แอปเปิลทะเลาะกับกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉัน?
หลายคนอาจจะยังไม่เคยได้ยินเรื่องความขัดแย้งล่าสุดระหว่างแอปเปิลกับกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ หรือบางคนอาจจะเคยได้ยินผ่านหูมาบ้างแต่ยังไม่เข้าใจเต็มที่ว่ามันคืออะไร มันเกี่ยวข้องกับฉันมั้ย ฉันควรจะย้ายค่ายไปใช้แอนดรอยด์แทนรึเปล่า หรือฉันควรจะย้ายไปใช้วินโดว์โฟนซะเลยเพราะคงไม่มีใครสนใจมายุ่งกับฉัน วันนี้เรามาฟังแบบสรุปๆกัน (ที่เห็นเนี่ยคือสรุปแล้วนะ)

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2015 มีเหตุยิงกันที่เมืองซานเบอร์นาดิโน รัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นผลให้มีผู้เสียชีวิตสิบสี่คนและบาดเจ็บอีกยี่สิบสองคน ผู้ก่อเหตุสองคนถูกจับตายในที่เกิดเหตุ เรื่องมันก็คงไม่มาเกี่ยวกับแอปเปิลถ้าผู้ก่อเหตุเลือกใช้โทรศัพท์ยี่ห้ออื่น แต่หนึ่งในผู้ก่อเหตุมีไอโฟน5cอยู่เครื่องหนึ่งซึ่งทางตำรวจเชื่อว่ามีข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับที่มาของการก่อเหตุและอาจจะมีข้อมูลของผู้สมรู้ร่วมคิดคนอื่นๆด้วย ทีนี้ตำรวจก็ไม่รู้รหัสปลดล็อคหน้าจอจึงไม่สามารถปลดล็อคได้ จึงแจ้งไปทางแอปเปิลว่าขอให้ช่วยปลดล็อคให้หน่อย

ปัญหาคือระบบปฏิบัติการล่าสุดของแอปเปิลนั้นถูกออกแบบมาในลักษณะที่แม้แต่บริษัทแอปเปิลเองก็ไม่สามารถปลดล็อคได้ถ้าไม่รู้รหัส

มาพูดถึงเรื่องการล็อคอุปกรณ์หรือข้อมูลในรูปแบบที่แม้แต่บริษัทที่ผลิตเองก็ยังปลดล็อคไม่ได้กันสักหน่อย ถ้าเราพูดถึงอีเมล์หรือไลน์ที่เราใช้ๆกันอยู่บ่อยๆนั้นก็จริงอยู่ที่โดยทั่วไปแล้วคนอื่นไม่สามารถมาดักอ่านข้อมูลเอาระหว่างทางได้เพราะข้อมูลที่เราส่งไปจะถูกเข้ารหัสไว้ แต่แม้จะถูกดักอ่านระหว่างทางไม่ได้แต่ก็ยังมีอยู่อีกคนหนึ่งซึ่งสามารถอ่านได้นั่นคือบริษัทที่ให้บริการ เวลาเราส่งไลน์ไปนั้นถ้ามีใครมาดักระหว่างทางก็จะเจอเป็นภาษามนุษย์ต่างดาวและไม่สามารถอ่านได้เพราะคนนั้นไม่มีกุญแจถอดรหัส แต่บริษัทไลน์นั้นสามารถอ่านได้ เพียงแค่เค้าเก็บกุญแจถอดรหัสเอาไว้เป็นของภายในและไม่เปิดเผยให้ใคร (ที่คสช.เคยขอจากไลน์ก็คือขอกุญแจถอดรหัสนี่แหละ)

คราวนี้ในกลุ่มคนที่ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลก็เลยมีไอเดียว่าถ้าอย่างนั้นเรามาทำระบบให้แม้แต่บริษัทตรงกลางก็อ่านไม่ได้กันดีกว่า ตัวอย่างที่ดีก็คือบริการอีเมล์ที่ชื่อว่า ProtonMail ซึ่งผู้ส่งและผู้รับ(ถ้าหากใช้ ProtonMail ทั้งคู่)จะแลกกุญแจถอดรหัสกันเองโดยที่แม้แต่บริษัทก็ไม่ได้รู้เรื่องด้วย ดังนั้นต่อให้ดักข้อมูลออกมาบริษัทก็ไม่สามารถที่จะถอดรหัสได้ แอปเปิลก็ทำระบบคล้ายๆกันขึ้นมาเช่นกัน คือถ้าไม่รู้รหัสที่ผู้ใช้ตั้งไว้ต่อให้เป็นแอปเปิลเองก็เปิดมือถือไม่ได้ ถ้าดึงดันเปิดแล้วใส่รหัสไม่ถูกครบตามจำนวนครั้งที่ตั้งไว้เครื่องก็จะล้างข้อมูลทั้งหมดทิ้ง (แอนดรอยด์ก็มีระบบนี้ตั้งแต่ 6.0 Marshmallow เป็นต้นไป)

