คิดถึง...อนาล็อก
ย้อนเวลาไปในช่วงก่อนที่โลกจะตื่นตระหนกกับปรากฏการณ์ Y2K เด็กยุค 90s อย่างฉันคงอยู่ในวัยอนุบาลไม่ก็ประถมต้น เราไม่รู้จักอินเทอร์เน็ต, เกมPC XBOX PS กราฟฟิกสวยๆ ทั้งหลายแหล่, สมาร์ทโฟนยิ่งไม่ต้องพูดถึง ตอนนั้นโทรศัพท์มือถือเครื่องใหญ่ๆมีเสาอากาศก็แสนจะหรูหราเสียไม่มี ทำให้ทั่วไปนิยมพกเพจเจอร์กันมากกว่า ส่วนฉันเคยมีวอล์กกี้ทอล์กกี้เด็กเล่น ของแถมจากนมยูเอชทียี่ห้อหนึ่ง ถือเป็นแรร์ไอเทมจนถึงขั้นเปิดศึกแย่งชิงกับลูกพี่ลูกน้อง

และผลก็อย่างที่รู้ ฉันไม่เคยได้เห็นวอล์กกี้ทอล์กกี้อันนั้นอีกเลย

ถึงกระนั้น ยังถือว่าตัวเองได้ข้องแวะกับเทคโนโลยีอยู่พอสมควร ตอนนั้นบ้านเรามีคอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่องใช้ระบบปฏิบัติการ Windows95 พ่อสอนฉันเล่นเกม Red Alert ภาคแรกสุด กับ Tomb Raider ที่เล่นผ่าน DOS..อันหลังนี่บังคับโคตรยาก แถมยังสยองเกินไปสำหรับเด็กห้าขวบ ด้วยฉากหมาป่าไล่ล่ากลางภูเขาหิมะ ฉันเลยถอยไปเป็นผู้สังเกตการณ์ ดูพ่อโชว์ฝีมือแทน

แต่ที่ชอบจริงๆต้องยกให้เกมตลับฟามิคอมพร้อมจอยสติ๊กและปืน (ภาพค้างก็ขยับตัวตลับสองสามที แล้วกดปุ่ม Reset)


แม่เป็นเซียนเกมวางระเบิด Bomber Man เล่นเคลียร์ทุกด่านด้วยลีลาการวางระเบิดพลิ้วไหวดุจเต้นบัลเล่ต์ ส่วนเจ้าน้องชายซึ่งตอนนั้นยังพูดไม่ได้ด้วยซ้ำ กลับเล่นเกมที่(เขาว่ากันว่า)มหาโหดอย่าง Contra ผ่านฉลุยโดยไม่ใช้สูตรชีวิตอินฟินิตี้

ส่วนฉันน่ะเหรอ...ยิงเป็ดเก่งมากนะจะบอกให้ (เอาปลายปืนไปวางบนจอทีวีเลย ไม่โดนให้มันรู้ไป!)


 และแน่นอน วัยเด็กจะสมบูรณ์ไม่ได้เด็ดขาด หากไม่พูดถึงวิดีโอเทป เรื่องโปรดของฉันคือเซเลอร์มูน และสารพัดการ์ตูนดิสนี่ย์ ส่วนหนังฝรั่งส่วนใหญ่พ่อกับแม่จะใช้วิธีเช่าจากร้านเช่าวิดีโอแทน เนื่องจากดูครั้งเดียวก็พอแล้ว ไม่เหมือนฉันที่ดูแล้วดูเล่า ดูจนท่องบทได้ก่อนท่องเอบีซี และล้างหัวเทปเก่งกว่าเล่นกระโดดยางเสียอีก

ด้วยเหตุนี้ แม่จึงเริ่มกำหนดข้อตกลงระหว่างเรา โดยช่วงกลางวันของทุกเสาร์อาทิตย์ ฉันต้องออกไปเล่นข้างนอกอย่างน้อย 1 ครั้ง แลกกับการดูวิดีโอ 1 ม้วน หรือเล่นเกมตลับ 1 ชั่วโมง

"หัดเล่นกับเพื่อนที่ไม่ใช่เซเลอร์มูนกับเป็ดบ้าง"  

และเพราะข้อตกลง(แกมบังคับ)นี้เอง ที่ทำให้ฉันได้เจอกับเด็กผู้ชาย ที่น่าจะเรียกได้ว่าเป็น puppy love ครั้งแรก...
 

