My Rainy Day

1

"รู้ไหมว่าคุณเป็นคนแปลก" ผมชวนเธอคุยทันทีที่หย่อนก้นลงนั่งฝั่งตรงข้าม
เธอละสายตาจากหนังสือซึ่งเปิดค้างตอนสุดท้ายของเล่มเอาไว้ เลิกคิ้วข้างหนึ่งมองผม
"แปลกยังไง ?"
"ทำไมคุณถึงชอบอ่านหนังสือบทสุดท้ายของเรื่องก่อนเสมอเลยล่ะ ?"
"เคยดู When Harry Met Sally หรือเปล่า ?"
ผมส่ายหน้า เธอหยิบที่คั่นลายแพนด้าสอดเข้าหน้าที่อ่านค้างเอาไว้
วางหนังสือเล่มนั้นลงบนโต๊ะแล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ยกขาข้างหนึ่งขึ้นไขว่ห้าง
"ผมชอบอ่านตอนจบก่อนที่จะซื้อหนังสือ เพราะขืนตายก่อนจะได้อ่านจบคงไม่รู้เรื่องกันพอดี"
"หะ ?" ผมเลิกคิ้วสองข้างมองหน้าเธอแบบงง ๆ
"บิลลี่จาก When Harry Met Sally พูดเอาไว้แบบนั้นน่ะ"
"แล้ว ?"
"ชีวิตคนเรามันสั้นนะคุณ ฉันไม่อยากตายไปแบบที่ยังค้างคาอยู่น่ะ
ถ้าตายไปแล้วไม่รู้ตอนจบของหนังสือที่กำลังอ่าน มันน่าเศร้านะ"
"ยังไงล่ะ ?" ผมถามกลับ ส่งสายตาคาดหวังว่าเธอจะช่วยอธิบายอะไร ๆ เพิ่มเติมบ้าง
"คุณลองนึกภาพตัวเองเดินตากฝนออกไปจากร้านกาแฟนี่แล้วโดนรถชนตายดูซิ"

ผมมองตามนิ้วของเธอที่ชี้ออกไปนอกกระจกร้านข้าง ๆ เรา
ข้างนอกฝนสาดกระหน่ำลงมาไม่หยุด นักเรียนใช้เป้ต่างร่มวิ่งลี้ภัยกันสุดฤทธิ์
เม็ดฝนเกาะพราวบนกระจกเห็นแล้วเหมือนพื้นหลังจอ Iphone 6 ที่กำลังใช้อยู่เลย
บรรยากาศก็ดีแท้ ๆ แต่ต้องมานั่งจินตนาการภาพตัวเองโดนรถมินิแวนสีแดงเสยร่าง
เพราะผู้หญิงพิลึก ๆ ตรงหน้าผมสั่งให้นึกภาพตาม
"อ่าหะ...เริ่มมองเห็นภาพแล้ว" 
ผมพยักหน้าแล้วดึงสายตาออกจากตัวเองในจินตนาการ
ที่นอนตัวเปียกอยู่กลางถนนเพราะโดนรถชน
"ถ้าคุณเหลือตอนสุดท้ายของนิยายที่กำลังอ่านอยู่
ตอนนั้นคุณแค่แวะออกไปเพื่อไปซื้อขนมที่อยากกิน
แต่ดันตายก่อนซะงั้น...คุณอาจตายโดยไม่รู้ว่าสุดท้ายตอนจบเป็นยังไง
มันคงไม่ดีถ้าหากเรื่องนี้วนเวียนในหัวก่อนตาย เหมือนคุณนอนตายตาไม่หลับนั่นแหละ"

ฟังเธอเล่าเป็นคุ้งเป็นแควแล้วก็คิดได้ว่าคืนนี้คงจะนอนค้างที่ร้าน
จับจองพื้นที่ห้องด้านหลังร้านเป็นห้องพักสักหน่อย รู้สึกไม่อยากกลับบ้านยังไงไม่รู้
ในมือของผมยังถือ The Fault in Our Stars คาอยู่
ถึงจะพึ่งอ่านมาแค่ครึ่งเล่มแต่ก็ไม่อยากตายก่อนจะรู้ตอนจบ
คงต้องหมกตัวนอนอ่านให้จบมันซะคืนนี้ หรือจะลอกเธอพลิกไปอ่านตอนจบเลยดี