แต่เจ้าของเครื่องโดนยิงม่องไปแล้วแล้วจะไปเอารหัสมาได้ยังไง เอฟบีไอก็เลยขอให้แอปเปิลถอดรหัสให้หน่อย ซึ่งแอปเปิลก็บอกว่า "ใสเจีย เสียใจ ไอเปิดให้ยูไม่ได้" เอฟบีไอก็เริ่มเคืองว่าทำไมเปิดไม่ได้ โทรศัพท์ของตัวเองผลิตแท้ๆ ยังไงก็น่าจะเขียนโปรแกรมหรืออัพเดทแพทช์ใหม่พิเศษให้มีช่องเจาะเข้าไปได้(เรียกกันว่า backdoor) ซึ่งแอปเปิลก็บอกว่าจริงๆก็ทำให้ได้นะ แต่ไม่ทำให้หรอกเพราะว่ามันเป็นการละเมิดสิทธิของผู้ใช้ และมันยังมีความเสี่ยงที่เครื่องมือนี้จะตกไปอยู่ในมือผู้ไม่ประสงค์ดี คราวนี้ล่ะเธอเอ๋ยไอโฟนทั่วโลกได้ถูกแฮ็คกันมันส์ ยังไม่นับว่ากรณีนี้จะเป็นมาตรฐานใหม่ให้รัฐบังคับบริษัทไอทีต่างๆถอดรหัสข้อมูลกันเป็นว่าเล่นอีกนะ

เอฟบีไอและกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯก็เริ่มมีน้ำโห จึงไปฟ้องศาลให้บังคับแอปเปิลให้เขียนโปรแกรมออกมาให้ ซึ่งแอปเปิลก็ยังคงส่ายหน้าและอุทธรณ์ในขั้นตอนต่อไปเรื่อยๆ ก็คงจะอุทธรณ์ไปจนกว่าจะถึงศาลฎีกานั่นแหละ ตำรวจก็บอกว่าแอปเปิลตั้งใจบ่ายเบี่ยงไม่ให้ความช่วยเหลือกับกระบวนการยุติธรรมเพื่อผลประโยชน์ของบริษัทตัวเอง และยังไม่ให้ความช่วยเหลือในการเปิดโปงกระบวนการก่อการร้ายจนทำให้คนทั่วไปต้องตกอยู่ในอันตราย แอปเปิลก็แย้งว่าความเป็นส่วนตัวนั้นเป็นสิทธิส่วนบุคคล และความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจากโปรแกรม backdoor นั้นก็รุนแรงเกินไป จึงไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้ได้

อาห์ แล้วดราม่านี้จะจบลงเช่นไร...

ไม่ใช่ละ

คือพูดจริงๆเรื่องนี้มันก็มีเหตุผลกันทั้งคู่น่ะนะครับ แต่มันอยู่แค่ว่าใครจะให้ "ราคา" แต่ละเรื่องมากแค่ไหนเท่านั้นเอง

แอปเปิลเป็นบริษัทที่แสวงหาผลกำไร แน่นอนย่อมต้องรักษาผลประโยชน์อยู่แล้ว ทำไปก็จะทำให้บริษัทเสียชื่อเสียงมหาศาลและผู้บริโภคอาจจะย้ายค่ายไปใช้บริการคู่แข่งอย่างแอนดรอยด์แทน ถ้าเป็นวินโดว์โฟนก็ว่าไปอย่าง ปลดๆไปเถอะวินโดว์โฟนน่ะยังไงมันก็ไม่ค่อยมีใครใช้แถมคนที่ใช้อยู่ก็อยากได้ข้ออ้างซื้อโทรศัพท์ใหม่อยู่แล้ว

