพูดถึงเรื่องระบบการปกครองแบบ "คอมมิวนิสต์" เอาไว้แบบง่ายๆว่า "ทุกคนเท่าเทียมกันหมด ทุกอย่างเป็นของรัฐบาล อาหาร ยา เครื่องนุ่งห่ม ที่ดินบ้านเรือน รัฐบาลแจกจ่ายแก่ประชาชน" ฟังดูแล้วก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่ แต่ในความเป็นจริงแล้วประเทศที่ยังคงยึดติดและใช้ระบบนี้อย่างจริงจังอย่างเกาหลีเหนือนั้นมีส่วนเงามืดที่น่ากลัวที่ไม่เคยถูกล่าวถึงอีกมากมาย เรื่องราวชีวิตของ "Yeonmi Park" ในหนังสือ "In Order to Live" เล่มนี้จะทำหน้าที่เปิดเผยและสาดแสงเข้าไปในมุมมืดเหล่านั้นให้เราซึ่งเป็นคนนอกมีโอกาสได้เห็นถึงความลำบาก ความอดอยากยากจนของเหล่าประชากรตาดำๆที่ทั่วโลกนั้นไม่เคยรับรู้ ผู้นำที่โหยหาบ้าอำนาจและควบคุมทุกอย่างไม่เว้นแต่อารมณ์และความคิดความรู้สึกของประชาชนของตัวเอง ถ้าใครเผลอพูดวิพากษ์วิจารณ์แสดงความคิดเห็นของตัวเอง (ที่นอกเหนือจากสิ่งที่รัฐฯต้องการให้คุณรู้หรือคิด) ถือว่าเป็นความผิดอันใหญ่หลวง วันหนึ่งตำรวจทั้งกองอาจจะมาเคาะประตูหน้าบ้านแล้วนำตัวคุณไปทรมานที่ไหนสักแห่ง หลังจากนั้นอาจจะไม่มีใครรู้อีกเลยว่าคุณเป็นตายร้ายดียังไง ถ้าใครเคยอ่านหนังสือ "1984" ของ "George Orwell" เกาหลีเหนือถอดแบบประเทศโอชันเนียในหนังสือนิยายสุดคลาสสิคเล่มนี้ออกมาอย่างน่าเหลือเชื่อ ประเทศที่มี "พี่เบิ้ม" คอยสอดส่องมองดูทุกการเคลื่อนไหว (แม้แต่ความคิด) คอยป่าวประกาศข่าวคราวบิดเบือนกลบเกลื่อนความจริงที่เกิดขึ้น คอยปลุกระดมและสร้างสื่อเพื่อสร้างความเกลียดชังต่อประเทศศัตรู มีการลงโทษอย่างรุนแรงประหารชีวิตคนที่ฝ่าฝืนกฏต่อหน้าฝูงชนกลางถนนแบบเลือดเย็น สังคมแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จ (totalitarianism) นั้นมีอยู่จริงไม่ใช่แค่เพียงนิยายอ่านสนุกเพียงเท่านั้น

Yeonmi เกิดในครอบครัวเกาหลีเหนือในเมือง Hyesan เมื่อปี 1993 บ้านเกิดของเธอเป็นเมืองเล็กๆทางภาคเหนือของประเทศที่มีพื้นที่ติดกับเมือง Chainbai ของประเทศจีน คั่นกลางด้วยแม่น้ำ Yalu เมื่อถึงฤดูหนาวบริเวณนี้มีอากาศที่หนาวเย็นจนน่ากลัว (-40 องศาเซลเซียส) เธอมีพี่สาวหนึ่งคนที่อายุมากกว่าสามปี แม้ว่าสภาพแวดล้อมในเมืองนั้นจะซอมซ่อและเป็นชนบทอยู่มาก ถนนลูกรังและไฟฟ้าที่มีก็เหมือนไม่มี (เพราะส่วนมากแล้วจะดับ) แต่ครอบครัวของเธอก็อบอุ่นแม้ขัดสนอดมื้อกินมื้อ พ่อกับแม่ของเธอก็รักและดูแลเธออย่างดีมาตลอด

พี่สาวของเธอต้องคอยปกป้องเธอที่โรงเรียนอยู่เสมอ ร่างกายที่เล็กกว่าคนอื่นมักทำให้เธอเป็นเป้าหมายที๋โดนรังแกจากเพื่อนเสมอ แต่ถึงอย่างนั้นก็ตามเธอไม่เคยแสดงท่าทีที่ยอมแพ้เลยสักครั้ง ความหัวรั้นหัวแข็งเธอบอกว่ามันอยู่ในสายเลือดที่ผ่านมาทางแม่ และโชคดีเหลือเกินที่สิ่งเดียวกันนี้ทำให้เธอ "ทำทุกอย่าง" เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่ยากลำบากในชีวิตและเพื่อคำว่า "อิสรภาพ" ของตัวเองและคนที่เธอรัก

