Spirit : จิตวิญญาณแห่งความกล้า ศรัทธาแห่งเสรี
►หนังเก่าที่อยากเล่าใหม่◄ “เรื่องราวที่ผมจะเล่าต่อไปนี้ ไม่สามารถหาอ่านได้จากหนังสือ เขาว่ากันว่าประวัติของตะวันตกถูกเขียนขึ้นบนอานหลังม้าแต่มันก็ยังไม่เคยถูกเล่าจากใจของใครเลย กระทั่งตอนนี้ ผมเกิดที่นี่ที่ซึ่งถูกขนานนามว่า ตะวันตกเก่า แต่เผ่าพันธุ์ผม ที่นี่อยู่เหนือกาลเวลามันไม่มีจุดเริ่มต้นและสิ้นสุด ไม่มีขีดแบ่งผืนดินและขอบฟ้าเช่นเดียวกับสายลมบนทุ่งหญ้าปศุสัตว์ เราเป็นของที่นี่ เราเป็นของที่นี่เสมอ..”

“พวกเขาว่า ม้าป่าคือจิตวิญญาณแห่งตะวันตก ไม่ว่าสุดท้ายตะวันตกจะชนะหรือแพ้นั่นเป็นสิ่งที่คุณจะต้องตัดสินใจเอาเองแต่เรื่องราวที่ผมจะเล่าให้ฟังนี้เป็นเรื่องจริง ผมอยู่ที่นั่นและผมจำได้ดีผมจำได้ว่า ดวงอาทิตย์ ท้องฟ้า และลมเรียกชื่อผมในเวลาที่ฝูงม้าวิ่งอย่างเสรี..”

นี่เป็นคำบอกเล่าจากใจของม้าหนุ่มตัวหนึ่งซึ่งเป็นพระเอกของเรื่องนี้ โดยเขาเป็นม้าป่าซึ่งอาศัยอยู่ในดินแดนรกร้างทางภาคตะวันตกของอเมริกา(Great Plains) ซึ่งม้าป่าเหล่านี้สืบเชื้อสายมาจากม้าที่กองทหารสเปนนำเข้ามาเมื่อช่วงปีค.ศ. 1500 โดยถูกเรียกเป็นภาษา Mexican Spanish ว่า “มัสแต็ง” (Mustang) ซึ่งแปลว่า “สัตว์ป่าเร่ร่อน”

ม้าหนุ่มพระเอกของเรื่องนี้ยังเป็นม้าหนุ่มแน่นที่เพิ่งได้รับการสืบทอดตำแหน่งจ่าฝูงจากพ่อของเขา ภายในฝูงมีแม่ น้องๆและญาติตัวอื่นๆที่เขารักและหวงแหน ทุกๆวันเขาจะพาลูกฝูงออกวิ่งท่องไปในทุ่งหญ้าอย่างอิสรเสรี โดยมีนกอินทรีเพื่อนคู่ใจซึ่งเขาชอบที่จะวิ่งแข่งกับมันตั้งแต่ยังเยาว์วัย จนเมื่อเขาเติบโตเป็นม้าหนุ่ม เขาสามารถวิ่งนำเงาของนกอินทรีที่ทอดลงมายังพื้นดินได้อย่างน่าอัศจรรย์แสดงให้เห็นถึงสมรรถภาพของร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงของม้าหนุ่มที่เหมาะจะเป็นจ่าฝูง

“มีสิ่งใหม่มาเยือนดินแดนเราในคืนหนึ่งคืนนั้นได้เปลี่ยนชีวิตผมไปตลอดกาล และแล้วการเดินทางของผมก็เริ่มต้นขึ้นม้าที่ฉลาดกว่าผมอาจจะหมุนตัววิ่งหนี แต่ตอนนั้นผมอยากรู้ว่าเจ้าพวกนี้เป็นสัตว์อะไรกันแน่”
 
