น่านน้ำ(ค้าปลีก3) กับเดิมพันครั้งใหม่ของโฮมโปร

เมื่อเขตน่านน้ำเดิมปลาที่มีอยู่เริ่มลดน้อยถอยลง
 
ขณะเดียวกับที่เรือประมงผู้มาใหม่เริ่มเข้ามาแย่งฝูงปลา จากน่านน้ำเดียวกัน

เป็นธรรมดาที่กะลาสีเรือจะได้รับคำสั่งให้ออกเรือไกลจากน่านน้ำเดิมเพื่อหาปลาให้มากขึ้น

เรือประมงเดิมที่เคยหากินจากเขตน่านน้ำเดิมจึงต้องเคลื่อนเรือพ้นน่านน้ำชายฝั่งเดิม

เพื่อไปโพ้นทะเลแห่งใหม่ ที่ไม่คุ้นชิน ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าจะเจอคลื่นพายุลมแรง หรือ จำนวนปลาเพิ่มขึ้นจริงไหม

แต่ธรรมชาติมนุษย์มักไม่ได้เกิดมาให้อยู่กับที่ การเดินทางครั้งใหม่ไปยังประเทศไม่คุ้นชิน จึงเป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง ถึงจะมีความเสี่ยงเพิ่มเข้ามา

ยิ่งกับหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ด้วยแล้วไม่ต้องพูดถึง

ตัวเลขผลประกอบการ ความคาดหวัง และเสียงผู้ถือหุ้นในที่ประชุม ยิ่งเป็นตัวกดดันชั้นดีให้ออกเดินทาง

ยิ่งกับหุ้นที่ครั้งหนึ่งที่ผลประกอบการบริษัทกำไรโตไตรมาศต่อไตรมาสเป็นเวลายาวกว่าทศวรรษ

หุ้นบริษัทที่เจ้าสัวนักพัฒนาที่ดินที่ชื่อว่าเป็น คุณอนันต์ อัศวโภคิน อดีตเศรษฐีหุ้นอันดับหนึ่งของเมืองไทย บอกว่า ‘ชอบที่สุด’ (ในบรรดาหลายธุรกิจที่เป็นเจ้าของอยู่)

การเคลื่อนเรือที่ชื่อว่า ‘โฮมโปร’ ออกจากน่านน้ำเมืองไทยไปยังน่านน้ำเพื่อนบ้านที่ชื่อมาเลเซีย

จึงเป็นเครื่องหมายคำถามของนักลงทุนว่านี่จะเป็นการต่อยอดความสำเร็จ หรือแค่การออกเรือให้ไกลพ้นน่านน้ำออกไปเพื่อคว้าน้ำเหลวกลับมา

นี่จึงเป็นเดิมพันครั้งใหม่ของโฮมโปร ในประเทศที่สื่อตะวันตกให้ฉายาว่าประเทศมุสลิมสายกลาง

กับตัวธุรกิจของโฮมโปรเองที่ไม่ได้ใช้ Know How หรือเทคโนโลยีอะไร

แต่ใช้บางสิ่งบางอย่างเหมือนกับความรัก ที่เรียกว่า ‘เวลา’


“ความรักเป็นเรื่องของจังหวะเวลา ไม่ใช่การพบกับคนที่ใช่ในเวลาที่เร็วหรือช้าเกินไป”
 

‘Timing’ จึงเป็นเงื่อนไขความสำเร็จความล้มเหลวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะถ้าเข้าไปในตลาดที่ประชากรยังไม่มีความพร้อมด้านรายได้ที่จะซื้อสินค้าของโฮมโปร Life Style ผู้คนยังไม่นิยมซื้อของตบแต่งบ้านเอง (D.I.Y.) ก็จบกัน (เหมือนคุ้นๆ ว่าเคยมีธุรกิจคล้ายๆ โฮมโปรเกิดขึ้นก่อนโฮมโปรหลายปีที่ไทย ก่อนที่จะต้องม้วนเสื้อกลับไป)

แต่ถ้าช้าเกินไปมีเรือประมงเดิมปักธงอยู่แล้ว ความสามารถในการแข่งขันกับเจ้าเดิมคงลำบาก เพราะด้วยตัวธุรกิจความสำคัญอยู่ที่ชัยภูมิ ยิ่งเมื่อครอบครองทำเลที่ดีและเน้นเปิดสาขาหลายสาขาเพื่อลดต้นทุน (Economies of Scale) ก็จะมีความได้เปรียบทั้งทำเลและการตั้งราคา

