Daddy is here, Everything will be alright
"ที่รัก!!! ให้มันเร็วกว่านี้หน่อยได้ไหม??? สายแล้วนะ!" ภรรยาผมหันหน้ามามองค้อนด้วยสายตาที่บ่งบอกถึงความไม่พอใจระดับสาม (ยิ่งสูงยิ่งอันตราย)

"โอเค!!! นี้ก็รีบอยู่แล้วแต่รถมันติดมากไง" ผมพยายามหาเหตุแต่ดูเหมือนไม่เกิดผล

"เธอขับแบบซิกแซกเป็นไหม ปาดไปเลยเดี๋ยวก็ไม่ทันนัดหมอหรอก" ผู้หญิงท้องแก่อายุครรภ์ 38 สัปดาห์อารมณ์เริ่มฉุนเฉียว มีท่าทีว่ากำลังใกล้จุดระเบิดตู้มในไม่กี่วินาทีข้างหน้า

ถ้าเช้าวันที่ 18 มีนาคม 2559 บนถนนเส้นเชียงใหม่หางดงมีคนโดนรถ SUV โตโยต้าสีขาวทะเบียนกรุงเทพฯบีบแตรใส่ ขับปาดหน้า จี้ตูดแบบกระชั้นชิด หน้าตาคนขับมู่ทู่เป็นหมาเหม็นตด ผมขออภัยมา ณ ตรงนี้ด้วยครับ เมียผมกำลังจะไปคลอด!

แม้ว่าเราเผื่อเวลาบนท้องถนนมากกว่าครึ่งชั่วโมง แต่เช้าวันศุกร์ช่วงใกล้เข้างานของพนักงานประจำทำให้ปริมาณรถบนท้องถนนเพิ่มขึ้นมากอย่างไม่คาดคิด หมอนัดให้มาตอนเก้าโมงเช้า ตอนนี้เราสายไปแล้วประมาณสิบนาที รถยังขยับเขยื้อนไปไม่ไกลนัก ในใจผมรู้สึกกระวนกระวายและพาลอารมณ์เสียไปด้วย มองไปทางไหนก็มีแต่รถที่จอดแน่นิ่งสนิทติดไฟแดง นี้ยังโชคดีที่เรานัดผ่าคลอดไม่ได้รอมดลูกบีบตัวหรือถุงน้ำคร่ำแตก ไม่งั้นมีหวังเครียดมากกว่านี้อีกไม่รู้เท่าไหร่ นี้เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผมและภรรยาเลือกการนัดผ่าคลอดมากกว่าการรอเวลา เพราะไม่มีทางรู้เลยว่าการจราจรบนท้องถนนของบ้านเรานั้นจะเป็นยังไงในวันหนึ่งๆ บางวันอยู่ๆเทศบาลอยากซ่อมถนนขึ้นมาก็ตั้งด่านกั้นปิดเลนสองเลนเหลือให้รถวิ่งอีกหนึ่งเลน ติดกันเป็นตังเมหลายชั่วโมงก็มีมาแล้ว หรือถ้าเรียกรถพยาบาลมารับ บ้านเราเมืองเราผมเห็นน้อยคันที่หลบทางหลีกเว้นให้รถวี้หว่อไปก่อน ส่วนมากแล้วหน้ามึนไม่ใส่ใจหรือบางทีตัวเองก็ติดแหงกอยากขยับแต่ไปไหนไม่ได้เหมือนกัน

เอาง่ายๆ ผมอยากให้ลูกเกิดที่โรงพยาบาลโดยคุณหมอ ไม่ใช่เบาะโดยสารหลังรถโดยนายตำรวจ (ไม่ได้ดูแคลนฝีมือของนายตำรวจหลายคนที่ช่วยชีวิตเด็กให้คลอดมาแล้วมากมาย แต่ถ้าเลือกได้ผมไม่อยากเสี่ยงชีวิตลูกตั้งแต่วินาทีแรก)