ค่ำคืนหนึ่งม้าหนุ่มได้สังเกตเห็นแสงริบหรี่ของบางสิ่งที่เส้นขอบฟ้าไม่ไกลจากจุดที่พวกเขานอนพักผ่อนนัก ด้วยความสงสัยใคร่รู้ตามประสา เขาจึงตัดสินใจออกวิ่งไปยังแสงนั้น ปรากฏว่าแสงนั้นคือ กองไฟของกลุ่มโคบาล (Cowboys) ผู้ทำการปศุสัตว์อยู่ในทุ่งหญ้า พวกเขานอนหลับสนิทด้วยความเหนื่อยล้าจากการทำงานโดยไม่รู้เลยว่าบัดนี้ได้มีม้าหนุ่มตัวหนึ่งเดินเข้ามาสำรวจที่พักซึ่งผิดวิสัยของสัตว์ป่าเมื่อพบเจอมนุษย์จะหลบหลีกให้ไกลที่สุดเท่าที่จะไกลได้ ช่างโชคร้ายนัก โคบาลสองคนได้งัวเงียตื่นขึ้นมาพบว่ามีม้าหนุ่มรูปร่างดีเดินหลงเข้ามา ด้วยวิสัยของมนุษย์เมื่อเห็นสัตว์ป่าลักษณะดีก็ย่อมต้องการเก็บเอาไว้เป็นของตัวจึงได้ปลุกเพื่อนคนอื่นๆให้ลุกขึ้นมาช่วยกันไล่จับม้าหนุ่ม

แต่แรงพยศหรือจะสู้แรงเชือกและแรงคนได้ สุดท้ายม้าหนุ่มก็ถูกกลุ่มโคบาลจับพร้อมทั้งนำไปส่งให้กับค่ายทหารของนายพลคัสเตอร์(George Armstrong Custer) เพื่อปราบพยศ ภายในค่ายทหารนั้น ม้าหนุ่มได้ตาเบิกโพลงด้วยความประหลาดใจเพราะนอกจากจะมีสัตว์สองเท้าที่เรียกว่า “มนุษย์” แล้วยังมีเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ของเขาเอง นั่นคือ “ม้า”
  
แต่สิ่งที่เขารู้สึกว่ามันผิดปกติก็คือม้าเหล่านั้นถูกเล็มขนแผงคออันเคยยาวสลวยออกจนสั้นเหี้ยนเหมือนแปรง อีกทั้งยังมีบังเหียนสวมที่หัวและอานบนหลังที่น่าพรั่นพรึงที่สุดสำหรับม้าหนุ่มคือ ม้าทุกตัวมีมนุษย์นั่งบนหลังพร้อมกับเดินพร้อมกันเป็นจังหวะอากัปกิริยาการซอยเท้าแข็งๆเป็นจังหวะนั่นช่างดูไม่เป็นธรรมชาติและดูไม่มีอิสรเสรีเฉกเช่นที่เขาคุ้นเคยกับการวิ่งในทุ่งหญ้าเลย

ม้าหนุ่มรู้ได้ทันทีว่าเขากำลังจะสูญสิ้นเสรีในการดำรงชีวิตและกำลังจะตกเป็นสมบัติของมนุษย์ ดังนั้นเมื่อพลทหารคนหนึ่งพยายามจะตีตราหรือใส่เกือกให้เขาก็พยศเต็มที่จนต้องมีการเรียกอาสาสมัครคนใหม่ๆเข้ามาทำให้เขาสงบแต่ก็ไม่มีใครสามารถปราบพยศม้าหนุ่มได้เลย นายพลคัสเตอร์จึงได้ออกคำสั่งห้ามให้ข้าวให้น้ำม้าหนุ่มเป็นเวลา 3 วันเพื่อรอให้เขาอ่อนแรงลง

ล่วงเลยเข้าสู่วันที่สองของการเป็นเชลยม้าหนุ่มเริ่มรู้สึกหมดหวังกับการหนีรอดออกไปจากที่นี่ แต่แล้วก็มีเสียงโวยวายดังมาจากข้างนอกค่าย ม้าหนุ่มได้เห็นว่า มีพลทหารสองคนจับกุมมนุษย์คนหนึ่งได้ แต่มนุษย์คนนี้ก็ดูแตกต่างจากพลทหารคนอื่นๆในค่าย เพราะเขามีรูปร่างเล็กผอมเกร็งผิวสีน้ำตาลแดง ผมสีดำยาวเหยียดตรงถูกมัดปลายสองข้างด้วยหนังสัตว์สีแดงใบหน้าคมสันนั้นบึ้งตึง มีแววตาเคียดแค้น เขาถูกนำตัวมาคุกเข่าต่อหน้านายพลคัสเตอร์ที่ยืนเท้าสะเอวอยู่หน้าบ้านพัก

