บันทึกการเดินทาง กับการวิ่ง 10.5 กิโลเมตร
1.ก่อนการเดินทาง 
ครั้งนี้เป็นการวิ่ง 10.5 กิโลเมตรครั้งแรก และเป็นการลงงานวิ่งมินิมาราธอนงานแรกของฉันเช่นกัน ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีความคิดที่จะลงงานวิ่งมาก่อน แต่ฉันคิดว่าการหาประสบการณ์ใหม่ๆ นับเป็นส่วนหนึ่งของการ “ใช้ชีวิต”

ก่อนถึงงานวิ่ง 1 สัปดาห์ ฉันมีปัญหาเล็กน้อยกับเอ็นร้อยหวาย เพราะฉะนั้นการซ้อมจึงต้องหยุดไปโดยปริยาย สิ่งที่ตามมาคือความเครียดและความกังวลด้วยความที่ฉันเป็นคนเอาจริงเอาจังกับชีวิตอยู่แล้วโดยพื้นนิสัย ทำให้ตัวเองหวั่นใจว่าจะทำได้หรือไม่ได้

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในการเดินไปให้ถึงจุดหมาย ไม่ใช่อุปสรรคที่เกิดขึ้น แต่ความกลัวต่างหาก ที่จะทำให้เราทำมันไม่สำเร็จ

ฉันกลัวและเครียดไปสารพัดกับการวิ่งที่จะมาถึง คืนก่อนงานวิ่งก็นอนไม่หลับ แม้เอ็นร้อยหวายจะกลับมาดีดังเดิมแล้ว แต่ก็กลัวว่าพรุ่งนี้จะต้องล้มเหลวกลางคันหรือเปล่า

สุดท้าย ฉันหลับๆ ตื่นๆ ไปทั้งคืน พร้อมกับความฝันก่อนใกล้รุ่งสางว่า ตื่นสาย ไปวิ่งไม่ทัน

2.เช้าวันวิ่ง
วันวิ่งฉันตื่นตีสี่ครึ่ง แต่กว่าจะเตรียมของพร้อม กินอะไรเล็กน้อย ทำให้ออกจากบ้านเกือบ 05.40 น. ไปถึงสนาม ฉุกละหุกอยู่บ้างแต่ทว่าก็ทันเวลาปล่อยตัว ความรู้สึกแรกของการวิ่งพร้อมๆ กับคนหนึ่งพันคนก็แปลกดีนะ ราวกับทุกคนต่างตั้งหน้าตั้งตาวิ่ง บางคนวิ่งช้า บางคนวิ่งเร็ว บางคนวิ่งสม่ำเสมอ เทคนิคของแต่ละคนไม่เหมือนกันจริงๆ ถึงกิโลเมตรที่ 2 ฉันเริ่มเหนื่อยและหอบ แม้อากาศจะสดชื่นแต่ความเหนื่อยก็ยังคงมีอยู่ นักวิ่งที่วิ่งข้างๆกันนั้น อยู่ใกล้กันจนได้ยินกระทั่งเสียงหอบหายใจของเขา

3.ระหว่างทาง
ในช่วงกิโลเมตรที่ 5 – 6 มีการกำหนดให้วิ่งในสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์แห่งหนึ่งกลางตัวเมือง ฉันไม่ได้มาที่นี่นานมากแล้ว แม้จะเป็นสถานที่ซึ่งฉันผ่านบ่อยครั้งก็ตาม ช่วงที่วิ่งอยู่ในบริเวณนี้สร้างความประทับใจให้กับฉันและนักวิ่งหลายๆ คนมาก (บางคนอดใจไม่ไหวถึงกับต้องเซลฟี่ไว้) เพราะเส้นทางการวิ่งแวดล้อมด้วยร่มไม้ใหญ่ กลิ่นหอมของดอกไม้รวยรื่น ท่ามกลางพระอาทิตย์ที่ทอแสงอ่อนจางดั่งจะปลอบประโลมใจของนักวิ่งให้หายเหนื่อยล้าด้วยแสงแรกของอรุณรุ่ง เป็นช่วงกึ่งกลางของระยะทางที่ประจวบเหมาะกับความเหนื่อยล้าของฉันเลยทีเดียว ความสวยงามของสถานที่ทำให้ลืมเลือนความเหนื่อยล้าจากการวิ่งไปได้มาก