การต่อสู้กับเจ้าเดิมที่ขยายไปได้ก่อนแล้วยิ่งสู้ยาก ไม่นับถ้ามาในประเทศที่ประชากรเริ่มเข้าสู่ผู้สูงวัย ปลาที่อยู่ในน่านน้ำให้ออกล่ายิ่งลดน้อยถอยลง

ขณะที่ผมเดินทางอยู่ในกัวลาลัมเปอร์เมืองหลวงของประเทศมาเลเซีย ที่ตั้งของหอคอยคู่ปิโตรนาส ซึ่งเป็นเหมือนหอคอยที่แสดงความเจริญก้าวหน้าของประเทศ และเป็นที่อดีตนายกฯ ที่ครองอำนาจยาวนานมหาเธร์ บิน โมฮัมหมัด หรือสื่อนอกเรียกว่า ‘ดร.เอ็ม’ เคยนั่งทำงานและพบแขกบ้านแขกเมืองบนชั้นสูงของหอคอย

อดตั้งคำถามหลายเรื่องโยงถึงเมืองไทยไม่ได้

ไม่ว่าจำนวนห้างสรรพสินค้าที่เกิดขึ้นเพียบตามโค้งหัวมุมถนนและสถานีรถไฟฟ้า ซึ่งไม่ต่างจากในประเทศไทยในเวลานี้ซึ่งห้างสรรพสินค้าเกิดขึ้นเต็มไปหมด แต่ต่างเพียงระบบรถรางของเขาไปถึงในตัวเมืองได้เกือบหมดแล้ว ขณะไทยที่ยังอยู่ระหว่างก่อสร้างและแผนจะสร้างในอนาคต

ได้มองเห็นความเปลี่ยนแปลงห้างสรรพสินค้า จากเมื่อผมได้มาเยือนเมื่อเจ็ดปีที่แล้วและกลับมาเยือนใหม่ เห็นห้างสรรพสินค้าบางแห่งที่เคยหรูหรามีผู้คนเดินควักไขว้เต็มไปหมดแม้จะเป็นช่วงวันธรรมดาเวลาทำงาน โดยรอบๆ ร้านอาหาร หรือห้างเล็กๆ ใกล้ๆ กัน ก็คาคลั่งไปด้วยผู้คน แต่มาเที่ยวนี้กลายเป็นห่างเก่าๆ ที่ปรับตัวเองจากขายสินค้าแบรนด์เนม เป็นห้างที่ขายของเหมือนห้างแพททินัมหรือมาบุญครองบ้านเรา พร้อมด้วยผู้คน แม้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ คนเดินก็ลดลงไปมากจนน่าตกใจ ทั้งที่อยู่ห่างจากถนนแหล่งท่องเที่ยวที่ชาวต่างชาตินิยมมาท่องเที่ยวเพียงหนึ่งสถานีรถไฟฟ้า ถ้าเดินก็ไม่กี่ร้อยเมตร

ส่วนสำคัญน่ามาจากห้างเปิดใหม่ที่เกิดตามย่านแหล่งผู้คนอาศัยนอกเมือง อีกส่วนห้างใหญ่ที่เปิดตรงจุดศูนย์กลางรถไฟ รถบัส รถประจำทาง ที่เรียกกันว่า KL Sentral คนกับมาเดินพลุกพล่านตรงห้างนี้แทน อดคิดไม่ได้ว่าถ้ารถไฟฟ้าบ้านเราสร้างเสร็จหมดแล้ว จุดไหนเป็นจุดเปลี่ยนเชื่อมโยงการขนส่ง จุดนั้นน่าจะได้รับผลดีไปเต็มๆ

ห่างไปเพียงหนึ่งรถไฟฟ้าจาก KL Sentral ก็มี Mid Villey ที่เป็นศูนย์รวมห้างสรรพสินค้ามีผู้คนมานั่งกินข้าวตามร้านอาหารในเย็นวันศุกร์จนแน่ขนาด ถึงตรงนี้อดตั้งคำถามว่าทำไมขนาดห้างเกิดขึ้นเต็มไปหมดเหมือนกับกรุงเทพฯ แต่ทำไมกับคอนโดไม่ค่อยเห็นมากนัก ยิ่งตามแนวรถไฟฟ้าเขตเมือง เขตเศรษฐกิจ