ความจริงไม่ได้อยู่ไกลกันเลย กำแพงบ้านติดกันนี่แหละ อายุมากกว่าฉันไม่กี่เดือน แต่แทนตัวเองอย่างภาคภูมิใจว่า "พี่เบิ้ล" ทำให้เจ้าน้องชายอย่าง "น้องแบม" แทนตัวเองเวลาพูดกับฉันว่า "พี่แบม" ไปด้วย

พี่ก็พี่ แล้วแต่เลยจ้าาาา


เบิ้ลกับแบมอายุห่างกันสามปี แต่โดนจับแต่งตัวให้เหมือนกันราวกับฝาแฝด ยูนิฟอร์มยอดนิยมคือ เสื้อยืดสีขาวปักรูปสมอเรือที่อกข้างหนึ่ง ไม่พอยังตัดผมทรงเดียวกันอีก (สมัยนั้นฉันเรียกว่าทรงกะลา แต่จริงๆคือ mop-top ต้นฉบับจากสี่เต่าทองยุค 60s)

ทุกวันหยุด หลังคล้อยบ่ายแล้ว สองพี่น้องจะมาเคาะมุ้งลวดหน้าต่างหลังบ้าน ร้องเรียกให้ออกไปเล่นด้วยกัน..แต่ละกิจกรรมก็ค่อนไปทางบอยๆ อาทิเช่น ตำรวจจับขโมย แกล้งนกขุนทองบ้านหัวมุมและวิ่งหนีก่อนเจ้าของจะออกมาด่า บางครั้งฉันก็บังคับให้เล่นพ่อแม่ลูกบ้าง แต่ไม่สำเร็จเพราะไม่มีใครยอมเป็นแม่ (ฉันจองบทพ่อแล้ว)

วัยที่ใกล้กันทำให้ฉันสนิทกับเบิ้ลมากกว่า จำได้แม่นว่าครั้งหนึ่งเราเคยคุยกันถึงเรื่องการเป็นผู้ใหญ่ ฉันเป็นฝ่ายถามก่อนว่า

"โตขึ้นเบิ้ลอยากเป็นอะไรอะ?" 


"....เป็นคน!" 
 
"กวนโอ๊ย พรุ่งนี้ไม่เล่นด้วยละนะ"

"อะๆๆ เอาจริงละ พี่อยากเป็นทหาร"

"แต่เป็นทหารตายไวนะ โดนหมากัดก็ตายแล้ว"

"จะบ้าหรอ ทหารที่ไหนโดนหมากัดตาย"

"ในเกมไง"

"บ้าและ แล้วตัวอ่ะอยากเป็นไร"

"อยากเป็นสาวน้อยคาเฟ่แบบในทีวี"

"อะไรคือสาวน้อยคาเฟ่"

"นางเอกในละครไง ที่ร้องเพลง ใส่ชุดสวยๆ"

"ตัวนี่ต๊องจัง เด็กก็งี้" เบิ้ลยักไหล่เหมือนเอือมระอาเสียเต็มประดา ฉันแลบลิ้นใส่ ทำหน้าล้อเลียน


 "ตัวเองก็เด็กเหมือนกันแหละ!" 



จากนั้นไม่นาน วิกฤตฟองสบู่แตกก็มาถึง พร้อมกับความรักครั้งแรกของฉันที่สลายไปตามๆกัน

ความขัดสนทำให้แม่ของเบิ้ลต้องออกไปทำงานพิเศษในวันหยุด และนำลูกชายทั้งสองไปฝากไว้กับญาติที่อยู่อีกหมู่บ้าน มืดค่ำถึงจะได้กลับมา ซึ่งฉันก็ถูกต้อนขึ้นนอนพอดี

หลังจากหลายสัปดาห์ หรืออาจเป็นเดือน ที่ไม่ได้ออกไปเล่นข้างนอก เสียงเคาะมุ้งลวดที่คุ้นเคยก็กลับมาอีกครั้ง...แต่คราวนี้มาจากทางหน้าบ้าน


และคนเคาะ...คือแบม



"พี่เบิ้ลให้มาตามไปเล่นด้วย"


ฉันตอบตกลงในทันที แม้จะแปลกใจว่าทำไมถึงไม่มาตามเองอย่างที่เคย แต่ไม่นานนัก ฉันก็ได้รับคำตอบ เมื่อถูกผลักเข้าไปอยู่กลางวงล้อมของเด็กผู้ชายชั้นประถมที่ไม่คุ้นหน้า

พวกเขากำลังเล่นอะไรบางอย่างอยู่...มันเป็นก้อนหนืดๆ เหมือนกับเยลลี่ผสมเจลแต่งผม มีลูกตาอยู่ข้างใน ฉันขมวดคิ้ว ไม่ชอบใจกับสิ่งที่เห็นนัก พอดีกับที่เด็กคนนึงที่น่าจะโตที่สุดหันมาหาพอดี

"เล่นด้วยกันเปล่า"

"อะไรอะ"

"เอเลี่ยนไง!"