เพราะฉันไปวิ่งคนเดียว เลยทำให้ไม่มีใครคุยด้วยเท่าใดนัก เรียกว่าไม่มีเลยจะดีกว่า ตอนวิ่งรู้สึกโหวงเหวงอยู่เหมือนกัน แต่ระหว่างทางมีเจ้าหน้าที่ด้านข้างที่ดูแลนักวิ่งเป็นระยะ คอยถามว่า “เหนื่อยมั้ย” เมื่อวิ่งผ่านไปอีกสักหนึ่งกิโลเมตรก็มีกองเชียร์บอกว่า “สู้ๆ นะคะ” มันทำให้ฉันรู้สึกว่า “เวลาที่เราเหนื่อยล้ากับบางสิ่งบางอย่าง เราไม่ได้ต้องการอะไรมากมายเลย ขอแค่กำลังใจอย่างเดียว เราก็พร้อมจะก้าวต่อไปได้อย่างมุ่งมั่น” ถ้อยคำธรรมดาสามัญ กลับส่งพลังไปถึงหัวใจและทำให้ฉันวิ่งด้วยความมุ่งมั่นจะไปยังเป้าหมายมากกว่าเดิม

3.ก่อนถึงเส้นชัย 
น่าแปลกที่เมื่อป้ายบอกว่าถึงกิโลเมตรที่ 7 แต่ฉันกลับรู้สึกเต็มตื้นและดีใจราวกับเข้าเส้นชัยแล้ว คงเพราะฉันรู้ดีว่าอีก 3.5 กิโลเมตรไม่ใช่เรื่องยากเท่าใดนัก ความรู้สึกตอนนั้น ฉันบอกตัวเองว่า อีกนิดเดียวเท่านั้น แต่เอาเข้าจริง 3.5 กิโลเมตรก็ไกลไม่ใช่เล่น แต่สุดท้ายสองขาก็พาฉันก้าวมาสู่เส้นชัยด้วยสถิติที่เร็วกว่าคิดไว้คือ 1 ชั่วโมง 6 นาที

การวิ่งมินิมาราธอนครั้งนี้บอกฉันว่า บางครั้งสิ่งที่สวยงามที่สุดไม่ใช่จุดหมายปลายทางของการเดินทาง แต่อาจจะเป็นระหว่างทางก็ได้ที่สร้างความประทับใจให้กับเรา 

ป.ล. ภาพประกอบ คือภาพระหว่างทางวิ่งที่มีบางส่วนของเส้นทางอยู่ติดแม่น้ำและทำให้ฉันประทับใจมากที่สุด
SHARE
Written in this book
ประสบการณ์ที่พานพบ
บอกเล่าเรื่องราวในชีวิตที่ได้พบเจอ

Comments

WasuRocha
3 years ago
วิ่งเร็วเหมือนกันนะครับ
Reply
niji
3 years ago
สงสัยวิ่งมาสองปีด้วยมั้งคะ จริงๆ ยังเข้าลำดับกลางๆอยู่เลย
violetto_l3utpen
3 years ago
สุดยอด..
เราวิ่งวันละสามกิโลยังท้อเลยค่ะ
Reply
niji
3 years ago
สนุกน๊าาา ลองออกงานดู ติดใจแน่นอนค่ะ
violetto_l3utpen
3 years ago
กลัวจะไปเดินหอบซะมากกว่า แต่จะลองดูค่า
Skyscraper
3 years ago
วิ่งเร็วใช้ได้เลยค่ะ เราก็เพิ่งผ่านมินิครั้งแรกตอนต้นปีมาเหมือนกัตั้งใจว่าปีหน้าจะลงฮาล์ฟดู ((:
Reply
niji
3 years ago
กลับบ้านร้าวไปทั้งต้นขาเลยค่ะ 55
RosieCrazyBike
2 years ago
เมื่อวาน เพิ่งผ่านการวิ่งมินิมาราธอนครั้งแรกมาเหมือน ผ่านมาได้เพราะใจล้วนๆ ^^
Reply