ตำราเล่มนั้น..
    ถ้าจะบอกว่าหนังสือเล่มไหนมีอิทธิพลกับชีวิตของผมมากที่สุด ก็พูดได้เลยว่ามีหลายเล่มหลายเรื่องราว เพราะจริงๆแล้วหนังสือทุกเล่มก็มีผลต่อความคิดความอ่านของเราได้ทั้งสิ้น คือถ้าเราตั้งใจอ่านมันจริงๆนะ
    แต่มีหนังสือเล่มหนึ่งที่ยังมีอิทธิพลกับชีวิตของผมอยู่เกือบทุกวัน หนังสือที่ว่าไม่ใช่เรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจ ไม่ใช่แนวทางสร้าง passive income ไม่ใช่หนังสือสูตรสำเร็จให้ copy and paste หรือ หนังสือบนชั้น best seller สิบเล่มยอดฮิตแต่อย่างใด
มันกลับเป็นตำราเรียนเล่มเก่าที่หนาหนัก
   "ตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป" เขียนโดย นายแพทย์สุรเกียรติ อาชานานุภาพ เป็นตำราว่าด้วยแนวทางการวินิจฉัยโรคและแนวทางการรักษา เป็นตำราที่ผมใช้เรียนสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เพราะด้วยอาชีพของเรามีความจำเป็นที่ต้องรู้วิธีการวินิจฉัยโรคเบื้องต้น อาการแสดงต่างๆ รวมถึงการรักษาขั้นต้นที่เราพอจะทำได้ ก่อนที่จะต้องส่งให้พบแพทย์ต่อหากมีความจำเป็น ซึ่งเนื้อหาก็ไม่ได้ยากหรือวิชาการจนอ่านไม่รู้เรื่อง หากผู้ที่สนใจเกี่ยวกับสุขภาพ หากเข้าใจวิธีใช้และตั้งใจอ่าน ก็อาจเป็นประโยชน์สำหรับการดูแลตนเองและคนรอบข้างในยามเจ็บป่วยได้เลยทีเดียว

   เมื่อเปิดตำราเล่มเขื่องที่ว่า เปิดไปหน้าบทนำที่อยู่ด้านใน มีลายมือขยุกขยิกของผมเองเขียนไว้ว่า
สุข สำเร็จด้วย ปัญญา สติ วิริยะ
   เป็นข้อความที่อาจารย์หมอสุรเกียรติ เน้นให้เราเขียนติดไว้ที่ด้านในหนังสือตำราเรียนเล่มนี้ อาจารย์ยังกรุณาเซ็นชื่อไว้เพื่อให้เป็นที่ระลึกอีกด้วยในคราที่อาจารย์ได้กรุณามาสอนพวกเราถึงที่คณะ น่าแปลกเพราะข้อความที่อาจารย์ให้จดไว้กลับแสดงผลของมันอย่างน่าอัศจรรย์ใจเป็นอย่างยิ่งในภายหลัง

    ยอมรับว่าสมัยเรียนหนังสือในมหาวิทยาลัย เป็นคนไม่ได้ตั้งใจเรียนมากนัก การเรียนก็ลุ่มๆดอน ผ่าน mean ได้ก็เป็นบุญนักหนาแล้ว เพราะเรารู้ดีว่าเราไม่ได้เรียนกับมนุษย์นิสิตธรรมดา แต่เรากำลังเรียนกับสุดยอดมนุษย์ที่ถูกคัดสรรค์มาอย่างดี มีสมองให้จดจำราวกับมี harddisk 1 TB อยู่ให้หัว แถมเปลี่ยนใหม่ได้ในแต่ละวิชาด้วย
    ความรู้สึกส่วนตัวจึงคิดว่าการเรียนจึงเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องดีเด่น แค่พอผ่านก็คงพอแล้ว แต่ทว่าพอได้เรียนวิชาทางคลินิกที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ป่วยโดยตรง อย่างเช่นวิชาที่อาจารย์สุรเกียรติได้มาสอนให้นั้น กลับทำให้เราต้องเปลี่ยนความคิด 
เพราะมันยากมาก ยิ่งเรียนเหมือนเราไม่รู้อะไรเลย   ผมได้เรียนรู้มากขึ้นจากวิชานี้ว่า การที่เราจะดูแลผู้ป่วยได้อย่างดี มีคุณภาพและปลอดภัย จนผู้ป่วยบรรเทาหรือหายจากความเจ็บป่วยได้ มันต้องใช้องค์ความรู้ที่ต้องสั่งสมมานาน ประสบการณ์ที่ต้องฝึกฝน รวมถึงการค้นคว้าหาความรู้ใหม่ๆเสมอ และต้องใช้สติในการคิดวิเคราะห์มากๆในการทำงานกับชีวิตคน เราคงจะเรียนๆเล่นๆเหมือนก่อนไม่ได้อีกแล้ว

