เมื่อสมองจำได้ว่า..
ใครเคยมีความทรงจำที่ค่อนข้างมั่นใจในเรื่องบางเรื่อง แล้วภายหลังพึ่งมาพบว่าความทรงจำเรื่องนั้นของเรามันไม่จริงบ้างครับ?

บางครั้งความทรงจำของเราเด่นชัดในหลาย ๆ เรื่องเลยว่าเราเคยพูดแบบนั้น เราเคยทำแบบนี้ แต่พอไปถามใครที่เราคิดว่าเขาอยู่ร่วมเหตุการณ์ด้วย หรือไปเปิดบันทึกรูปแบบใด ๆ ก็ตามที่เรามีแล้วปรากฎว่าเรื่องเหล่านั้นไม่เคยเกิดขึ้นเลย..

ผมคนนึงล่ะที่เป็นบ่อย โดยเฉพาะช่วงหลังแต่งงาน :P 

หลาย ๆ ครั้งผมจำได้ว่าภรรยาเคยพูดแบบนั้น ภรรยาเคยพูดแบบนี้ หรือผมไม่เคยพูดแบบนั้น ผมไม่เคยพูดแบบนี้ แต่พอมานั่งคุยกันแล้วเราข้อมูลไม่ตรงกัน จนบางครั้งเรื่องก็ใหญ่โตบานปลาย

มีอยู่ครั้งหนึ่งเรามีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันตอนพูดถึงเรื่องที่เราไปเที่ยวตอนฮันนีมูน เพราะเราจำเหตุการณ์ได้เป็นคนละแบบกัน เถียงกัน (เชิงสันติ) อยู่นานจนนึกขึ้นมาได้ว่าเราอัดวีดีโอเอาไว้ (อันนี้จำได้เหมือนกัน) เลยมาเปิดเพื่อนั่งดูหาความถูกต้องของข้อมูลกัน

ผลปรากฎว่าหนึ่งในเราสองคนมีคนที่จำเรื่องราวที่เกิดขึ้นผิดไปเป็นคนละเรื่องราวกันเลย (ซึ่งเราไม่สามารถนำข้อมูลมาเปิดเผยได้ว่าใครจำผิด เพราะมันอันตรายต่อชีวิต :P)

เกเบรียล ไวเนอร์ เคยเขียนเอาไว้ในหนังสือขายดีของเขา Fluent Forever (หรือชื่อไทยว่า พูดคล่องไม่ต้องคิด) เกี่ยวกับเรื่องของความทรงจำที่สมองของเราสร้างไปเองแบบนี้ว่า.. 

"ในการศึกษาเรื่องความทรงจำเมื่อปี ค.ศ. 2011 นักวิจัยได้ให้นักศึกษามหาวิทยาลัยสองกลุ่มดูโฆษณาที่เต็มไปด้วยภาพของข้าวโพดคั่วยี่ห้อใหม่ที่แต่งขึ้นเองชื่อ "กูร์เมต์ เฟรช ของ ออร์วิล เรเดนบาเคอร์" หลังจากนั้นพวกนักวิจัยก็ขอบคุณนักศึกษากลุ่มแรกและให้พวกเขากลับบ้าน จากนั้นก็ให้นักศึกษากลุ่มที่สองชิมตัวอย่างข้าวโพดคั่วสด ๆ

หนึ่งสัปดาห์ต่อมา พวกเขาเรียกนักศึกษาทั้งสองกลุ่มกลับมาและถามถึงความประทับใจของพวกเขา ตรงนี้แหละครับที่น่าขนลุก ทั้งสองกลุ่มจำได้แม่นยำว่าเรื่องชิมข้าวโพดคั่ว ถึงแม้ว่ากลุ่มหนึ่งจะไม่ได้ชิมก็ตาม ทุกคนคิดว่ามันอร่อยมาก
 
เวลาที่เราจำได้ เราไม่เพียงแค่เข้าถึงความทรงจำของเราเท่านั้น แต่เรายังเขียนมันขึ้นมาอีกครั้งด้วย 