ฉันสะดุ้งโหยง ส่ายหน้ารัวๆ

"ยี้! พวกผู้หญิงขี้แย ไหนเบิ้ลบอกว่าเธอไม่ขี้แยไง" 


คนถูกพาดพิงหน้าเสียเล็กน้อย ก่อนจะเดินเข้ามาหาฉันพร้อมกับเอเลี่ยนสีน้ำเงินในมือ ท่าทางลังเลเล็กน้อยว่าควรทำหรือไม่

แต่สุดท้าย เจ้าเอเลี่ยนนั่นก็พุ่งมาหาฉันจนเกือบชนหน้าด้วยฝีมือการโยนของเขา ดวงตากลมๆกลิ้งไปมาอย่างน่าขยะแขยง


ฉันกรี๊ดลั่น หันวิ่งกลับบ้านอย่างไม่คิดชีวิต


และแม้ว่าเบิ้ลจะตามมาเคาะประตูขอโทษทันทีหลังจากนั้น ฉันก็ไม่เคยออกไปอีกเลย

เมื่อความพยายามหลายครั้งไม่เป็นผล เสียงเคาะก็ค่อยๆเงียบหายไปในที่สุด

แม่เข้าใจว่าเบิ้ลแหย่ฉันเล่นตามประสาเด็กผู้ชายกำลังโต ฉันในตอนนั้นเข้าใจว่าเขาจงใจแกล้งกันเพื่อเอาใจกลุ่มเพื่อนใหม่ ทว่าตอนนี้...ฉันกลับคิดว่าบางที เบิ้ลอาจอยากให้ฉันเล่นกับเขาและเพื่อนใหม่ด้วยแค่นั้น

ฉันเอาเวลาที่เคยออกไปเล่นนอกบ้าน หันมาวาดการ์ตูนอย่างจริงจัง เริ่มจากตัวการ์ตูนเจ้าหญิงดิสนี่ย์ จนเมื่อหาสไตล์ของตัวเองเจอแล้ว จึงค่อยๆพัฒนามาวาดคนรอบตัวอย่างพ่อ แม่ น้องชาย


และเด็กผู้ชายผมกะลา ยืนคู่กับเด็กผู้หญิงในชุดเซเลอร์มูน


ใบหน้าเบี้ยวๆทั้งสองฉีกยิ้มกว้าง


.....

ครอบครัวของเบิ้ลย้ายไปอยู่บ้านญาติ และหลังจากนั้นไม่นาน ครอบครัวของเราก็ย้ายไปอยู่กับยายที่ต่างจังหวัด



.....อย่าได้ทำกับฉันเหมือนฉันไม่มีหัวใจ
จำได้ไหมว่าเรานั้นคบกันอยู่
หากเธอจะไปก็ขอแค่บอกให้ตัวฉันรู้
พูดจากับฉันสักคำได้ไหม 


"ฟังเพลงนี้ซ้ำเป็นสิบรอบแล้ว ชอบเหรอลูก"


ฉันละลายตาจากทิวทัศน์เขียวขจีสองข้างทาง ก่อนพยักหน้าตอบเอื่อยๆ


"ก็นิดหน่อยค่ะ"

"ขอพ่อฟังเพลงฝรั่งบ้างได้ไหมคะ ผลัดกัน เดี๋ยวถึงบ้านคุณยายหนูค่อยไปฟังต่อเนาะ"

"ที่นู่นมีเครื่องเล่นซีดีด้วยนะ ลุงเพิ่งซื้อมา" แม่เสริม


ฉันอมยิ้ม อยากถามว่าซีดีคืออะไร แต่ยังไม่มีอารมณ์ จึงเพียงพยักหน้ารับรู้ และเอื้อมไปดึงเทปคาสเซ็ตออกจากเครื่องเล่นที่หน้าคอนโซลรถ