“โอ้นี่มันใครกันน่ะ” นายพลถาม
“เราจับมันได้ที่เกวียนขนเสบียงครับท่าน”
พลทหารตอบพร้อมกับกระชากผมของเชลยศึกให้แหงนหน้าประชันกับนายพลเพื่อให้เขาได้พิจารณา

“โอ้..เผ่าลาโกต้า ไม่สูงเท่ากับเผ่าไชแอนน์ ลักษณะไม่ดีเท่ากับเผ่าโครว์ เอาตัวมันออกมา
ให้มันดูของดีที่นี่” นายพลยิ้มอย่างเหยียดหยามพร้อมกับประกาศิต
“จ่าเอาตัวมันไปที่โรงขังสัตว์”
“ไม่ใช่โรงขังสัตว์ที่เสา ไม่ต้องให้ข้าวให้น้ำ” นายพลสำทับ
 

ในระหว่างที่เชลยคนใหม่ถูกบังคับให้เดินผ่านคอกที่ม้าหนุ่มอยู่ ตาของทั้งคู่ก็ประสานกันเพียงชั่วอึดใจเดียว เชลยผิวแดงถูกนำไปผูกไว้ที่เสาข้างคอกม้า ม้าหนุ่มได้ยินพลทหารเรียกเชลยคนนั้นว่า “ลิตเติ้ลครีก”(LittleCreek) เขาเป็นอินเดียนแดง หรือ ชนชาวอเมริกันพื้นเมืองเผ่าลาโกต้าหรือเผ่าซูส์ (Sioux) ที่อาศัยอยู่ในดินแดนรกร้างหรือ เกรท เพลนเช่นเดียวกับม้าหนุ่ม

ชาวอินเดียนแดงรู้จักกันในนามของชนเผ่าผู้รักธรรมชาติ ด้วยคติที่ว่า "ธรรมชาติเป็นมารดา" พวกเขาจึงอาศัยอยู่กับป่าเขาลำเนาไพรด้วยความกลมกลืนด้วยความรู้สึกรักและหวงแหนเสมือนแม่ของตนเอง ชาวอินเดียนมีวิธีการปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติหลากหลายวิธีด้วยกัน แม้กระทั่งการเดิน การวิ่ง การนั่งหรือการคลาน ล้วนได้มาจากการเลียนแบบสัตว์ต่างๆทั้งสิ้น หรือแม้แต่วิธีการส่งรหัสลับของลิตเติ้ลครีกกับเพื่อนๆ ซึ่งเขาให้รหัสบอกตำแหน่งด้วยเสียงนกเค้าแมว ส่วนเพื่อนของเขาให้รหัสลับเป็นเสียงหมาป่า เมื่อรู้พิกัดที่อยู่ของเพื่อนผู้ถูกพันธนาการแล้ว ชาวอินเดียนแดงคนอื่นๆก็โยนมีดเข้าไป หวังจะให้เป็นเครื่องมือเอาชีวิตรอดของเพื่อนร่วมเผ่า ซึ่งหนุ่มน้อยผิวแดงก็ทำสำเร็จ เก็บอาวุธลับซ่อนเอาไว้ในอุ้งมือ รอเวลาเหมาะในการหลบหนี นี่เองเป็นตัวอย่างของการเลียนแบบธรรมชาติอย่างชาญฉลาดที่อินเดียนแดงใช้

ในที่สุด เมื่อย่างเข้าวันที่สาม นายพลคัสเตอร์ได้ขึ้นขี่ม้าหนุ่มเพื่อหวังจะปราบพยศ แต่ในที่สุด ม้าหนุ่มก็ได้ใช้แรงพยศเฮือกสุดท้ายทำลายความมั่นใจของนายพล จนเขารู้สึกเคียดแค้นขนาดควักปืนออกมาหมายจะยิงม้าหนุุ่มทิ้ง แต่เหตุการณ์ชุลมุนก็เริ่มขึ้น เมื่อลิตเติ้ลครีกตัดเชือกมัดมือเขาออกแล้วพาม้าหนุ่มหลบหนีออกมาจากค่ายได้สำเร็จ

"ผมไม่แน่ใจว่า เกิดอะไรขึ้นในนั้น แต่คราวนี้ผมคงไม่หยุดถามใครแน่ ผมรู้แต่ว่า ผมวิ่งกลับบ้านลูกเดียว.."

"ผมไม่อยากจะเชื่อเลย เมื่อกี้ยังมีอิสระดี ตอนนี้..เจอเชือก..อีกแล้ว.."