เมื่อนักศึกษาเหล่านี้ถูกกระตุ้นด้วยโฆษณาข้าวโพดคั่ว พวกเขาจะนึกถึงการนั่งดูหนังยามคํ่าคืนที่บ้าน กลิ่นข้าวโพดคั่วกับกลิ่นเนย เสียงเคี้ยวกร้วม ๆ  ในปาก และเกลือเค็ม ๆ บนริมฝีปาก ท่ามกลางการรื้อฟื้นประสบการณ์เหล่านี้ขึ้นมาใหม่ พวกเขานึกเห็นภาพของคนอื่น ๆ กำลังเพลิดเพลินกับข้าวโพดคั่วในถุงที่เขียนว่า “กูร์เมต์ เฟรช ของออร์วิล เรเดนบาเคอร์” แล้วความทรงจำของพวกเขาก็เปลี่ยนไป 

โครงข่ายของเซลล์ประสาทจากการดูหนังยามคํ่าคืนในอดีตถูกกระตุ้นขึ้นในเวลาเดียวกันกับที่พวกเขาเห็นโลโก้ของยี่ห้อนี้ เซลล์ประสาทที่ถูกกระตุ้นขึ้นพร้อมกันและเชื่อมโยงกัน ทำให้สมองของพวกเขาเก็บความเชื่อมโยงใหม่เหล่านี้ไว้ราวกับว่าพวกมันอยู่ที่นั่นมาตลอด 

มันฟังดูเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อใช่มั้ยครับ แต่พอมาคิดดูแล้ว ผมก็พบว่าตัวเองมีช่วงเวลาแบบนี้อยู่หลายครั้งเช่นกัน แบบที่คิดว่าทำอะไรบางสิ่งไปแล้ว จำได้แม้กระทั่งภาพตอนที่ทำ แต่พอเอาเข้าจริงดันไม่ได้ทำสิ่ง

อย่างเมื่อวานเป็นวันซื้อของเข้าบ้าน ผมก็ท่องเอาไว้ซะดิบดีว่าต้องซื้ออะไรบ้าง (พ่อบ้าน แม่บ้านหลาย ๆ คนคงจดเอา แต่ผมดันขี้เกียจ เข้าใจว่าตัวเองจำเก่ง) พอไปถึงซุปเปอร์มาร์เก็ตผมก็เริ่มหยิบ 1 2 3 4.. แล้วก็ยังท่องไว้ว่าต้องหยิบ "แปรงล้างแก้ว" และก็เดินซื้อของตามความต้องการและรายการที่ท่องเอาไว้จนหมด แน่นอนว่าจำได้ว่าซื้อแปรงล้างแก้วมาแล้ว พอมาถึงบ้าน ก็เตรียมหยิบเอาแปรงล้างแก้วมาจัดการใช้งานตามที่คิดไว้ ผลคือ.. หาเท่าไรก็หาไม่เจอ ผมก็เริ่มใจหายละว่าไปทำตกที่ไหน บนรถ? ที่ห้าง? เพราะจำได้แน่ ๆ ว่าซื้อมาแล้ว จนต้องไปหาใบเสร็จมาดู ปรากฏคือ ผมไม่ได้หยิบมันมาจริง ๆ ..

แล้วภาพที่ผมจำได้คืออะไรกันละเนี่ย???

พอมาคิด ๆ ดูแล้ว ทั้งกลไกของสมอง และกลไกของจิตใจของเรามันสร้างภาพอะไรแบบนี้ขึ้นมาได้ยังไงกันนะเนี่ย??? มันดูขนลุกจริง ๆ ที่ภาพบางภาพมันชัดเจนสมจริงเสียเหลือเกิน แต่ปรากฎว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นซะงั้น

ผมว่าตอนนี้เรามีเรื่องอะไรที่คอยมาปั่นป่วนสมองของเราอยู่เสียมากมาย มันมาทำให้เราเกิดความทรงจำหลอน ๆ ผิด ๆ ขึ้นมาอย่างมากมาย โดยเฉพาะยาระงับประสาทเนี่ยมันอาจทำให้เราเกิดอุบัติเหตุ และความทรงจำสูญหายได้.. เอะอันนี้ไม่เกี่ยวซินะ >< 
    

SHARE
Writer
bangkokian
part time teenager
The greatness of art is not to find what is common but what is unique.

Comments