แน่นอนว่าผลประโยชน์ในแง่นี้ของแอปเปิลไม่ได้เกี่ยวกับผมเพราะผมใช้โทรศัพท์แอนดรอยด์และผมก็ไม่ได้ถือหุ้นของแอปเปิลอยู่ แต่ส่วนที่ผมคิดว่ามีความหมายกับทุกๆคนก็คือความเสี่ยงที่ช่องทางให้เจาะระบบเข้าไปนี้มันจะไปตกอยู่ในมือผู้ไม่ประสงค์ดี และการสร้างมาตรฐานใหม่ในการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของประชาชนโดยหน่วยงานรัฐ

ในแง่ของความเสี่ยงที่ช่องทางนี้จะหลุดออกไปนั้นก็มีสูงมาก เพราะเดี๋ยวนี้ก็รู้ๆกันว่าทุกอย่างเชื่อมถึงกันหมด โอกาสที่จะมีแฮคเกอร์เจาะเอาข้อมูลตรงส่วนนี้ไปได้ก็มี ถ้าเกิดขึ้นล่ะก็ได้ยกเครื่องบริการของแอปเปิลกันทั้งบริษัทล่ะคราวนี้ และระหว่างนั้นก็จะมีคนจำนวนมากที่จะถูกแฮคข้อมูลจากโทรศัพท์ ทีนี้ไม่ว่าจะเป็นอีเมล์ เฟส ไลน์ หมายเลขบัตรเครดิต วีดีโอโป๊ รูปกิ๊กรูปเกิ๊กก็เสร็จหมดแหละ

ในเรื่องการสร้างมาตรฐานใหม่ก็เป็นประเด็นเหมือนกัน ตอนนี้กระทรวงยุติธรรมบอกว่า "โอ๊ย เราขอแค่กรณีเดียว อย่าขี้ตืดน่า" แต่ความจริงคือเอฟบีไอมีไอโฟนอยู่ในมืออีกเป็นร้อยๆเครื่องที่เปิดไม่ได้และรอลุ้นผลของคดีนี้อยู่ว่าจะสามารถบังคับแอปเปิลให้ปลดล็อคเครื่องที่เหลือได้หรือไม่ และถ้าศาลบังคับแอปเปิลให้ปลดล็อคจริงๆแอนดรอยด์ก็คงจะเป็นรายต่อไปในเวลาไม่นาน (ส่วนวินโดว์โฟนตำรวจคงไม่ไปยุ่งหรอกเพราะไม่มีใครเค้าใช้กัน) ดังนั้นถ้าศาลบังคับให้แอปเปิลปลดล็อคแล้วตำรวจก็มันส์ล่ะทีนี้ ต่อไปใครมีคดีอะไรนิดหน่อยก็จะโดนบังคับปลดล็อคโทรศัพท์กันหมด หมดสิ้นกันซึ่งความเป็นส่วนตัว (แม้ว่าตอนนี้จะเป็นเหตุการณ์ในสหรัฐฯแต่ถ้าทำได้จริงๆแล้วล่ะก็ไม่ต้องห่วงเลย เดี๋ยวประเทศอื่นๆก็ทำได้เหมือนกัน)

ในมุมมองส่วนตัวของผมแล้วผมก็คิดว่าการทำอะไรบางอย่างมันก็มี "ราคา" ของมันอยู่ ตำรวจจะอ้างว่าเป็นการหาข้อมูลเกี่ยวกับขบวนการก่อการร้ายมันก็อ้างได้ แต่ก็ต้องคิดด้วยว่ากำลังจ่ายอะไรไปเพื่อให้ได้สิ่งนั้นมา ถึงจุดนึงแล้วบางทีราคาที่ต้องจ่ายมันก็สูงเกินไป ถ้าเรามองไปทั่วๆในกระบวนการยุติธรรมเราก็จะเห็นว่าระบบมันก็ถูกสร้างอยู่บนแนวคิดนี้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดๆก็เช่นการที่คดีมีวันหมดอายุความ เหตุผลสองข้อจากหลายๆเหตุผลก็เพราะว่าถึงจุดหนึ่งแล้วการจะเก็บคดีที่ยังสะสางไม่สำเร็จไว้เป็นงานนั้นมันก็จะทำให้ภาระพอกพูนไปจนเกินกว่าจะจัดการได้ และหลักฐานที่เก่าเกินไปนั้นก็อาจมีโอกาสผิดพลาดหรือไม่ครบถ้วนจนทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องถูกตัดสินว่าผิดได้ ดังนั้นแม้ว่าจะยังไม่ได้ลงโทษผู้กระทำผิดแต่ก็จำต้องปล่อยคดีให้หมดอายุความไป

