มาช้ายังดีกว่าไม่มา?

คอลัมน์ Design Thinking |หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ | หน้า HR & Management | วันศุกร์ที่ 4 มีนาคม 2559

บ้านของเมษ์อยู่ “พุทธมณฑลสาย 2”
หากมีสอนช่วงเช้าในเมือง มักจะต้องวางแผนออกจากบ้านล่วงหน้าอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง บางครั้งรถติดมากๆก็ต้องขับรถมาจอดกลางกรุง แบกข้าวของและเอกสารข้ามเรือ ต่อรถไฟฟ้า หรือต่อมอเตอร์ไซค์เพื่อให้ถึงที่หมายให้ตรงเวลา

หนึ่งในประสบการณ์ที่จำได้ไม่ลืมคือ การเดินทางฝ่าการจราจรกว่า 3 ชั่วโมงเพื่อมานั่งรอกลุ่มนักเรียนที่ “ตื่นสาย” มาเรียนช้ากว่าชั่วโมง

จริงๆแล้ว บ่อยครั้ง “คนมาสาย” เพราะมีเหตุผลสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเหตุสุดวิสัย ภารกิจก่อนหน้าที่ทำให้ล่าช้า หรือ การจราจรในบ้านเราที่เอาอะไรแน่ไม่ได้ ... เหตุผลเช่นนี้พอเป็นที่เข้าใจได้ แต่ที่น่าหงุดหงิด คือ คนที่ “ไม่พยายาม” มาให้ทันนัด... เป็นพฤติกรรมที่สะสมไปสู่ “วัฒนธรรม” ในสังคมปัจจุบันที่ไม่เห็นถึง “คุณค่า” ของเวลา

การที่ใครคนหนึ่งเลือกที่จะให้ “เวลา” กับเรา นั้นหมายความว่า เขาคนนั้นได้ “เลือก” ที่จะ “เสียสละ” โอกาสที่จะเอาเวลานั้นไปทำอย่างอื่น ... เป็นการให้ความสำคัญและเป็นการให้เกียรติ
“Empathy” หรือ “การเอาใจเขามาใส่ใจเรา” ตามหลัก Design Thinking นั้น เป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างประสิทธิภาพในการทำงาน ... หนึ่งในการเอาใจเขามาใส่ใจเราที่ทำได้ง่ายที่สุด คือการให้ความสำคัญกับ “เวลา” ของคนอื่น
สายนิดหน่อย ไม่เป็นไร? ในสมัยที่โทรศัพท์มือถือยังไม่แพร่หลาย เมื่อเรานัดกับใคร ที่ไหน เราก็ต้องไปเจอกับเขาที่นั่น ณ เวลานั้น เพราะหากมาช้ากว่าที่นัดหมาย ก็อาจจะคลาดกัน ติดต่อกันไม่ได้

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในทุกวันนี้ เปิดช่องทางให้เราสื่อสารได้ง่ายขึ้น ... และทำให้เรา “ผิดนัด” ได้สะดวกขึ้น ...โทรศัพท์มือถือและเทคโนโลยีในปัจจุบันทำให้เราให้ความสำคัญกับการตรงต่อเวลาน้อยลง หากจะมาสายก็ส่งข้อความแจ้งเพื่อนๆได้ว่า “จะรีบตามไป”

หลายครั้งที่เมษ์จัดประชุม จะได้ยินเพื่อนๆร่วมประชุมพูดกันว่า “นัด 15.00 น. กว่าทุกคนจะมาก็ 15.30 น. นั่นแหละ” หรือ “โอ้ ไม่น่าเชื่อเลย ทุกคนมาตรงเวลา”

สังคมของเรากำลังกลายเป็นสังคมที่เห็นการมาสายกลายเป็นเรื่อง “ไม่เป็นไร” และการมาตรงเวลาเป็นเรื่อง “แปลก”

มาตรงเวลา = ดี? การมา “ตรงเวลา” เป็นเรื่องที่สำคัญ ... แต่บางครั้งการมาตรงเวลา อาจจะยังไม่ดีพอ?

ในการประชุม มีคนเคยบอกว่า “Early is on time. On time is late.” แปลเป็นภาษาไทยคือ “มาก่อนคือมาตรงเวลา มาตรงเวลาคือมาสาย”

นั่นคือ การมาถึงก่อนเวลานัดแสดงถึง “ความตั้งใจ” ผู้ที่มาก่อนจะมีเวลาในการเตรียมตัวสำหรับการนัดนั้นๆ ... เมื่อถึงเวลาที่นัด ก็พร้อมที่จะมีส่วนร่วมและแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ 

คนที่มาตรงเวลา แม้ว่า “ตัว” จะมาทัน แต่ต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่า “สติ” จะมาอยู่ ณ ที่ประชุม ... เสียเวลาและลดประสิทธิภาพของการทำงานไม่น้อยกว่า 5-10 นาที

การกำหนด “agenda” ของการประชุมให้ชัดเจน และ “ทำการบ้าน” ก่อนมาพบกัน เป็นหลักการประหยัดเวลาที่เราหลายคนมองข้ามไป ... เป็นการประหยัดทั้งเวลาของเราเอง และของเพื่อนร่วมงาน

ผลกระทบของการสาย? “การตรงต่อเวลา” ไม่ได้สำคัญเฉพาะเรื่องของการนัดหมายเท่านั้น แต่อาจมีผลกระทบกับคนอื่นในมุมที่เราคาดไม่ถึง

เพื่อนชาวต่างชาติของเมษ์คนหนึ่งเคยมาเปิดมูลนิธิในเมืองไทย และต้องจ้างพนักงานประจำมาช่วยจัดการโครงการต่างๆ เนื่องจากเป็นมูลนิธิเล็กๆ เพื่อนคนนี้จึงต้องทำหน้าที่บริหารงานเองหลายอย่าง

