จบแล้วไปไหน ?
เป็นคำถามท่ีนักศึกษาปีสุดท้ายอย่างเราหนักใจพอสมควร  
สำหรับคำถามที่ยิงมาว่า จบแล้วจะทำอะไร ? จบแล้วจะทำงานที่ไหน  ? จบแล้วจะไปไหน ? ฯลฯ 
ก่อนอื่นต้องกราบหัวใจคนคิดวลี ยิงคำถาม ขึ้นมา ณ ที่นี้ด้วย 
เพราะคำถามเหล่านี้สำหรับเด็กปีสี่ ไม่ต่างอะไรจากการถูกยิงจริงๆนั่นเเหละ 
ท่อนหนึ่งของเพลงเหนื่อยเกินไปหรือเปล่าของวง Mild
ร้องไว้ว่า "เหมือนเธอไปยืนอยู่ตรงที่หน้าผา กระโดดลงไปหรือถอยกลับมาก็ชีวิตเธอ" 
แสดงว่าเขายังเลือกได้ว่าจะโดดหรือจะถอย
แต่ของเรา ... "เหมือนให้ไปยืนอยู่ตรงที่หน้าผา กระโดดลงไปห้ามถอยกลับมานั่นชีวิตเธอ"
.
สู่ความเวิ้งว้างอันไกลโพ้น 
เพราะอายุอานามคงไม่อนุญาตให้เราถอยกลับมาอีกแล้ว  
ตอนนี้เราอยู่ในช่วงฝึกงาน พยายามเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากการทำงานจริงให้ได้มากที่สุด 
จากนั้นก็ต้องกลับไปทำวิชาสัมมนาให้เสร็จ หากสัมมนาเสร็จล่ะ ไปไหน ?
สำหรับเราแล้วภาพในหัวตอนนั้นมีแต่ความเวิ้งว้าง มืดมนอนธการ  
และยิ่งเจอคำถามจากทางบ้านอีกว่าจะทำอะไร ญาติหลายคนก็พร้อมยื่นข้อเสนองานในสายที่เรียนมาให้ด้วยความหวังดี พอเราบอกความต้องการที่แท้จริงของเราออกไปว่าอยากเรียนต่อ
ผู้ใหญ่หลายๆท่านทัดทานไว้ พยายามให้เราหางานทำก่อน แล้วค่อยกลับมาเรียนต่อ 
ด้วยเหตุผลที่ว่าอยากให้เรามีประสบการณ์
ความจริงเราไม่ได้อยากคงสภาวะความเป็นเด็กน้อยด้วยการเรียนต่อทันทีหรอก เราคิดเเค่เพียงว่า เรียนต่อซะตอนที่เรายังมีไฟ ถ้าในอนาคตเราทำงานแล้วก็หวั่นใจว่าไฟจะหมด ไม่อยากเรียนต่ออีก คิดแค่เพียงว่า ถ้าทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยก็น่าจะได้ (มั้ง) ขอดูสังขารก่อนแล้วกัน 

พอถามตัวเองอีกทีว่า อยากทำงานตรงสายที่เรียนมาไหม บอกเลยว่าไม่
อาจด้วยความรู้สึกอิ่มตัว เบื่อหน่าย หรืออะไรก็ตามแต่
เรากลับอยากให้สิ่งที่เรียนมานั้นเป็นอาชีพรอง หรือจ็อบพิเศษที่รับเรื่อยๆหากมีคนจ้าง  

สิ่งที่ทำให้เราอยู่ได้คือเงิน ไม่ใช่อุดมการณ์ 
(อันนี้เราไม่ได้ว่าคนที่เขามีอุดมการณ์นะ อันนั้นก็ขอชื่นชมแกมอิจฉาด้วยซ้ำที่สามารถทำในสิ่งที่ต้องการ ทำตาม Passion ของตัวเองได้ แต่สำหรับเราแล้วเราก็ยังเป็นคนที่ต้องกินต้องใช้ ฐานะทางบ้านเราก็ไม่ได้ดีนัก หลายๆอย่างต้องใช้เงิน ก็ต้องพยายาม อะไรที่ได้เงินเยอะ เราก็ต้องทำ)
ยิ่งโตยิ่งเข้าใจว่าโลกความจริงไม่ได้สวยงามเหมือนที่ฝันเอาไว้  

ความสับสนปะทุในใจอย่างหนักหน่วงราวกับวันที่ภูเขาไฟแทมโบราระเบิด 
ภาพความฝันในวันที่เราซิ่วมาเพราะอยากเป็นนักเขียน ระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ 
ภาพความฝันสมัยเด็กๆ สมัยมอต้น มอปลาย ย้อนกลับมาฉายชัดเป็นระลอก
อันนั้นก็ดี อันนี้ก็อยาก 
ปนเปกันไปหมด ทั้งอยากทำงาน อยากเรียนต่อ และอยากเร่งหางานเพื่อเร่งหาเงิน 

ความสับสนอลหม่านในใจ ยิ่งคิดมากๆเข้าก็ยิ่งเหนื่อย บั่นทอนตัวเองเปล่าๆ ว่ะ
การวางแผนชีวิต คิดล่วงหน้ามันคือความรอบคอบในชีวิตอย่างหนึ่ง 
แต่บางทีมันก็ต้องใช้เวลา หรือขึ้นอยู่กับจังหวะชีวิต โอกาส ที่เราไม่อาจล่วงรู้ได้ในอนาคต
ไม่เหมือนข้อสอบที่ต้องพยายามหาคำตอบให้ได้ในเวลาเพียงแค่ชั่วโมงสองชั่วโมง
เรายังมีเวลาอีกเยอะ ณ ตอนนี้ 
ยิ่งคิด ยิ่งตัน ยิ่งไม่เจอคำตอบตอนนี้หรอก 
เอาเป็นว่า ให้มันเป็นเรื่องของอนาคตก็แล้วกัน  
เวลาคงจะช่วยให้เราเข้าใจตัวเอง สามารถตอบข้อสงสัยของตัวเองได้ดีขึ้นล่ะมั้ง 
ไม่แน่ จังหวะชีวิตอาจจะจับให้เราไปอยู่ในจุดที่ไม่เคยคิดจะมาอยู่
หรืออาจจะพาเราไปที่ไหนสักแห่งแล้วกลายเป็นที่ชอบที่ชอบของเรา ก็เป็นได้  
ดังนั้น สิ่งที่เราควรโฟกัสคือทำปัจจุบันตรงนี้ให้เสร็จทีละอย่างดีกว่า
มัวกังวลอนาคต จนปัจจุบันเละเทะก็คงไม่ดี  
เราคงไม่อยากให้ตัวเราในอนาคตมองกลับมาปัจจุบันแล้วเสียใจว่า
เออ แล้วตอนนั้นกูจะนอยด์อะไรนักหนาวะ  
ฝึกงานให้ดี ทำสัมมนาให้เสร็จ 
จากนั้นเราคงตอบได้เองแหละว่า
'จบแล้วไปไหน?'   
 
SHARE
Writer
Kimhunt
นักฝึกเขียน
passion ในชีวิตตอนนี้หลงเหลือแค่ passion fruit เท่านั้น

Comments