ในมุมมองของผู้บริโภคอย่างเราๆและในมุมมองของบริษัทไอที(เท่าที่รู้ไม่มีบริษัทไอทีบริษัทไหนในสหรัฐฯเข้าข้างรัฐบาลเลย) ราคาของความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นและมาตรฐานใหม่ที่จะมาทำลายความเป็นส่วนตัวนั้นมันสูงเกินไป ก็ย่อมจะไม่อยากจ่ายอยู่แล้วแม้จะรู้อยู่กับใจว่าอาจต้องทำให้ผู้กระทำผิดหลุดรอดไป แต่ในมุมมองของรัฐบาลสหรัฐฯก็คงต้องพยายามสาวข้อมูลอย่างสุดความสามารถอยางแน่นอนเพราะมีหน้าตาเป็นเดิมพัน แล้วจริงๆจะว่าไปรัฐบาลสหรัฐเองก็ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวของประชาชนเท่าไหร่หรอกดังจะเห็นได้จากที่เอ็ดเวิร์ด สโนวเดนออกมาเปิดโปงเรื่องการดักข้อมูลของประชาชนทั่วไปโดยองค์กรความปลอดภัยแห่งชาติ(NSA)

สุดท้ายแล้วเรื่องนี้ต่อให้อธิบายจนปากฉีกเอฟบีไอก็ไม่ฟังหรอก และยังไงก็จะต้องบังคับให้แอปเปิลปลดล็อคให้ได้ ก็คงอยู่ที่ศาลแล้วล่ะว่าจะตัดสินยังไง จะเลือกปกป้องความเป็นส่วนตัวของประชาชนไหม แน่นอนว่าคนฝ่ายซ้ายโดยทั่วไปก็จะบอกว่า "อย่าเผือกเรื่องส่วนตัวคนอื่นเค้า" ในขณะที่คนฝ่ายขวาโดยทั่วไปก็จะบอกว่า "อย่าขัดขวางกระบวนการยุติธรรม" ผลการตัดสินคดีนี้จะเป็นประเด็นใหญ่อีกประเด็นหนึ่งในโลกยุคปัจจุบันเลยทีเดียวเพราะอาจะเป็นผลให้บริษัทในซิลิคอนวัลเลย์ย้ายออกจากสหรัฐฯกันทั้งกระบิ และก็อาจจะส่งผลถึงแนวทางการจัดการข้อมูลส่วนตัวในทุกๆระดับด้วย

อาจจะฟังดูเหมือนไกลตัว แต่อย่าลืมว่าบริษัทไอทีสำคัญๆจำนวนมากในปัจจุบันอยู่ภายใต้อำนาจกฎหมายของสหรัฐฯ บริการอื่นยังไม่เท่าไหร่ แต่ว่าบริษัทที่ทำระบบปฏิบัติการมือถือหลักๆนั้นอยู่ในสหรัฐฯหมดเลยนะ ซัมซุงอาจจะได้ผลิตระบบปฏิบัติการของตัวเองก็งานนี้แหละ ดังนั้นแล้วถึงแม้จะอยู่ไกลแต่ซักวันแรงกระเพื่อมมันก็จะต้องส่งมาถึงเราจนได้

ปกติผมไม่เชียร์แอปเปิลหรอกเพราะถ้าเจาะเลือดผมออกมาส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์ก็จะเห็นหุ่นยนต์สีเขียวตัวเล็กๆว่ายไปว่ายมาอยู่เต็มไปหมด แต่ครั้งนี้เป็นข้อยกเว้น ข้อมูลของตูเป็นของตู อย่ามาจุ้น

#StandWithApple
SHARE
Writer
Past-Forward
Free Thinker
น.พ.อธิพงศ์ พัฒนเศรษฐพงษ์ ภาควิชาวิสัญญีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

Comments

imonkey7
4 years ago
ผมก็เชื่อว่าการปล่อยคนร้ายจากกรณีนี้อาจช่วยคนดีได้เยอะกว่า
ว่าแต่ วินโดว์โฟนไปทำให้หมองใจอะไรเหรอท่าน
โจมตี จอกกัดซะไม่มีชิ้นดีเลย ฮา
Reply
Past-Forward
4 years ago
เป็นน้องเล็กของวงการก็ต้องโดนรังแกแบบนี้แหละ ฮา
CottonP
4 years ago
เราก็ยืนข้าง Apple ค่ะ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร การที่ปล่อยให้มาละเมิดความเป็นส่วนตัวเรา เราว่ามันไม่ถูกต้อง
Reply