ม้าหนุ่มถูกเชือกของอินเดียนแดงสามคนพาไปยังกลุ่มกระโจมที่พักของพวกเขา ลิตเติ้ลครีก หนุ่มน้อยอินเดียนค่อยๆเข้ามาปลดบังเหียนออกจากปากเขาและพูดปลอบขวัญอย่างอ่อนโยน ต่อมาอีกหลายวัน ม้าหนุ่มได้เรียนรู้โลกอีกโลกที่เขาไม่คุ้นเคย รวมทั้งการรู้จักกับ "เรน" ม้าสาวแสนสวยที่เป็นสัตว์เลี้ยงของลิตเติ้ลครีก

ตลอดเวลาที่มันอยู่ในคอกไม้ ลิตเติ้ลครีกพยายามเข้าหาม้าหนุ่มอย่างนุุ่มนวลที่สุด ไม่ว่าจะหาอาหารดีๆมาให้ พูดด้วยอย่างเป็นมิตร หาอานผ้าขนสัตว์ที่นุ่มเบามาแทนอานที่หนักหน่วง หรือแม้กระทั่งยอมให้เรน ม้าสาวของเขาเข้าไปตีสนิทมัน เพื่อให้ยินยอมละความก้าวร้าวลง

และด้วยหวังว่า เขาจะมีโอกาสขี่มันได้สักวันหนึ่ง 
แต่ม้าหนุ่มก็ไม่มีท่าทีว่าจะให้ยอมให้เขาขึ้นขี่ได้เลย 
แม้มันจะแสดงอาการหยอกล้ออย่างเป็นมิตรเมื่อเขาทำท่าจะขี่มัน

หลังจากการพยายามทุ่มเทเอาใจใส่มานาน หนุ่มน้อยผิวแดงก็ระลึกได้ในที่สุดว่า สำหรับม้าหนุ่มตัวนี้ ไม่มีสิ่งใดจะดีไปกว่า การได้กลับคืนสู่ถิ่นที่อยู่เดิมซึ่งมีแม่และเพื่อนพ้องร่วมเผ่าพันธุ์อื่นๆรอมันอยู่ ไม่มีอาหารดีๆ หรือคอกที่อุ่นสบายใดๆ จะดีไปกว่าการได้วิ่งควบไปในทุ่งหญ้าอย่างที่มันคุ้นเคย 

ลิตเติ้ลครีกคิดคำนึงถึง ความรักอิสรเสรีของหมู่มวลสัตว์ป่าทั้งหลาย อินเดียนแดงอย่างเขาก็เช่นกัน อิสรภาพนั้นเป็นสิ่งที่สูงค่านัก แม้แต่เขาเองที่เคยถูกจับเป็นเชลยของกองทัพคนขาว เขาก็ยังดิ้นรนหนีออกมาสู่อิสรภาพได้ในที่สุด นับประสาอะไรกับสัตว์ป่าที่มีเสรีภาพอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน กลับต้องมาทุกข์ทรมาน ถูกกักขังเพื่อปราบพยศให้เชื่อง รอวันเป็นสัตว์ป่าที่สูญเสียจิตวิญญาณของตนเองให้กับสัตว์สองเท้าต่างเผ่าพันธุ์

ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์มีค่าฉันใด..
ศักดิ์ศรีแห่งชาติอาชาไนยก็สูงค่า..ฉันนั้น..

 "ฉันไม่มีวันขึ้นหลังแกได้ใช่มั้ย..ไม่มีใครสมควรด้วยล่ะสิ.." 

กล่าวดังนั้นแล้ว ลิตเติ้ลครีกก็ผลักประตูคอกม้าให้เปิดกว้างพร้อมกับอนุญาตให้ม้าหนุ่มวิ่งออกไป แต่ม้าหนุ่มเริ่มรู้สึกผูกพันและคุ้นเคยกับความรักที่เขามีให้ แม้อีกใจหนึ่งก็อยากเป็นอิสระ มันจึงลังเลใจถอยเท้ากลับ

"แกไปได้แล้ว..ไม่เป็นไร..ไปเถอะ.." 