ครั้งหนึ่งเพื่อนคนนี้ทำงานยุ่งจน “ลืม” ไปธนาคาร ทำให้เกิดข้อผิดพลาดจ่ายเงินเดือนให้พนักงานล่าช้าไป 1 วัน เพื่อนของเมษ์เล่าว่า เขารู้สึกผิดอย่างมากเมื่อทราบภายหลังว่า 1 วันที่ช้าไปนั้น ส่งผลให้พนักงานของเขาจ่ายค่าเช่าบ้านไม่ทัน ต้องไปยืมเงินเพื่อนบ้าน เกิดเป็นวงจรการกู้ยืม สร้างความลำบากแบบไม่ได้ตั้งใจ

...การกระทำของเรามีผลกระทบต่อคนรอบข้างได้มากกว่าที่เราคิดและเห็น นอกจากการไม่รักษาเวลาจะทำให้เราดูไม่ดีในสายตาของคนอื่นแล้ว ยังเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี สร้างวัฒนธรรม “ลูกโซ่” ที่กระทบรูปแบบและประสิทธิภาพการทำงานของคนทั้งองค์กร เมื่อใดที่คนมาสายไม่โดนตำหนิ การมาสายก็จะกลายเป็นเรื่องปกติ เพราะทุกคนต่างก็จะคิดว่า “เธอสายได้ ฉันสายได้ เราทุกคนก็สายได้”

ทั้งหมดที่เล่ามานี้ต่างแสดงให้เห็นว่า ถึงแม้ “เวลา” ของพวกเราจะไม่ได้มี “ป้ายราคา” แต่ทุกนาทีที่เสียไปมี “ตัวเลข” ซ่อนอยู่ หากแปลงราคา “ค่าเสียโอกาส” หรือ Opportunity Cost ของเราแต่ละคนออกมาเป็นตัวเลข เราอาจจะพบว่า บางครั้งเราควรเสียเงินมากขึ้นเพื่อนั่งรถแท็กซี่แทนที่จะเดินเพื่อประหยัดเวลา 20 นาที หรือ จ่ายเงินจ้างคนทำความสะอาดแทนที่จะทำเองเพื่อที่จะมีเวลาไปทำอย่างอื่น

เหมือนที่เราเคยได้ยินว่า Time is Money ... มันเป็นเช่นนั้นจริงๆค่ะ

และถึงแม้ว่าเวลาของเราแต่ละคนจะมี “ราคา” ต่างกันมากน้อยแค่ไหน ต้นทุนของชีวิตที่พวกเรามีเท่ากัน คือ เวลา 24 ชั่วโมงต่อวัน ... เป็นเหมือนทรัพย์สินที่เมื่อเราเลือกใช้กับสิ่งใดแล้วก็สูญไป

การ “ตั้งใจ” ไม่รักษาเวลาของคนอื่น อาจไม่ต่างอะไรกับการ “ขโมย”

เพลง “เหลวไหล” ของพี่มอส บอกว่า “มาแล้วยังดีกว่ามาช้า มาช้ายังดีกว่าไม่มา”
Better late than never. But never late is better 



... ไม่มาช้าเลยดีที่สุดค่ะ
---------------------
คอลัมน์ DESIGN “Thinking” เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนแนวคิดเรื่องกระบวนการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และการสร้างนวัตกรรม เขียนจากประสบการณ์การจัดตั้ง Start-up ด้านการพัฒนาการศึกษาและการสอนด้านออกแบบนวัตกรรมของผู้เขียน


เมษ์ ศรีพัฒนาสกุล จบการศึกษาด้านบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด เป็นนักเรียนนำสอนกระบวนการ Design Thinking (D.Leader) ที่ Stanford d.school และได้รับการอบรมด้าน Executive Coaching จาก Berkeley, Executive Coaching Institute
SHARE
Writer
MaySripata
Design Thinker
Co-Founder of Asian Leadership Academy and LUKKID www.asianleadershipacademy.com / www.lukkidgroup.com

Comments

Chutchapol
3 years ago
การไม่เคารพเวลาคนอื่นโดยเฉพาะในการทำงาน สะท้อนถึงความเป็นมืออาชีพของคนๆ นั้นได้เป็นอย่างดี แต่น่าเสียดายที่หลายคนยังมองว่าเป็นเรื่องที่ "ไม่เป็นไร มาช้านิดเดียวเอง"
Reply
MaySripata
3 years ago
Thank you P Chutchapol for sharing ka :)
nat_busters
3 years ago
การตรงต่อเวลา = ตัวตนของคนนั้นๆ
Reply
JJEAB
3 years ago
เราคนหนึ่ง ไม่ชอบคนไม่ตรงเวลา เราจะไปก่อนทุกครั้ง โดยเฉพาะเวลาประชุม อย่างน้อยต้องถึงห้องประชุมก่อน 15 นาที สำหรับ Morning Brief สำหรับ Operation Meeting อย่างน้อยครึ่งชั่วโมง เพราะไปถึงก่อน ก็จะได้ทบทวนเนื้อหาไปด้วย มีเวลาเตรียมตัว ไม่รีบ ไม่ลน แถมได้กินกาแฟ ก่อนที่จะประชุมอีกต่างหาก ยิ่งถ้ามาเลท ก็ทำให้กลับบ้านเลท ทีนี้ไม่ใช่เราคนเดียวที่เดือดร้อน มันกลายเป็นปัญหาของครอบครัวไปเลยทีเดียว ^ ^

Reply