เหตุผลที่สองไม่ใช่เพราะฤกษ์งามยามดีหรือการเคลื่อนตัวของดวงดาว แต่เป็นฤกษ์งามตามสะดวกคุณหมอเพราะอาทิตย์หน้าเขาต้องเคลื่อนตัวไปประชุมต่างประเทศทั้งสัปดาห์ สุดท้ายเราเลยตัดสินใจว่าถ้าลูกแข็งแรงดีไม่มีปัญหา ก็นัดผ่าคลอดกับคุณหมอเลยแล้วกัน

(สำหรับพวกเราลึกๆแล้วอยากคลอดตามธรรมชาติ เพราะร่างกายของคุณแม่สามารถสมานตัวรักษาได้เร็วกว่า น้ำนมมาเร็ว แต่หลายสิ่งทำให้ไม่สะดวกใจเลยต้องตัดสินใจไปแบบนั้น สำหรับใครที่กำลังชั่งน้ำหนักเหตุผล ขอให้เลือกทางที่ตัวเองและคู่ครองไม่ลำบากใจน่าจะดีที่สุดครับ)

9:30 พวกเราเดินดุ่มๆมาถึงแผนกสูตินารีเวชพร้อมใบนัด คุณพยาบาลเตรียมแฟ้มข้อมูลของภรรยาแยกเอาไว้เรียบร้อย เธอถูกนำตัวไปวัดความดันตรวจปัสสาวะเสร็จก็มีรถเข็นมารับเพื่อไปห้องรอคลอดทันที ชุดเตรียมผ่าตัดสีเขียวถูกเอามาเปลี่ยนเสร็จปุ๊บก็ขึ้นเตียงเพื่อวัดอัตราการเต้นของหัวใจลูก สายเครื่องมือมากมายคล้ายเข็มขัดผ้าถูกพาดทับไว้บริเวณท้อง ด้านซ้ายมือมีเครื่องพริ้นต์กราฟหัวใจค่อยๆเลื่อนไหลลงมาพร้อมเส้นขยึกยือสีดำขึ้นลง ตัวเลขบ่งบอก 120 ครั้งต่อนาที ซึ่งพยาบาลบอกว่าเจ้าตัวน้อยคงกำลังนอนหลับอยู่ เดี๋ยวต้องปลุกเขานิดหนึ่งด้วยอุปกรณ์ที่ผมไม่รู้จักชื่อ รูปร่างคล้ายไมโครโฟนงานวัด พอกดสวิทช์เปิดปุ๊บเสียงมันจะสั่นดัง "แอ๊ดดดดดดดด" พอเอาไปวางใกล้ๆพุงของภรรยาปุ๊บ กราฟที่นิ่งๆอยู่กระฉูดเด้งขึ้นลง หัวใจเต้น 160 ครั้งต่อนาทีทันที ดูแล้วก็น่าสงสารแต่พยาบาลบอกว่าเป็นเรื่องจำเป็น เพราะถ้าปลุกแล้วเขาไม่ตื่นนั้นแสดงว่าเขาอาจกำลังขาดออกซิเจนอยู่ก็เป็นได้

ทั้งลูกทั้งแม่ทั้งผมยังไม่ทันได้พักหายใจ พยาบาลอีกคนเอาเอกสารต่างๆนานาเข้ามาให้เซ็นรับรู้ มีช่องหนึ่งที่ผมยังคงว่างทิ้งไว้คือชื่อของลูก เพราะตอนนี้ยังไม่รู้เลยว่าเขาเป็นเด็กหญิงหรือเด็กชาย สักพักพยาบาลคนแรกกลับเข้ามาอีกครั้งเพื่อเตรียมตัวภรรยาไปห้องผ่าตัด 10:30 เตียงเข็นก็มารับเธอไป ผมจับมือภรรยาเอาไว้แล้วบอกว่า "เดี๋ยวเจอกันนะ ไม่ต้องกลัว"