ม้าหนุ่มเดินก้าวมายังประตู หยุดมองหนุ่มน้อยอินเดียนแดงครู่หนึ่งเหมือนลังเลใจ แต่แล้วเขาก็ออกแรงตบหลังให้มันตกใจวิ่งเตลิดควบออกไป สีหน้ากลั้นความรู้สึกโศกเศร้าเสียดาย เพราะมันเป็นม้าลักษณะดีที่เขาอยากครอบครอง

"ไปสิ..ไปจากที่นี่..กลับบ้านไป"
 
และแม้ในตอนท้ายของเรื่อง ลิตเติ้ลครีกเป็นเพียงคนเดียวที่ได้ขึ้นขี่ม้าหนุ่ม แต่ก็เป็นเพียงเหตุการณ์คับขันที่พวกเขาสองคนได้ร่วมฝ่าฟันร่วมกันเท่านั้น เพราะนายพลคัสเตอร์ได้ยกกำลังทหารมากวาดล้างชุมชนอินเดียนแดงของลิตเติ้ลครีกจนแตกพ่าย ทำให้ม้าหนุ่มและอินเดียนต้องหนีไปพร้อมๆกับมิตรภาพที่ก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ

หนุ่มน้อยผิวแดงยิ่งได้เรียนรู้ว่า เจ้าม้าหนุ่มตัวนี้ไม่ได้เป็นสัตว์ป่าที่จะใช้เป็นพาหนะ แต่มันเป็น "เพื่อนแท้" ของเขาที่ต่างฝ่ายต่างช่วยเหลือชีวิตของกันและกันให้รอดพ้นจากศัตรูคนเดียวกัน และไม่มีทางที่ "เพื่อนแท้" จะหาผลประโยชน์จาก "เพื่อนแท้" ดังนั้นแล้ว สิ่งที่ลิตเติ้ลครีกและม้าหนุ่มได้มากกว่าอิสรภาพก็คือ "มิตรภาพต่างสายพันธุ์" 

ด้วย "จิตวิญญาณแห่งความกล้า"
ด้วย "ศรัทธาแห่งอิสรเสรี"

ลิตเติ้ลครีกได้มอบ "เรน" ม้าสาวเพียงตัวเดียวของเขาให้แก่ม้าหนุ่ม เนื่องจากเห็นแก่ความรักของทั้งสอง

"ต้องดูแลเธอนะ..Spirit..ผู้ไม่ยอมเป็นทาสใคร.."
"ฉันจะคิดถึงแกนะเพื่อน.."
 
SHARE
Written in this book
Just Enjoy The Show
วิเคราะห์หนังตามความประทับใจและประสบการณ์ส่วนตัวค่ะ
Writer
ClairDeLune
Devil
ARS LONGA, VITA BREVIS ชีวิตสั้น...ศิลปะยืนยาว ช่วงนี้ไม่ค่อยได้เข้ามาเลยค่ะ มีอะไรอยากพูดคุยกัน >> ID Line : Lukemai007

Comments

khaikung
5 years ago
อยากดูอีกรอบเลย :D
Reply
ClairDeLune
5 years ago
สนุกค่ะ การ์ตูนเก่าๆดีๆก็มีเยอะนะคะ ^ ^
RookieWriter
5 years ago
อ่านเเล้วอยากดูเลยฮะ
Reply
ClairDeLune
5 years ago
ของค่ายดรีมเวิร์คนะคะ นานมาาากแล้ว เป็นหนังในความทรงจำสมัยเด็กค่ะ ^ ^
RookieWriter
5 years ago
ว้าวว ต้องหามาดูบ้างเเล้วว
เป็นการ์ตูนที่ดีมากครับ
Reply
AbeOnlyMe
5 years ago
เรื่องนี้ชอบมากก ดูตั้งหลายรอบตั้งแต่อนุบาลยันประถม5555
บทพูดที่พี่ยกขึ้นมาทำให้เห็นภาพชัด เข้าใจมากขึ้น ชอบค่ะ☺
Reply
ClairDeLune
5 years ago
ขอบคุณมากจ้า > < หนังโปรดพี่เลย
Krittapas
4 years ago
เพิ่งมีโอกาสได้ดูครับ (ช้ามาก 555) ผมชอบเรื่องนี้อย่างนึงตรงบทบรรยาย Voice Over นี่ล่ะครับ (เหมือนอย่างตอนต้นบทความ) เค้าเขียนได้ละเมียดละไมดี
Reply
ClairDeLune
4 years ago
ใช่ค่ะชอบตรงที่มีบทบรรยายนี่ละ
ภาพสวย เพลงเพราะ ออกแนวการ์ตูนประวัติศาสตร์เท่ๆ