"วันก่อนฉันเห็นคุณอ่าน The Fault in Our Stars"
"ยังอ่านไม่จบ" ผมยักไหล่ตอบเธอ เธอเองก็ยักไหล่ตาม
"ฉันอ่านจบแล้วล่ะ มันโอเคเลยนะ อย่างน้อยก็ช่วยเตือนว่าชีวิตคนเรามันสั้น
เพราะงั้นก็รีบ ๆ ทำในสิ่งที่มันสำคัญกับเราก่อนจะโดนรถชนตายแล้วไม่ได้ทำ"
เธอยังคงตอกย้ำให้ผมไม่อยากกลับบ้าน 
วกมองออกไปจินตนาการภาพตัวเองบนถนนอีกรอบ
"คุณเองก็อย่าพึ่งตายจนกว่าฉันจะชงลาเต้เป็นก็แล้วกัน อย่างน้อย ๆ ก็ไม่ใช่ช่วงนี้"

"แล้วแบบนี้มันจะสนุกยังไงล่ะ ถ้าหากเรารู้ตอนจบก่อนน่ะ ?" ผมแย้ง
"The Fault in Our Stars คุณก็น่าจะเห็นแล้ว
ว่าพระเอกนางเอกเป็นมะเร็งที่ไม่มีทางรักษาหาย
คุณรู้ตอนจบอยู่แล้วว่าไม่ใครก็ใครที่ต้องตายจากกันไปก่อน
แล้วทิ้งให้คนอีกคนอยู่ลำพังคนเดียวไปสักระยะหนึ่งก่อนจะตายตามไป
คุณรู้อยู่แล้วว่ามันจะต้องเป็นแบบนั้น แต่คุณก็ยังติดตามเรื่องราวของเขาใช่ไหมล่ะ ?"
ผมนิ่งเงียบสักพักหนึ่งก่อนจะพยักหน้าหงึกหงัก
"ก็เหมือนกับคุณรู้ว่ามาร์คผลิตเฟสบุ๊ค แต่ก็ยังอยากรู้อยากเห็น
ว่าเรื่องราวมันเป็นยังไง สตีฟ จ็อบส์ สร้าง iphone ยังไง
วอเร็น บัฟเฟต ก่อนจะมาเป็นนักลงทุนชื่อดัง เขาทำอะไรมาก่อน
ตอนจบของนิยายก็คล้าย ๆ แบบนั้นแหละ คุณรู้ว่าสุดท้ายสองคนก็ต้องถูกเขียนให้มาเจอกัน
ในเมื่อหนังสือเล่มนั้นกำหนดตัวละครให้มาคู่กันแล้ว
แน่นอนว่าเราก็ต้องรู้จุดจบของเรื่องแล้วหลังจากอ่านมันมาสักพัก"
"อ่อ...." ผมพยักหน้ารับอีกรอบ

2

เสียงของสายฝนเข้าปกคลุมเราทั้งสองคน
ราวกับจู่ ๆ ก็ถูกฉุดดึงเข้าไปในความเงียบเหงาชื้นแฉะ
เรามองหน้ากันนิ่ง ควันจาง ๆ ของลาเต้ร้อน ๆ ตรงหน้ายังลอยฟุ้งชวนฝัน

"คุณจำตอนจบของเราได้หรือเปล่า ?" เธอถามผม
"ไม่รู้ซิ...ผมนึกไม่ออกแล้วว่าเรื่องของเรามันเป็นยังไง" ผมตอบด้วยความสัจจริง
"ฉันยังเห็นคุณซื้อตั๋วหนังแถวเดิมที่เดิมเหมือนก่อน"
"ผมเองก็เจอคุณไปนั่งกินข้าวร้านเดิม ๆ อยู่บ่อย ๆ"
"จำได้ว่าเจอคุณไปที่ร้านหนังสือขาประจำแถว ๆ รามคำแหงด้วย"
"อืม..." ผมละสายตาจากเธอแล้วเหม่อมองควันจาง ๆ ตรงหน้า