พ่อของเธอนั้นมีหัวทางการค้าและทำธุรกิจซื้อขายของจากประเทศจีนในตลาดมืด (เพราะตามกฏหมายแล้วเกาหลีเหนือไม่สามารถทำธุรกิจด้วยตัวเองได้ - ทุกอย่างเป็นของรัฐ) ถ้าเขาอยู่ประเทศอื่นๆก็คงแค่ถูกเรียกว่า "พ่อค้า" แต่พออยู่ที่เกาหลีเหนือ เขากลับถูกเรียกว่า "อาชญากร" แรกเริ่มทุกอย่างก็เป็นไปได้ด้วยดี แต่สิ่งที่เติบโตไปพร้อมกับธุรกิจของเขาคืออันตรายที่แฝงตัวมาอย่างเงียบๆ สุดท้ายเมื่อรัฐบาลจับได้เขาก็ถูกส่งไปยังค่ายกักกันผู้ทำผิดร้ายแรงเป็นเวลาหลายปี

ครอบครัวที่มีไม่มากอยู่แล้วเริ่มมีน้อยลงไปเรื่อยๆ แม่กลายเป็นหัวเรือหลักของครอบครัวและเธอพยายามหาทุกหนทางเพื่อลดโทษให้กับพ่อที่โดนจับแต่ก็ไม่เป็นผล มีช่วงหนึ่งที่ Yeonmi กับพี่สาวต้องอยู่กันตามลำพังที่บ้านเป็นเวลาหลายเดือนระหว่างที่รอแม่เดินทางไปขายของหาเงินที่เมืองต่างๆ เงินที่แม่ทิ้งเอาไว้ให้ประทังชีวิตของเด็กๆทั้งสองที่อายุยังไม่ถึงสิบขวบได้แค่ไม่กี่วัน พวกเธอต้องออกจากโรงเรียนและแต่ละวันต้องเดินเข้าไปในป่าเพื่อหาใบไม้เพื่อเคี้ยวกิน บางวันโชคดีก็เจอหนอนเจอแมลงก็กินหมด บางครั้งก็ดึงต้นไม้เล็กๆขึ้นมาจะเคี้ยวรากของมันเพียงเพื่อให้รู้สึกว่าได้กินอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน (รากของต้นไม้บางชนิดก็มีพิษอ่อนๆและทำให้ปากชาไปตลอดทั้งวัน) เธอบอกว่า

"ปกติแล้วเด็กๆจะวิ่งไล่จับแมลงปอแล้วก็ปล่อยมันไป ส่วนฉันจับแมลงปอเพื่อกินมัน"

ประมาณสามปีให้หลัง พ่อของเธอถูกปล่อยออกมาจากสถานกักกันเพราะติดสินบนเจ้าหน้าที่คุมขัง เขาหลอกว่าเขามีเงินก้อนโตซ่อนเก็บเอาไว้ก่อนถูกจับ ถ้าปล่อยเขาออกมาเพื่อรักษาอาการปวดท้อง (ซึ่งเป็นเรื่องจริง) เขาจะมอบเงินก้อนนั้นให้แก่ผู้คุม แต่เมื่อออกมาได้แล้วสุดท้ายเขาก็หนีเจ้าหน้าที่อีกครั้งหนึ่ง และเมื่อหางานทำไม่ได้ ความอดอยากของทั้งครอบครัวก็ตามมาเป็นเงาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หนทางเดียว "เพื่อให้มีชีวิตรอด" (In Order to Live) คือการหลบหนีออกจากเกาหลีเหนือไปประเทศจีน

นี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเส้นทางสู่อิสรภาพที่เหนือกว่าคำว่ายากลำบาก เต็มไปด้วยน้ำตาแห่งความเสียใจ ขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยความหวังในช่วงเวลาที่ตกต่ำที่สุดในชีวิต การตัดสินใจที่ไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็รู้สึกผิดทั้งนั้น การได้เข้าไปพัวพันกับขบวนการค้ามนุษย์ในประเทศจีนได้ขโมยเอาความไร้เดียงสาของเธอไป ผู้คนที่เธอได้พบเจอ การสูญเสียของสิ่งที่มีค่าที่สามารถเรียกกลับคืนมาได้ ความรัก ความสัมพันธ์ที่ยากจะหาคำมาอธิบาย ความเชื่อและโชคชะตาที่ถูกกำหนดวางไว้ เธอต้องต่อสู้แบบกัดไม่ปล่อยหลังชนฝาเพื่อความอยู่รอดของเธอและครอบครัว จนได้เป็นประชากรแบบถูกกฏหมายของประเทศเกาหลีใต้ในที่สุด

