"ทุน" ใน 5 ยุคเศรษฐกิจโลก
หลายสัปดาห์ก่อน ผมได้มีโอกาสไปนั่งดื่มกาแฟในร้านในหมู่บ้านที่ครั้งหนึ่งที่เคยเป็นชุมชนชาวเขาในป่า พื้นที่ป่าที่อยู่ในเขตรอยต่อระหว่างจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดลำปางครับ

ดื่มกาแฟไป ฟังเพื่อนๆคุยกันไป ก็นั่งคิดอะไรไปเรื่อย

ก่อนจะมีความคิดผุดขึ้นมาว่า เรามานั่งตรงนี้ได้ยังไง (วะ)

หมู่บ้านที่ครั้งหนึ่ง ชาวเขาเคยออกไปเก็บเห็ด เก็บหน่อไม้ เผาป่า เพื่อทำไร่ พอมีถนนตัดเข้ามา ตอนนี้กลายมาเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ชาวบ้านออกไปเก็บเมล็ดกาแฟ มาคั่ว มาบด เพื่อมาให้ “มนุษย์เมือง” เข้ามาสัมผัสประสบการณ์ที่แตกต่าง มันเกิดขึ้นได้อย่างไร ?

หลังจากคิดอะไรไปเรื่อย ผมคิดถึงเรื่องราวของ “ทุน” ครับ

และนั่นก็เป็นที่มาของทุน 5 ประเภท ที่อยากมาเล่าแลกเปลี่ยนแนวคิดกัน ตาม 5 ยุคสมัยดังนี้ครับ

1) ยุคเก็บผัก-ล่าสัตว์ หรือ hunters and gatherers ในยุคนี้ คนจำนวนมากยังทำการเกษตรไม่เป็น ทุนที่สำคัญที่สุดในยุคสมัยนั้น คือ  มนุษย์ เพราะทรัพยากรทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่ พืชผัก เนื้อสัตว์ หิน และ ไม้ ล้วนใช้แรงงานมนุษย์ในการหามา หัวหน้าเผ่าที่มีคนอยู่ในสังกัดมากที่สุดจะมีโอกาสเป็นผู้ทรงอิทธิพล และ “รวย” ที่สุดในสมัยนั้น จึงไม่แปลกที่ ผู้คนในสมัยนั้นสู้รบกัน ตีกัน เพื่อแย่งชิงกวาดต้อนคน เพราะคนเป็นทุนอันสำคัญของการผลิตในสมัยเริ่มแรก

2) ยุคเกษตรกรรม เป็นยุคที่สังคมมนุษย์ได้ ผ่านการปฏิวัติเกษตรกรรมครั้งแรก มนุษย์ได้เรียนรู้ที่จะปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์เอง จึงทำให้มนุษย์ไม่ต้องร่อนเร่ไปหา ดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ใหม่ๆ และนี่คือจุดริเริ่มของการลงหลักปักฐาน สร้างชุมชน ซึ่งแน่นอน เมื่อเรียนรู้ที่จะปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ได้ ที่ดินจึงเข้ามามีบทบาทในฐานะทุนอันสำคัญแห่งยุคเทียบเท่ากับกำลังคนที่เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างผลผลิตทางการเกษตรให้กับสังคม

ยุคเกษตรกรรมที่พึ่งพาทุนด้าน ที่ดิน กับ มนุษย์ นี้ยาวนานกินเวลาหลายพันปี มีระบบศักดินา (feudal) ที่กำหนดสิทธิการครอบครองที่ดินของผู้มีอำนาจ โดยผู้ที่มีอำนาจที่สุดครอบครองที่ดินทุกผืนในประเทศ จะถูกเรียกว่า พระเจ้าแผ่นดิน และจักรพรรดิ

ในยุคนี้มีเงินเกิดขึ้นแล้วแต่มีบทบาทอยู่ในรูปแบบตัวกลางการแลกเปลี่ยนระหว่างสินค้าต่างประเภท ต่างกับที่ดินที่เป็นทุนใช้ผลิตอาหารเลี้ยงปากท้องประชาชนและนายทหาร และสำคัญต่อความมั่นคงของอาณาจักร

3) และแล้วมนุษย์ก็หาทางที่จะหาทุนชนิดใหม่ที่สามารถเพิ่มผลผลิตได้มากกว่า แรงงานคนและที่ดินนั่นก็คือเครื่องจักรและเทคโนโลยีที่ผ่านการคิดค้นระหว่างการปฏิวัติทางอุตสาหกรรม ยุคนี้เป็นยุคที่มีเศรษฐีใหม่เกิดขึ้นมากมาย จากการผลิตทีละมากๆ (mass production)

