จุดจบ และ จุดเริ่มต้น
ความรักที่เริ่มจากการแย่งมา ก็จะจบด้วยการถูกแย่งไป
มันคือกฎการแลกเปลี่ยนทีี่เท่าเทียม เหมือนการ์ตูนเรื่อง fullmetal alchemist ตอนแรกผมคิดว่ามันก็คงมีแค่ในการ์ตูนเท่านั้น แต่จริงๆแล้วมันสามารถเทียบเคีีียงได้้กับ กฎแห่่งกรรม นั้นเอง

จากผลพวงที่ผม ใช้หัวใจโดยไม่ใช้สมอง รับนำเอาของที่ไม่ใช่ของตนมาเก็บไว้เชยชมนั้น มันเหมือนกับการเด็ดดอกไม้จากสวนของคนอื่นมาปักไว้ในแจกันที่บ้าน ต่อให้ดูแลพรมน้ำเพียงใด สุดท้ายมันก็จะแห้งเหี่ยวจากเราไปอยู่ดี

จุดเริ่มต้นที่วาดฝันไว้อย่างดี ว่าจะต้องสร้างสรรค์มันออกมาได้อย่างวิจิตร แต่สุดท้าย ก็จบลงอย่างหมองหม่น

เรื่องราวเริ่มต้นจากความรักทีี่เล่นตลก จบลงด้วยบาดแผลแห่งความทะเยอทะยานที่เปล่าประโยชน์


ผมรักเธอ แบบที่ไม่เคยรักใครมาก่อน ปรารถนาเธอตั้งแต่วันที่เธอเป็นของคนอื่น จนได้มาเป็นของตนเอง
แต่ด้วยรักที่มาพร้อมตราบาป ผมจึงต้องเจ็บปวดอยู่เสมอ
เราทะเลาะกันบ่อย และบ่อยขึ้นเรื่อยๆ ตลอดระยะเวลาที่คบกัน มีแต่ความสงสัย ระแคะระคาย แ่อใดที่นำสิ่งที่สงสัยมาพูดกันตรงๆเพื่อปรับความเข้าใจตามประสาคนรัก มันกลับทำให้คำว่า รัก เริ่มมีรอยร้าวขึ้นทีละนิด ผมเคยคิดว่าทั้งหมดเป็นความผิดผม ที่ไม่ไว้ใจเธอ ที่ทำให้เธอต้องโกรธ ผมยอมเธอตลอด ไม่ว่าใครจะเป็นฝ่ายทำผิด ผมก็จะยอมเป็นผู้ผิดให้ แต่นั้นอาจเป็นสิ่งที่ผิดที่สุดที่ผมทำกับตัวเอง มันไม่ใช่ ความรัก แต่มันคือความหลง ปีศาจตัวร้ายที่กัดกินสมองไม่ให้ใช้เหตุผล และครอบงำจิตใจให้มึนมัว 
จนวันนึงความในใจของเธอค่อยๆชัดเจนขึ้น เธอเริ่มไปไหนทำอะไรไม่บอก ทั้งๆที่เช็คผมตลอด ผมแอบเข้า facebook ของเธอ แต่ยังไม่ทันได้อ่านอะไร เธอก็โกรธและขอพยายามขอเลิก หลังจากนั้น ทุกครั้งที่ทะเลาะกัน จะมีคำว่า เลิกกันโผล่มาทุกครั้ง แต่มันเหมือนว่าเธอจะพูดด้วยอารมณ์ เพราะวันต่อมาเธอก็ทักมาให้เอาข้าวมาส่งอยู่ดี จนผมเกือบคิดไปว่าเป็นเรื่องปกติ เดี๋ยวก็ดีกัน 
แต่ผมก็ไม่พยายามหาเรื่องทะเลาะนะ กลับกัน ผมกลับตามใจเธอมากขึ้น ไม่ถามอะไรให้เธอรำคาญ จนผมเริ่มรู้สึก เหนื่อย 
มีคนเคยบอกผมว่า ถ้ารู้สึกเหนื่อย นั้นไม่ใช่ความรัก 
แต่ยังไม่ทันที่ผมจะเหนื่อยจนถึงขีดสุด เธอก็เริ่มขาดการติดต่อกับผม เธอหายไป ไปไหนไม่บอก ไม่สามารถตามหาได้ หายไปเฉยๆ ทักไปก็นานๆทีกว่าจะตอบ ผมเริ่มไม่แน่ใจว่า นี่เรายังคบกันอยู่หรือเปล่า 
จนในที่สุด ความจริงทุกอย่างก็ถูกเปิดเผย 
เธอมีคนอื่น
ครับ เธอมีคนที่เธอคิดว่าดีกว่าผม โดยที่ยังไม่มีประโยคบอกเลิกอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด หรืออาจจะมีมาโดยตลอด ทุกครั้งที่เธอพูด อาจเป็นประโยคบอกเลิกอย่างเป็นทางการแล้ว ผมเพียงยื้อไปเอง
ผมตัดสินใจเคลียร์ปัญหาโดยการถามว่าเกิดอะไรขึ้น เธอตอบอย่างกำกวมว่า ลองคิดดูเองสิ นั้นทำผมอึ้ง เพราะในหัวผมคิดไป ร้อย แปด พัน เก้า มากๆ