เมื่อเตียงเข็นลับตาจากไป ผมทิ้งตัวนั่งอยู่ในห้องรอคลอดพยายามหายใจลึกๆเข้าปอด พยาบาลบอกว่าผมสามารถเข้าไปในห้องผ่าตัดเพื่อเป็นกำลังใจให้ภรรยาได้ แต่ไม่สามารถนำกล้องถ่ายรูปเข้าไปได้ แม้รู้สึกเสียดายแต่อย่างน้อยก็ยังโชคดีที่มีโอกาสได้เห็นวินาทีแรกของลูกที่ลืมตาดูโลกใบนี้ ระหว่างที่รอผมเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดห้องผ่าตัดสีเขียว หมวกคลุมผมและหน้ากากอนามัยเตรียมไว้ในกระเป๋าเสื้อเพื่อเอาไว้ใส่ก่อนเดินเข้าห้อง OR

เสียงในห้องในเงียบสงัดจนผมเริ่มรู้สึกเสียงหัวใจของตัวเองเต้นถี่ขึ้นเรื่อยๆ เข็มยาวของนาฬิกาตีจังหวะวินาที "ต๊อก...แต๊ก ต๊อก...แต๊ก" ผมหลับตาสูดหายใจเข้าไปอีกฟอดใหญ่ หัวเข่าผมเริ่มสั่นไม่รู้ว่าเพราะอุณหภูมิของห้องที่เย็นต่ำผิดปกติหรือความกังวลใจที่เริ่มก่อตัว สองมือประสานกันถูไปมาเพื่อเพิ่มความอบอุ่นแต่เหมือนช่วยอะไรไม่ได้มากนัก เหงื่อเม็ดเล็กผุดขึ้นมาตามง่ามนิ้วจนชุ่ม ผมลุกขึ้นยืนสะบัดแขนขาเพื่อให้ร่างกายผ่อนคลาย เดินไปชะโงกดูกระจกข้างนอกซึ่งมีพยาบาลนั่งอ่านเอกสารที่เคาน์เตอร์กลางสองสามคน หนึ่งในนั้นมองมาที่ผมแล้วก็ยิ้ม ผมยิ้มตอบไปโดยอัตโนมัติแล้วหมุนตัวกลับมานั่งลงบนโซฟาอีกครั้งหนึ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านเพื่อช่วยสงบจิตใจที่ฟุ้งซ่าน "หยกจะเป็นยังไงบ้างนะ?" "พยาบาลลืมมาเรียกผมรึเปล่า?" คำถามกวนประสาทเริ่มผุดขึ้นมาในหัว ตัวหนังสือผ่านตาไปโดยไม่ได้เข้าไปในสมองเลยแ้แต่น้อย เกือบยี่สิบนาทีผ่านไปยังไม่มีใครมาเรียก ผมเดินไปชะเง้อดูอีกครั้งพยาบาลทุกคนก็ยังคงอยู่ที่เดิม ความไม่สบายใจเริ่มก่อตัวอย่างเห็นได้ชัด ผมงุ่นง่านเดินไปมาระหว่างโซฟากับประตูกระจก ผมแหงนมองนาฬิกาที่ติดฝาผนังซ้ายมือ ตอนนี้ 11:00 เข้าไปแล้ว ผมตัดสินใจหันหลังเดินกลับไปที่ประตูเพื่อหาคำตอบว่าอีกนานรึเปล่า จังหวะเดียวกันนั้นเองมีพยาบาลอีกคนหนึ่งเปิดเข้ามาพอดี พร้อมกับบอกว่า

"คุณพ่อพร้อมรึยังค่ะ?"