ยุคนี้เป็นยุคที่  เทคโนโลยี  ได้ก้าวมาเป็นทุนที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในสังคมมนุษย์ คนที่มีเทคโนโลยีก้าวล้ำกว่าจะสามารถผลิตได้เร็วกว่า มากกว่า ในขณะเดียวกันก็มีนายทุนใน ”โลกเดิม” ไม่น้อยปรับตัวไม่ทัน ยังยึดติดกับทุนรูปแบบเดิมคือที่ดินสำหรับการเกษตรและจำเป็นต้องเสียบทบาททางสังคมและความมั่งคั่งไป

4) ในขณะเดียวกันกับการเจริญเติบโตทางอุตสาหกรรมในยุคแรกเริ่ม ก็เกิดการปฏิวัติทางการเงินเกิดขึ้นซ้อนกันซึ่งก็เป็นการปฏิวัติที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน ปัจจัยหลักของการปฏิวัติทางการเงินนั้นก็คือ “การกู้ยืม”

การกู้ยืมนั้นมีความสำคัญมาก เพราะเป็นกระบวนการที่คนมีเงิน มีที่ดิน (เศรษฐีเก่า) แต่ปรับตัวไม่ทัน ไม่มีเทคโนโลยี ไม่มีความรู้ ยอมปลดปล่อย (unlock) ทรัพยากรของที่ตัวเองใช้ไม่เป็น ให้กับคนอื่นที่ใช้เป็น ไปสร้างผลผลิตโดยแลกกับผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยหรือเงินปันผล

แน่นอน เมื่อทุนแบบเดิม (ที่ดิน เงิน คน) ถูกเปลี่ยนไปอยู่ในมือ คนที่มีทุนแบบใหม่ (เทคโนโลยี) ย่อมเกิดส่วนผสมอย่างลงตัวสำหรับการผลิตและทำให้เกิดการงอกเงยของทุนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

และการงอกเงยนั้นสามารถสร้างผลตอบแทนกลับมากพอที่จะแบ่งระหว่างเจ้าของทุนเดิมและผู้ประกอบการแล้วทุกคนมีความสุข ระบบทุนนิยมจึงเป็นระบบที่สร้างคนชั้นกลางใหม่ ที่เคยเป็นคนที่ไม่มี ให้กลายเป็นคนมี โดยการใช้ทุนของคนอื่นและเทคโนโลยีหรือความรู้ที่ตนเองมี

ยังเป็นครั้งแรกที่ระบบดังกล่าวทำให้มนุษย์ รู้จักการ ทำให้ เงินทำงาน หลังจากที่เคยให้ คน ที่ดิน และเครื่องจักรทำงานแทนตนเอง

จากวันนั้น ประมาณ 300 ปีที่แล้วจนถึงวันนี้ นักวิชาการหลายสำนักได้กล่าวไว้ว่า มีการปฏิวัติอุตสาหกรรมเกิดขึ้นมาแล้ว 3 ครั้ง (เครื่องจักร, ไฟฟ้า, และ IT)

เหตุการณ์ใน 30 ปีที่ผ่านมาบ่งบอกเรื่องราวของความสำคัญของทุนด้าน เทคโนโลยีได้อย่างดี มีเศรษฐีเกิดใหม่มากมายจากวงการ IT และวงการสื่อสาร ตั้งแต่ บริษัทให้บริหารระบบโทรศัพท์มือถือน้อยใหญ่ไปจนถึงเจ้าของบริษัทซอฟท์แวร์

สิ่งที่เราสามารถเรียนรู้ได้จากอดีตก็คือว่า เศรษฐี หรือ ผู้ที่ครอบครองทุนในแต่ละยุคอาจไม่เป็นจำเป็นจะต้องเป็นผู้ครอบครองทุนในรูปแบบที่คุ้นชินในยุคเก่า

 พวกเขาสร้างทุนชนิดใหม่ จากสิ่งที่ไม่มีใครรู้จัก ไม่มีใครเห็นค่าในยุคก่อนหน้า
 ในโลกที่ถูกผลักให้หมุนด้วยทุนชนิดใหม่ ไม่มีความเหลื่อมล้ำ เพราะไม่มีใครเคยครอบครอง
 
ในโลกที่ถูกผลักให้หมุนด้วยทุนชนิดใหม่ ไม่มีความเหลื่อมล้ำ เพราะไม่มีใครเคยครอบครอง  
โอกาสในเติบโตจึงเป็นของทุกคนที่มองเห็นมันในทุกครั้งของการปฏิวัติของทุนประเภทใหม่ๆ

และในที่ประชุม World Economic Forum 2016 ได้มีการเสวนากันว่า ประชาคมโลกกำลังก้าวเข้าสู่ การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 [1]

ยุคแห่งระบบอัตโนมัติ (automation) ที่เข้ามามีบทบาทการตัดสินใจและทำงานแทนมนุษย์

และยุคนี้เป็นยุคที่เกิดทุนชนิดใหม่ ที่เรียกว่า ข้อมูลข่าวสาร หรือ information

นั่นหมายความว่า ข้อมูลข่าวสาร เมื่อ “แต่งงาน” กับทุนประเภทเดิมแล้วอาจก่อให้เกิดผลิตผลมากมายอย่างที่เราคาดไม่ถึง