เรื่องราวของ Yeonmi นั้นเป็นแรงบันดาลใจต่อใครอีกหลายล้านคนบนโลกใบนี้ แม้ว่าประสบการณ์ที่เธอได้เจอมานั้นมันเลวร้ายสักแค่ไหน ถึงเธออยากลืมและทิ้งมันไว้ในอดีตโดยไม่อยากหันกลับไปมองอีก แต่สุดท้ายเธอกลับตัดสินใจเลือกที่จะเล่ามันออกมาเป็นหนังสือเล่มนี้ เธออยากให้โลกรู้จักประเทศบ้านเกิดของเธออย่างแท้จริง อยากให้รู้ว่ายังมีประชากรเกาหลีเหนืออีกมากมายที่กำลังลำบากเหมือนที่เธอเคยเป็น ยังคงหิวโหยและใช้ชีวิตด้วยความหวาดกลัวต่ออำนาจของ "พี่เบิ้ม" ยังมีหลายล้านคนที่อยากหนีออกมาจากประเทศที่ไม่ต่างอะไรกับคุกขนาดใหญ่แห่งนี้

หนังสือเล่มนี้จะทำให้คุณรู้จัก "The Greatest Country Ever" อย่างถึงไส้ถึงพุง จะทำให้คุณเห็นว่าสิ่งที่คุณมีนั้นมีค่ามากมายแค่ไหน สิ่งเล็กน้อยแค่ยาสีฟันแปรงสีฟันก็ถือเป็นสิทธิพิเศษที่อีกหลายล้านคนนั้นไม่มีโอกาสแม้แต่จะฝันถึง อย่าพูดถึงอาหารสามมื้อเพราะนั้นคงเป็นเพียงความเพ้อฝันของพวกเขาเหล่านั้นอีกเช่นกัน เรื่องราวของเธอคนนี้จะทำให้คุณรู้ว่าคนธรรมดาเช่นคุณและผมนั้นถือว่าโชคดีมากแค่ไหน ที่มีโอกาสได้เติบโตอย่างที่อยากเป็น เรียนในสิ่งที่อยากเรียน ทำงานที่อยากทำ รักคนที่อยากรัก เคารพพระเจ้าองค์ใดก็ไม่มีความผิด มีอิสระ...ที่ได้ใช้ชีวิตแบบอิสระอย่างทุกวันนี้
SHARE
Written in this book
More Than Just a Book
หนังสือที่มากกว่าหนังสือ
Writer
sopons
writer
ผมมีความสุขกับการอ่านหนังสือ ชอบเดินทางไปในที่ใหม่ๆ เรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่าง พบเจอเรียนรู้ผู้คน รักการถ่ายรูปและธรรมชาติ มีความสุขทุกครั้งที่ได้นั่งมองเหม่อดูเมฆเคลื่อนตัวบนท้องฟ้า นอนบนทุ่งหญ้าแล้วดมกลิ่นดินที่ลอยคลุ้ง รักและมีความสุขกับการได้คลุกตัวอยู่กับการเขียนหนังสือ ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนและพร้อมรับฟังความคิดเห็นเสมอครับ - โสภณ ​ศุภมั่งมี ผลงานหนังสือ : The Nerd of Microsoft, คิดสุดปลายเท้า, สวิสที่ฝัน ในวันที่ตื่น, คิวชู | ภูเขา | เงาจันทร์ | blog : aftertomorrow.co | fb/tw/ig : sopons | Columnist : The Matter, the101.world, GQ Thailand, Don't Magazine | Writer : สนพ. Salmon | Work Contact : 0891919698

Comments

lalajinx
5 years ago
กว่าจะมีวันนี้ของเธอได้ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆเลย เห็นใจคนเกาหลีเหนือ
Reply
sopons
5 years ago
จริงๆครับ อ่านแล้วรู้ว่าตัวเองโชคดีขนาดไหน
hippiehippo
5 years ago
เขียนดีมากเลยค่ะ
Reply
sopons
5 years ago
ขอบคุณมากเลยครับ
Oneword
5 years ago
อ่านเพลินเลย
Reply
sopons
5 years ago
ขอบคุณมากครับน้องหนึ่ง :)
imonkey7
5 years ago
รู้จักกันงิ 
sopons
5 years ago
นิดหน่อย งุงิ
imonkey7
5 years ago
เรื่อง แอนิมอลฟาร์มเป็นเรื่องที่เปลี่ยนความคิดทางการปกครองของผม และคาดว่าหากได้อ่าน 1984 หรือ In order อาจจะไปไกลกว่านี้ ขอบคุณมากๆครับ 
Reply
sopons
5 years ago
1984 และ in order to live เยี่ยมทั้งคู่ครับ
Silencewaltz
5 years ago
พออ่านย่อหน้าแรกก็คิดว่าต้องเป็นเกาหลีเหนือแน่เลย ประเทศที่มีเรื่องราวให้โลกรับรู้น้อย แถมน่าจะไม่ใช่ความจริง 100% อีกต่างหาก
Reply
sopons
5 years ago
ถูกต้องครับ ปิดหูปิดตาปิดความคิดทุกอย่างเลยทีเดียว