แต่จุุุุุุดจบก็คือจุดจบ เราแยกกันอย่างแตกหักไม่เหลือชิ้นดี หลังจากวางสายนั้น ผมนั่งนิ่งๆโดยสมองไม่ทำงานอยู่ระยะนึงด้วยความมึนงง ผมจำไม่ได้หรอกว่าผมคิดอะไรอยู่หรือเปล่าตอนนั้น เพราะมันมืดไปหมด
แต่แปลกอยู่อย่างหนึ่งตรงที่ น้ำตาของผม ไม่มีแม้แต่หยดเดียว และแทนที่ผมจะเสียใจอย่างหนัก ผมกลับมีความรู้สึก โล่ง ออกมาจากทุกๆจิตใต้สำนึกที่สามารถจะผุดออกมาได้ ฉันเป็นอิสระแล้วเหรอ...

หลังจากนั้นไม่นานเพื่อนๆที่รู้ข่าวก็เริ่มทะยอยบอกความจริงที่ผมสงสัย ความจริงที่เธอไม่ยอมให้ดูโทรศัพท์ ความจริงที่เธอไม่ชอบให้ตาม ความจริงที่เธอไปไหนไม่ค่อยบอก เพราะเธอมีคนอื่นมานานแล้ว 
ผมเหมือนเป็นสะพานให้เธอเดินข้ามความเหงาอันเป็นสิ่งที่เธอกลัว 
ยังไงก็ต้องขอบคุณเพื่อนๆที่เก็บข้อมูลมาบอก ผมถามพวกมันว่าทำไมไม่บอกให้เร็วกว่านี้ พวกมันก็บอกว่า 
กูเห็นมึงหลงอยู่ พูดไปมึงคงไม่เชื่อ รอมึงตาสว่างก่อนค่อยมาบอก...
จ้ะ ไอ้เพื่อนรักทั้งหลาย กูขอโทษ โอเคนะ

จุดเริ่มต้น ที่เราใคร่่่ได้ในสิ่งที่ไม่ใช่ของเรา ก็จะพบกับจุดจบที่คล้ายคลึงกัน แต่ผมก็ดีใจกับเธอนะ ที่เจอคนที่ถูกใจเธอ คนที่จะไม่ค่อยตามเช็คเธอให้เธอรำคาญ คนที่ไม่น่าจะรู้หรอกว่าเธอแอบคุยกับใครอยู่บ้าง คนที่ไม่น่าจะฉลาดเท่าไหร่อะนะ เพราะขนาดตอนคุยกับเธอ เขายังไม่รู้เลยว่าเธอมีแฟน ขอต้อนรับน้องใหม่สู่วงจรอุบาทว์นะ ส่วนผมขอปลดตัวเองออกจากวงจรนี้ก่อน

ลาก่อน และหวังว่าจะไม่เจอกันอีก

ปล. นี่เป็นเพียงเรื่องราวในอดีตแสนเนิ่นนาน ที่เก็บไว้เป็นวิทยาทานกับตัวผมและผู้พบเห็น 
ปัจจุบัน ผมสบายดี อโหสิกรรมทุกสิ่งอย่าง และขอพรให้เธอได้พบสิ่งที่พอดีเสียที
SHARE
Writer
sleepingforest
Amateur Writer
Just a little writer

Comments

-PikachU-
7 months ago
โห ชอบมากครับ
Reply
-PikachU-
7 months ago
"ผมเหมือนเป็นสะพานให้เธอเดินข้ามความเหงาอันเป็นสิ่งที่เธอกลัว"
ชอบประโยคนี้มากครับ
sleepingforest
7 months ago
ขอบคุณครับ ^^