เราจดจำเรื่องราวที่ผ่าน ๆ มาได้มากพอสมควร
แต่กลับนึกไม่ออกว่าอะไรทำให้เราเลือนหายไปจากชีวิตของกันและกันช่วงหนึ่ง
ผมเชื่อว่าตัวเองจำได้ว่าเมื่อก่อนเธอชอบกินอะไร ชอบอ่านหนังสือแนวไหน
จำได้กระทั่งว่าเธอชอบเปิดอ่านหนังสือในตอนจบของเรื่องเสมอแต่ไม่เคยถามหาเหตุผล
หายไปจากชีวิตของกันและกันอยู่หลายปี
เราเจอกันโดยบังเอิญในโรงหนังรอบสองทุ่ม
เธอมาคนเดียว ยังเลือกที่นั่งแถวเดิมที่เดิมข้าง ๆ กัน
ตอนเจอกันเรายิ้มทักทายอย่างคนไม่เคยเจอหน้ากันมานาน
ระหว่างหนังฉาย เธอก็ยื่นขนม นม เนย แบ่งปันให้ผมร่วมลิ้มรสด้วย
พอหนังจบเราก็ลงลิฟป์ตัวเดียวกัน

ความเงียบที่เล่นงานเราในลิฟป์ไม่ใช่ความรู้สึกเลวร้ายหรือน่าอึดอัด
แต่น่าจะเป็นเพราะเราจดจำไม่ได้แล้วว่าอะไรเป็นเหตุผลที่เราต่างเลือนหายไป
"คุณยังทำร้านกาแฟอยู่หรือเปล่า ?"
เธอหันมาคุยกับผมหลังจากที่สาละวนทัชหน้าจอโทรศัพท์อยู่นานแต่ก็ไม่เห็นเข้าไปเล่นอะไร
คล้ายกับว่าเธอเองก็พยายามนึกถึงเรื่องของเราแต่ก็คงจะจำอะไรไม่ได้มากพอ ๆ กับผม
"อืม...เราก็ยังทำเหมือนเดิมนะ"
เธอส่งยิ้มให้ เราพูดคุยกันจนลิฟป์เปิด เธอขอเบอร์โทรศัพท์ของผมเอาไว้
หลังจากนั้นหลายวัน เธอโทรศัพท์บอกให้ผมช่วยสอนชงกาแฟสักเมนูให้เธอหน่อย
ค่าร่ำเรียนก็ไม่มีอะไรมาก แค่หนังสือที่ผมอยากได้สักสามสี่เล่ม

ผมยังคงเหม่อมองควันจาง ๆ ส่งกลิ่นหอม ๆ 
เธอละสายตาจากความเงียบงันมองไปนอกหน้าต่าง
ปล่อยให้เวลาเคลื่อนผ่านเราไปเงียบ ๆ โดยที่ยังจมจ่อมอยู่กับเรื่องเก่า ๆ
ไม่นานฝนด้านนอกก็หยุดลง เธอดื่มกาแฟของตัวเองหมดแก้วรวดเดียว
หยิบหนังสือเก็บใส่กระเป๋าสะพายแบกขึ้นหลัง

ผมเดินออกมาส่งเธอที่หน้าร้าน
เหลือบมองนาฬิกาข้อมือบอกเวลาหกโมงเย็น
ท้องฟ้าด้านนอกมืดราวกับสองทุ่ม คงเพราะเมฆทะมึนที่อยู่เหนือศีรษะของเรา
ผมสะบัดเสื้อกันฝน คลุมแล้วไล่ติดกระดุมให้เธอ ดึงฮู้ดขึ้นมาคลุมเส้นผมเธอไว้
คว้าร่มอีกคันให้เธอถือกาง
แม้ว่าฝนซาลง แต่กรมอุตุบอกว่ามันคงจะตกหนักกว่านี้
ก่อนหน้าคงเป็นแค่การตกแบบตักเตือนว่าหากจะทำอะไรก็รีบ ๆ ทำเสียตั้งแต่ตอนนี้