ผมรีบพยักหน้า หยิบหมวกหลุมผมใส่บนหัว ปิดปากด้วยหน้ากากพร้อมเดินตามหลังเธอไปอย่างเงียบๆ

บรรยากาศในห้องผ่าตัดนั้นเย็นเฉียบ แสงจากหลอดไฟสว่างจ้าเห็นผนังเป็นสีขาวสะอาดไปหมด โคมไฟเอาไว้สำหรับผ่าตัดสองตัวใหญ่ห้อยอยู่บนร่างของภรรยาถูกคลุมอยู่ใต้ผ้าสีเขียว มีช่องสี่เหลี่ยมเล็กๆเปิดบริเวณหน้าท้อง พยาบาลนำผมเดินอ้อมไปนั่งข้างๆภรรยาด้านซ้ายของศีรษะ ผมเอื้อมมือไปจับมือของเธอที่เหยียดยื่นออกมาทางด้านซ้ายเพื่อให้น้ำเกลือ ขณะนั้นผมรู้เลยว่าผู้หญิงตัวเล็กๆคนนี้กำลังกลัวและกังวลมากแค่ไหน นิ้วมือเย็นราวกับน้ำแข็ง เลือดฝาดบนใบหน้าเริ่มจางลง แม้ไม่มากแต่ถ้าสังเกตุให้ดีจะรู้ได้ว่าตอนนี้เธอกำลังตื่นตระหนก ผมบีบมือของเธอเอาไว้แน่นเพื่อบอกว่าผมอยู่ตรงนี้แล้ว ทุกอย่างต้องผ่านไปได้ด้วยดี เธอลืมตาขึ้นมามองพร้อมรอยยิ้มเล็กๆบนใบหน้า ผมตอบกลับด้วยประโยคสั้นๆว่า "เดี๋ยวก็ได้เจอลูกแล้วนะ" เธอยิ้มกว้างขึ้นอีกนิดพร้อมบีบมือผมแน่นขึ้น

การผ่าตัดดำเนินไปอย่างรวดเร็ว คุณหมอที่พวกเราฝากครรภ์ด้วยขึ้นชื่อเรื่องฝีมือการผ่าตัดที่สวยงามและเรียบร้อย เขาทำทุกอย่างเป็นระบบ สั่งการทุกอย่างในห้องผ่าตัดได้อย่างเฉียบขาดแม่นยำ ความรู้สึกอุ่นใจกลับมาสู่ตัวผมอีกครั้ง สายตาที่มุ่งมั่น สองมือที่ขยันอย่างคล่องแคล่ว ไม่กี่นาทีต่อมาคุณหมอพูดว่า "พร้อมแล้วนะครับ เด็กจะออกมาแล้ว"

วินาทีนั้นเองของเหลวสีแดงคล้ำถูกดูดออกมาเป็นปริมาณมากไปยังหลอดพลาสติกขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ข้างเตียง เป็นส่วนผสมระหว่างเลือดกับน้ำคร่ำที่ทะลักออกมาหลังจากหมอลงมีด คุณหมอถืออุปกรณ์เหล็กรูปร่างคล้ายช้อนตักด้ามยาวไว้ในมือข้างละหนึ่งอัน จากนั้นค่อยๆสอดเข้าไปในช่องท้องพร้อมออกแรงดึงหัวลูกขึ้นมา หัวของเด็กตัวเล็กๆที่มีคราบไขติดตามเส้นผมสีดำบางก็โผล่ออกมา คุณหมอใช้ลูกบอลดูดเสมหะของเหลวในลำคอประมาณสองสามครั้ง เสียงร้องของลูกก็ดังลั่น "อุแว้! อุแว้!" คุณหมอแซวขึ้นมาทันทีเลยว่า "เสียงดีแบบนี้ไปเดอะวอยซ์หรือเดอะสตาร์ดีครับเนี้ย" ท่ามกลางเสียงหัวเราะของทุกคนรวมทั้งผมด้วย หยดน้ำอุ่นไหลผ่านแก้มทั้งสองข้างลงมาอย่างช้าๆ น้ำตาแห่งความสุขรินหลั่งออกมาอย่างไม่รู้ตัว

หัวใจผมเต้นตึกตักๆ นี้ลูกของเราจริงๆใช่รึเปล่า มันไม่ใช่เป็นความฝันใช่ไหม

"ลูกผู้หญิงนะครับคุณพ่อคุณแม่ สวยมากเลย ทุกอย่างสมบูรณ์ดีนะครับ" คุณหมอพูดบอกอีกครั้งหลังจากดึงเด็กออกมาทั้งตัว

น้ำตายังคงไหลไม่หยุดผมฉีกยิ้มกว้าง หันไปมองหน้าภรรยาที่นอนหลับตาอยู่ข้างๆ ผมสังเกตุเห็นน้ำตาของเธอที่ไหลออกมาเหมือนกัน เธอลืมตาแล้วหันมามองหน้าผมแล้วถามว่า

"ที่รักลูกเป็นยังไงบ้าง?"