หลายปีหลังจากนั้น ฉันได้ทำความรู้จักกับซีดี ดีวีดี พร้อมกับลูกพี่ลูกน้องที่เคยแย่งวอล์กกี้ทอล์กกี้เอาเกมบอยมาให้ลองเล่น ก่อนจะพัฒนาเป็นสารพัดเกมกราฟฟิกเทพบน PC โทรศัพท์มือถือเครื่องเล็กลง อินเทอร์เน็ตเริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิต พ่วงด้วยสหายอย่าง MSN, hi5, myspace และโซเชี่ยลเน็ตเวิร์กใหม่ๆอีกมากมาย


ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเข้ามาของยุคดิจิตอล ทำให้หลายสิ่งในชีวิตประจำวันสะดวกสบายขึ้นเป็นเท่าตัว


แต่บางครั้ง ฉันก็ยังคิดถึงช่วงเวลาที่ชีวิตค่อยๆหมุนอย่างเชื่องช้า เหมือนเครื่องเล่นเทปคาสเซ็ต..
 
คิดถึงความพยายามที่เรามีต่อการล้างหัวเทปและขยับตลับเกม.. 

คิดถึงเสียงเคาะมุ้งลวด.. 


คิดถึง...เธอ  


 
ปล1. เอเลี่ยนไม่ใช่เอเลี่ยนจริงๆ แต่คือสไลม์ เพื่อนบอกว่าถ้าหยอดน้ำให้ทุกวัน มันจะโตได้

ปล2. ปีที่แล้วเลยซื้อมาลองเล่น....หยอดจนน้ำท่วมถ้วยใส่แล้ว ไม่เห็นโตเลย

ปล3. เพื่อนคนเดิมบอกงั้นมันคงตายไปแล้ว #ความรักก็เช่นกัน

photo credit : https://45.media.tumblr.com/fd9cd15da32554151a19145cf00f1285/tumblr_ncl899Md5T1swm1iso1_500.gif

เพลงประกอบ : อยากฟังเหตุผล - Bubble Girls https://www.youtube.com/watch?v=2pqlfE5tjaw
SHARE
Writer
Jenine280
INFP
“I am a pessimist because of intelligence, but an optimist because of will.” Antonio Gramsci

Comments

10Recorder47
3 years ago
สวัสดีครับ ชาวอนาล็อก
ผมอ่านแล้วคิดถึงหนังเนื่องแฟนฉัน กับเพลง ความทรงจำสีจางๆมากๆเลยครับ
ไอเทมที่คิดถึงถูกพาดพิงในบทความนี้หมดเลยครับ ดีใจที่มันยังคงถูกบันทึกไว้ให้ชาวดิจิตอลได้รู้จักครับ
Reply
Jenine280
3 years ago
ขอบคุณมากค่ะ 😊 ทุกวันนี้ก็ยังชอบหยิบตลับเทปออกมาหมุนเล่น ถึงจะใช้การไม่ได้แล้วก็ตาม คิดถึงจริงๆค่ะ
ELThanaphat
3 years ago
ขึ้นๆลงๆ ซ้ายขวา ซ้ายขวา เอ บี ไม่ใช้เราไปไม่รอด 55+
Reply
Jenine280
3 years ago
สูตรชีวิตอินฟินิตี้สินะคะ 5555 
ส่วนเกมโปรดเราคือ เกมปีนน้ำแข็งอ่ะค่ะ ที่เป็นเอสกิโมถือค้อน ทุบหัวแมวน้ำ อิอิ
NONENTITY
3 years ago
ท่าจะแก่กว่าผมนะนั่น 5555
ล้อเล่นครับ เขียนต่อไปครับติดตามอยู่ สู้ๆ
Reply
Jenine280
3 years ago
อ๊ายยย 20 ต้นๆเองค่า แต่เริ่มเข้าสู่วัยรำลึกความหลังแล้ว 555555
ขอบคุณมากนะคะที่ชอบ :D
VanShaLaLa
3 years ago
ดีนะครับ เล่นเกมกันทั้งบ้าน น่าสนุกดี 5555
Reply
Jenine280
3 years ago
ตอนนี้เปลี่ยนมาเป็นนอนดู CSI พร้อมกันทั้งบ้านแทนค่ะ เครื่อง Famicom พังแล้ว ยังไม่ได้ซื้อใหม่ T T
Wanvarang
3 years ago
คิดถึง การ์ตูนวิดิโอ
Reply
Jenine280
3 years ago
คิดถึงเหมือนกันค่ะ เครื่องเล่นพังไปซะแล้ว เหลือแต่ม้วนเทปไว้ดูต่างหน้า
Wanvarang
3 years ago
น่าเสียดาย