เศรษฐีหรือผู้ครอบครองทุนข้อมูลข่าวสารอาจแต่งต่างกับเศรษฐีที่มั่งคั่งขึ้นจากการให้บริการการสื่อสารในยุคก่อนหน้า

พวกเขาและเธอ “ค้าข้อมูล” โดยเฉพาะข้อมูลที่อาจเข้ามาเป็นทุนชนิดใหม่ในยุคที่ 5 และอาจเป็นต้นทุนที่หลายๆธุรกิจต้องจ่ายเพื่อการดำเนินธุรกิจต่อไป

เราเรียก พ่อค้าแม่ค้าข้อมูลเหล่านี้ว่า Infopreneur ครับ 

แล้วใครบ้างที่เรารู้จัก คือ Infopreneur? อืม.. มีมากมายครับ

Uber และ GrabTaxi เป็นตัวอย่างของ Infopreneur พวกเขามีรายได้จากการขายข้อมูลตำแหน่งผู้โดยสารให้กับผู้ให้บริการ taxi และนั่นคือข้อมูลข่าวสารที่จะช่วยให้คนขับ taxi สมัยใหม่สามารถช่วงชิงความได้เปรียบจากคนขับ taxi แบบเดิม

ทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เรา check-in ร้านอาหารที่เราไป ภาพยนตร์ที่เราดู และ keywords ที่เราใช้ค้นหา แม้กระทั่งเส้นทางที่เราวิ่งมาราธอน หรือ จังหวะชีพจรของเราก็ ถูก Google, Facebook และผู้ค้าข้อมูลรายใหญ่ เก็บไว้และวิเคราะห์เป็น profile ส่วนตัว

ข้อมูลเหล่านี้มีค่าเป็นอย่างมากกับบริษัทโฆษณา บริษัทขายประกัน บริษัทท่องเที่ยว การบิน และโรงแรม และ Google กับ Facebook ก็ทำรายได้เป็นกอบเป็นกำจากการขายมัน

ทุกวันนี้ แค่ใครที่จะทำธุรกิจ start up ต้องการสร้างฐานข้อมูลตำแหน่ง ร้านอาหาร ตำแหน่งโรงแรม ก็ต้องซื้อข้อมูลกันแล้ว

การเจริญของการสื่อสารอาจทำให้ข้อมูลล้นโลก แต่ข้อมูลที่มีความสำคัญระดับชี้เป็นชี้ตาย (strategic level) นั้นอาจจำเป็นต้องซื้อ และต้องซื้อกันมากขึ้นเรื่อยๆ

นี่คือทุนประเภทใหม่ ที่กำลังเปลี่ยนแปลงโลกเรื่อยๆ และช้าๆ

และการเปลี่ยนแปลงอาจทำให้ ผู้ที่ปรับตัวไม่ทันล้มหายตายจากไป

ในสหรัฐอเมริกา ทำเลที่ดินอาจมีความสำคัญลดลง มีร้านค้ามากมายตามเขตการค้าที่ต้องปิดตัวลง เพราะผู้บริโภคเลือกที่จะสั่งของผ่านทางช่องทาง online มากกว่าการไปเลือกซื้อที่ร้าน

แต่ในประเทศไทย หมู่บ้านในป่า ร้านกาแฟในป่า ที่ตั้งอยู่บนอดีตชุมชนชาวเขาบนที่ดินที่ไม่เคยมีราคา มีลูกค้ามากมายแวะเวียนเข้าไปอุดหนุน เพราะพลังของข้อมูล

ข้อมูลและการสื่อสาร ได้ลดความสำคัญของกำลังคน และที่ดิน ที่เป็นทุนยุคเก่าลงไป แต่ตัวมันเองได้สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันแบบใหม่ให้กับผู้ที่มีผลิตผลและการบริการที่เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค

ข่าวที่ดีที่สุด ก็คือ ทุกคนมีโอกาสอยู่ในมืออย่างเท่าเทียมกันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ก่อนจะเข้าสู่ยุค “กักตุนข้อมูล” และยุคที่เครื่องจักรสมองกลจะเข้ามาตัดสินใจแทนมนุษย์ในบางงานอย่างเต็มตัว

จะเป็นคุณหรือเปล่าที่มองเห็นคุณค่าของแผ่นดิน ในยุคที่คนอื่นออกไปล่าสัตว์เก็บพืชผลในป่า?

อ้างอิง 
[1] http://www.weforum.org/agenda/2016/01/the-fourth-industrial-revolution-what-it-means-and-how-to-respond
SHARE
Writer
Thirapiroon
Innovateer
When working, I am an engineering analyst. When not working, I love to make a journey, read, listen, write, and share.

Comments