ผมปาดน้ำตาแล้วหันไปยิ้มตอบกับเธอว่า "ลูกแข็งแรงดี ครอบครัวเรามีสมาชิกใหม่เพิ่มอีกคนหนึ่งแล้วนะ"

...

กลับมาย้อนมองไปเมื่อเก้าเดือนก่อน แม้เป็นระยะเวลาที่ไม่นานนัก แต่เหมือนว่าชีวิตผมผ่านอะไรมามากมาย ความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงจากผู้ชายคนหนึ่งที่ทำงานหนักเพื่อตัวเองและภรรยา ตอนนี้กลับมองโลกใบเดิมในมุมมองที่แตกต่างออกไป ต่อจากนี้การเป็นพ่อของเด็กผู้หญิงตัวเล็กคนนี้คงเปลี่ยนแปลงผมไปในทางที่ผมไม่เคยประสบมาก่อน ผมต้องเติบโตขึ้นอีกเพื่อเป็นที่พึ่งให้กับครอบครัวที่กำลังขยับขยาย ไม่สามารถคิดเพียงแค่มุ่งหน้าสู่ความฝันของตัวเองโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อคนรอบข้าง มันไม่ได้หมายความว่าผมต้องหยุดทุกอย่างลงในชีวิตเพียงเท่านี้ แต่ในทางกลับกันผมต้องมองภาพใหญ่มากขึ้นเพื่อรวมภรรยาและลูกน้อยเข้าไปในนั้นด้วย ความสำเร็จในชีวิต มีหน้าที่การงานที่มั่นคง เงินทองมากมายไม่ลำบาก แต่ถ้าผมได้มาโดยไม่มีคนที่รักอยู่เคียงข้างผมว่ามันคงโดดเดี่ยวและไร้ความหมาย สู้ผมมีครอบครัวที่อบอุ่นรักใคร่ หมั่นสร้างความทรงจำที่มีคุณค่าและเดินหน้าไปด้วยกันคงมีความสุขมากกว่า เป้าหมายในชีวิตของผมต่อไปจากนี้ ความสุขของผู้หญิงสองคนนี้ถูกรวมเอาไว้ในนั้นด้วย

จุดเริ่มต้นของชีวิตลูกสาวของผมวันนี้ถือเป็นจุดสิ้นสุดของชีวิตผู้ชายที่ชื่อ "นาย" โสภณ ศุภมั่งมี คนที่ใช้ชีวิตเพื่อตัวเองและภรรยา ต่อจากนี้ผมต้องเรียกตัวเองว่า "พ่อ" โสภณ ศุภมั่งมี ที่ต้องมีชีวิตเพื่อลูกคนนี้เข้ามาเพิ่มเติม

มีเสียงร้องไห้ดังมาเปลเข็นเด็กที่ตั้งอยู่ข้างเดียงของภรรยา ผมลุกขึ้นไปจัดผ้าห่อตัวที่เริ่มหลุดเพราะการขยับไปมาของลูกที่ดิ้นเก่งเหลือเกิน ก่อนสวมถุงมือผมเอานิ้วชี้ลูบบริเวณหลังมือของเจ้าตัวน้อยเบาๆ เธอกางมือออกแล้วคว้านิ้วโป้งของผมเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ถึงแม้ตอนนี้ชีวิตของการเป็นพ่อกำลังเริ่มต้นและผมไม่มีทางรู้ทั้งหมดว่า "อะไรคือการเป็นพ่อ" แต่ผมให้สัญญากับตัวเองตั้งแต่วินาทีนี้ว่าจะปกป้องดูแลชีวิตน้อยๆที่ชื่อว่าลูกคนนี้ด้วยทุกอย่างที่ผมมี...ด้วยชีวิตของผมเอง