   ผมพยายามเข้าห้องสมุดมากขึ้น ค้นคว้าด้วยตัวเองมากขึ้น ทำแบบฝึกหัดด้วยตัวเอง (ปกติยืมเพื่อนลอกซะส่วนใหญ่) จนเพื่อนบางคนต้องทักว่า
เฮ้ย ช่วงนี้มาห้องสมุดบ่อยนะ แปลกจัง   อ้าว..คนเราก็เปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้นบ้าง ผิดด้วยเหรอว่ะ (นึกตอบโต้ในใจแบบขำๆ) ผมก็ยังตั้งหน้าตั้งเข้าห้องสมุด ค้นคว้าด้วยตนเอง ฝึกทำแบบฝึกหัดเอง จนเรารู้ตัวเองเลยว่าเราทำได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสอบหรือการเรียนในห้อง แปลกไปในทางที่ดีขึ้นจนเพื่อนๆต้องออกปากชมเลยทีเดียว
   ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น สร้างแรงกระตุ้นในเชิงบวกจนทำให้การเรียนวิชาอื่นๆก็พลอยดีขึ้นตามไปด้วย นับเป็นความภาคภูมิใจเล็กๆ ของชีวิตการเรียนในรั้วมหาวิทยาลัย คือถ้ารู้ว่าแค่พยายามขึ้นอีกนิด เราก็เปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้นได้
สุข สำเร็จด้วย ปัญญา สติ วิริยะ      ข้อความข้างบนนั้นจริงแท้ ไม่ผิดเลยทีเดียว

    ทุกวันนี้ตำราการตรวจโรคทั่วไปเล่มที่ว่า ยังคงถูกเก็บไว้ในชั้นหนังสือ ภายในร้านขายยาเล็กๆแห่งหนึ่ง มันยังคงถูกเปิดใช้งานบ่อยๆ ทั้งทบทวนความรู้เก่า (ซึ่งจริงๆบางเรื่องอาจจะล้าสมัยไปแล้ว แต่นับว่าเนื้อหาส่วนใหญ่ยังมีประโยชน์มาก)  เปิดอ่านเพื่อใช้สอนผู้ป่วยบ้างก็มี จนบ้างทียังนึกภูมิใจว่าหนังสือเล่มนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เราทำหน้าที่และวิชาชีพได้อย่างเต็มภาคภูมิ 
ขอบคุณนะที่วันนั้นบอกให้พี่ไปหาหมอ ดีที่ไปไว หมอรีบให้เข้าห้องผ่าไส้ติ่งเลย หมอบอกว่าดีนะที่มาไว ถ้าช้ากว่านี้คงลำบากแน่
   ประโยคแค่นี้ก็ทำให้เราเกิดรอยยิ้มและความภูมิใจ ว่าอย่างน้อยสิ่งที่พยายามและตั้งใจ ก็ส่งผลให้มีบางชีวิตที่สุขสบายขึ้นจากความเจ็บป่วยได้    ตำรายังคงทำหน้าที่ของมันเป็นอย่างดี มีเล่มใหม่ๆพิมพ์มาจำหน่ายเรื่อยๆ ตามวิทยาการและการรักษาโรค ที่นับวันจะพัฒนาอย่างก้าวกระโดดไปเรื่อยๆ แต่ตำราเล่มนี้ยังมีคุณค่าและมีความหมายสำหรับผมเสมอ เพราะยังคงเป็นตำราที่เปิดอ่านแล้ว "เกิดปัญญา ใช้สติ และเตือนให้มีวิริยะ" อยู่เสมอ
นับเป็นหนังสือที่มีส่วนเปลี่ยนชีวิตผมเล่มนึงเลยทีเดียว
   หนังสือเล่มที่เปลี่ยนชีวิตของคุณหล่ะครับ คือเล่มไหน ลองมาเล่าให้กันฟังบ้างนะครับ ^__^
SHARE
Written in this book
My story of life
เรื่องราวของประสบการณ์ส่วนตัว ถ่ายทอดเพื่อส่งต่อเรื่องราวแก่ผู้พบเจอ เป็นบันทึกเพื่อทบทวนภาพความทรงจำที่ควรค่าแก่การคิดถึง
Writer
Deux
the fast sleeper
คนธรรมดามากๆ

Comments

Bewbundanjai
3 years ago
เคยเห็นเล่มนี้ครับ เคยเห็นโค้ดคำพูดนี้ด้วยย ดีมากๆ เลยครับ^^
Reply
Deux
3 years ago
ดีจริงครับ ใช้อ่านเพื่อดูแลตนเองก็ใช้ได้นะครับ ^_^
khunmamdent
3 years ago
ยิ้มตลอด จนมาถึงย่อหน้าท้ายสุด ชะงักไปนิด เออ..เล่มไหนดีนะของเรา บางทีอาจเยอะมาก หรือว่ามันผสมปนเปจนกลายเป็นเล่มใหม่ในกบาลเวอร์ชั่น ไม่เคยตีพิมพ์ก็ไม่รู้นะคะ ~ แฮร่^^
Reply
Deux
3 years ago
เอามารวมมิตรกัน อร่อยเลย
imonkey7
3 years ago
แลดูเป็นคนดีถ้าเทียบจากหนังสือที่อ่าน
Reply
Deux
3 years ago
หึ รู้ได้ไงว่าพี่ชั่วร้าย 55555
Silencewaltz
3 years ago
เค้าบอกว่างานเขียนสะท้อนตัวตนอ๊ะป่าวเฮียยยยยย 555555 อย่างหนูนี่เขียนได้แต่เรื่องแบ๊วๆใสๆนะ คริคริ
Deux
3 years ago
ไม่นะ ข้าวเช้าของฉ๊าน!!!