ยิ่งมองตลอดทางที่ผมนั่งรถไฟฟ้าออกนอกเมือง ยังคงเห็นบ้านเรือนผู้คนยังเป็นบ้านเรือนแบบเก่า ถึงจะดูมีแผ่นป้ายโฆษณาโครงการบ้านเกิดใหม่แต่ก็น้อย มาถึงตรงนี้ผมเริ่มคิดว่าตลาดน่ายังมีช่องว่างสำหรับสินค้าตกแต่งบ้านได้เพราะมองถึง Life Style ถ้าในอนาคตคนมีรายได้มากขึ้น ความต้องการบ้านใหม่ พร้อมความสินค้าตกแต่งบ้านน่าจะมีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว เมืองใหญ่ๆ ที่ไหนน่าเหมือนกัน มักเต็มไปด้วยการเกิดใหม่ของตึกสูง คอนโด และห้าง ตลาดที่อยู่อาศัยจึงน่ายังมีช่องว่างให้โตอยู่

ไม่นับรวมมาเลเซียเป็นประเทศที่ได้ชื่อว่ามุสลิมสายกลางที่ไม่ค่อยสุดโต่งเรื่องศาสนามากนัก และตลอดกว่าสองทศวรรษที่ชายชื่อดร.เอ็มครองอำนาจก็ไม่เคยมีเหตุก่อการร้าย มุสลิมในอีกซีกหนึ่งของภูมิภาคจึงเข้ามาอยู่อาศัยมาทำงานได้ จึงไม่น่ามีปัญหาการเติมโตของประชากร เหมือนบ้านเราที่เริ่มเข้าสู้วัยชรา

ยิ่งดูจากตัวเลขค่าแรกขั้นต่ำในปัจจุบันที่อยู่วันละ 270 บาท ขณะที่ไทยอยู่ 300 บาท เมื่อผนวกกับโครงสร้างประชากรที่ยังน่าเพิ่มขึ้น จึงหมายถึงโครงสร้างเศรษฐกิจจึงยังโตพร้อมตัวเลขรายได้ประชากรในอนาคตที่น่าเพิ่มขึ้นได้

ยิ่งทุกที่ที่ย่างก้าวเท้าไปตามห้าง เกินกว่าสิบกว่าห้างที่ผมไปไม่มีสินค้าอย่างเดียวกับทีโฮมโปรขายด้วยแล้ว จึงน่ามองว่าน่านน้ำแห่งนี้จึงยังไม่มีเรือประมงคู่แข่งเข้ามาแย่งปลาในฝูงเดียวกัน

เดิมพันครั้งใหม่ในน่านน้ำที่ไม่คุ้นชินนี้อาจไม่ง่ายเพราะแตกต่างในแง่ภาษา และวัฒนธรรม

แต่เมื่อดูความบริบทของโลกใหม่ เมื่อโลกมีความเป็น Unique มากขึ้น คนต่างชาติต่างภาษาเริ่มมี Life Style คล้ายๆ กัน (อาจเป็นเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตที่ทำให้คนสนใจสิ่งเดียวกันได้ง่ายขึ้น)

การเดิมพันครั้งใหม่ของโฮมโปรครั้งนี้จึงเป็นอะไรที่น่าเดิมพัน

ผมไม่รู้ว่าตอนอเล็กซานเดอร์มหาราช เริ่มสู้รบออกจากกรีกครั้งแรก

ความรู้สึกอยากครองโลก หรือ ความรู้สึกอยากมองเห็นสิ่งที่อยู่หลังภูเขาลูกถัดไป อะไรมากกว่ากัน

รู้แต่ว่าเมื่ออเล็กซานเดอร์พาไพร่พลข้ามภูเขาลูกแล้วลูกเล่า รู้ตัวอีกทีเขาก็ชนะรบไปเกือบครึ่งโลกแล้ว

ไม่รู้เดิมพันของโฮมโปรครั้งนี้จะเป็นอย่างไร แต่คงดีกว่า ได้แต่ยืนมองภูเขาลูกเดิมๆ

อยู่กับน่านน้ำเดิมๆ ที่นับวันจะเชี่ยวขึ้นทุกที
 

SHARE
Writer
Latitude
Blogger
Facebook : Latitude ละติจูด https://www.facebook.com/latitudethai

Comments