ผมกระซิบเบาๆบอกกับเธอไปว่า "พ่ออยู่นี้แล้วนะ 'เลลา' ไม่เป็นไรแล้วนะลูก"
SHARE
Written in this book
Daddy is Happy, Daddy is Happy
บันทึกของชายคนหนึ่งที่กำลังจะเป็นพ่อคนหนึ่ง
Writer
sopons
writer
ผมมีความสุขกับการอ่านหนังสือ ชอบเดินทางไปในที่ใหม่ๆ เรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่าง พบเจอเรียนรู้ผู้คน รักการถ่ายรูปและธรรมชาติ มีความสุขทุกครั้งที่ได้นั่งมองเหม่อดูเมฆเคลื่อนตัวบนท้องฟ้า นอนบนทุ่งหญ้าแล้วดมกลิ่นดินที่ลอยคลุ้ง รักและมีความสุขกับการได้คลุกตัวอยู่กับการเขียนหนังสือ ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนและพร้อมรับฟังความคิดเห็นเสมอครับ - โสภณ ​ศุภมั่งมี ผลงานหนังสือ : The Nerd of Microsoft, คิดสุดปลายเท้า, สวิสที่ฝัน ในวันที่ตื่น, คิวชู | ภูเขา | เงาจันทร์ | blog : aftertomorrow.co | fb/tw/ig : sopons | Columnist : The Matter, the101.world, GQ Thailand, Don't Magazine | Writer : สนพ. Salmon | Work Contact : 0891919698

Comments

TheLastDeveloper
3 years ago
โหยยยย อ่านละตื่นเต้นตามเลยครับ ยินดีด้วยครับ
Reply
sopons
3 years ago
ขอบคุณมากๆเลยครับ
TheLastDeveloper
3 years ago
อยากมีลูกเหมือนกัน ^^
sopons
3 years ago
มันเป็นอีกความรู้สึกหนึ่งเลยครับ
Mangpongdang
3 years ago
ยินดีด้วยนะค่ะ บททดสอบหลายๆบทกำลังจะเริ่มแล้วนะค่ะ สู้ๆค่ะคุณพ่อ 😀
Reply
sopons
3 years ago
เริ่มเมื่อสองคืนก่อน ร้องไห้นันสต๊อปยันเช้า 😱
Mangpongdang
3 years ago
กินนมแม่หรือเปล่าค่ะ ถ้ากินต้องให้แม่กินขิงเยอะๆ ลูกจะได้สบายท้องค่ะ☺
sopons
3 years ago
ครับ นมแม่ครับ เดี๋ยวไปชงน้ำขิงดีกว่า :)
CPR
3 years ago
Fullness of life.....ยินดีกับครอบครัวที่สมบูรณ์ของคุณโสภณด้วยนะคะ ขอให้น้องแข็งแรง เลี้ยงง่ายเป็นที่รักของทุกคนนะคะ....คนอ่านตื่นเต้นลุ้นไปด้วยตั้งแต่ขับรถไปรพ.จนถึงOR C/S รู้สึกตื้นตันด้วย..

Reply
sopons
3 years ago
ขอบคุณมากๆเลยครับ :)
ponnatchaa
3 years ago
ยินดีด้วยนะคะ ขอให้น้องเป็นคนเก่ง ไม่ดื้อไม่ซน เลี้ยงง่ายๆนะคะ ^^ ต้องเปลี่ยนเป็นบันทึกของชายคนหนึ่ง ที่กลายมาเป็นฮีโร่ของเด็กหญิงคนหนึ่งละนะ :D
Reply
sopons
3 years ago
ขอบคุณครับ ตอนนี้เป็นพ่อผู้ชงนมแทน :)
lalajinx
3 years ago
พอมาอ่านแล้ว ซึ้งจังเลยค่ะ
Reply
sopons
3 years ago
😊😊😊