"โชคดีนะ" ผมตบแผ่นหลังเธอเบา ๆ
"คุณเองก็ด้วยนะ" เธอหันมายิ้มตอบ เดินสู่สายฝนโปรยปรายเบื้องหน้า
คนของเธอยืนคอยอยู่ข้าง ๆ รถแคมรี่สีเทา
ผมกับเขาสบสายตาแล้วผงกศีรษะให้กันเป็นมารยาท

"วันนี้เปลี่ยนสาวหยิบร่มให้แล้วว่างั้น ?"
เสียงร้องทักเรียกสายตาของผมที่จ่อไล่หลังรถแคมรี่ไปให้หันกลับมามอง
หญิงสาวผู้ชอบเขียนบานกระจกหน้าต่างและผู้ไม่ชอบการพกร่มยืนอยู่ตรงหน้า
ตัวเธอเปียกเสียจนมันน่าจะกลายเป็นคาแรกเตอร์ของเธอไปแล้ว
เธอคนนี้ก็เป็นเด็กผู้หญิงแปลก ๆ
เข้ามาร้านกาแฟแต่ไม่ชอบดื่มกาแฟที่ร้านสักเท่าไหร่
ชอบพกเอาแยมโรลไม่ก็กาแฟขวดใส ๆ ของสตาบั๊คมาดื่มด้วย
เหมือนใช้ร้านของผมเป็นแค่ที่หลบฝนกับที่ฟังเพลง

ผมหันไป เปิดประตูร้านให้เด็กสาวเข้าไปก่อน
"แฟนเก่าเหรอ ?" เธอถาม ผมยักไหล่
"ไม่ค่อยแน่ใจ...."

ผมไม่รู้จะตอบคำถามของเด็กสาวคนนี้ยังไง
ผู้หญิงคนนั้นสำหรับผมแล้ว
น่าจะเหมือนกับฤดูฝนในดินแดนที่เคยเหยียบย่างเข้าไปแค่ครั้งเดียว
มันก็เนิ่นนานมาแล้ว...ผมจำไม่ได้แล้วว่าตอนนั้นเปียกมากแค่ไหน
หนาวแค่ไหน หรือตัวสั่นเท่าไหร่ โดดเดี่ยวหรือมีความสุข
ผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตอนนั้นตัวเองหลุดออกมาจากฤดูฝนในดินแดนนั้นได้ยังไง
จำได้แค่ว่าเมื่อก่อนเราเคยจำได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น...
จนเวลาทำให้เราจดจำฤดูฝนในดินแดนแห่งนั้นไม่ได้อีก

"ขอเพลงหน่อยค่า" เด็กสาวแปลก ๆ คนเดิมหย่อนก้นลงนั่งทั้ง ๆ ที่ตัวเปียกซก
หยิบเอาแยมโรลไส้ช๊อกโกแลตกับกาแฟสตาร์บั๊คออกมาวางบนโต๊ะ
ผมเดินไปหยิบผ้าขนหนูออกมาแล้วโยนลงบนหัวเปียก ๆ ของเธอ
เพลง Waltz บรรเลงคลอสายฝนที่กระหน่ำตกลงมาอีกระลอก


SHARE
Writer
Oneword
ワンヌウン
ชอบคิด ชอบอ่าน ชอบเขียน ชอบเดินทาง...

Comments

July_Moon
4 years ago
บรรยากาศฝนตกพรำๆ ลอยมาเลยอ่ะ ว่าไปมันดูขมๆ ติดปลายลิ้นแฮะ
Reply
Oneword
4 years ago
:D
Sunflower38
4 years ago
ชอบค่ะ บรรยากาศเหงาๆแต่สวยงาม ;///; 
Reply
khaikung
4 years ago
กลับมาแล้ววว หายไปนานเลย
Reply
BentoNoHaha
4 years ago
 Bitter and sweet
Reply