ความรักนำเราไปสู่ความเคารพ

1

ผมได้ยินเสียงปืนของจริงครั้งแรกตอน ม.ปลาย
ด้วยเพราะเพื่อนในกลุ่มไปแอบชอบน้องโรงเรียนซางตาครูสคนนึง
คุยกันทำความรู้จักกันมาเกือบปี น้องเค้าก็บอกให้ไปเที่ยวที่บ้านต่างจังหวัด
มันเลยชวนผมกับเพื่อนอีกสองคนไปด้วย
เปิดโรงแรมที่พักในเมืองแล้วเช่ามอเตอร์ไซค์คันนึงเอาไว้ขับไปมาหาแฟนมัน
บ้านของแฟนมันก็อยู่ต่างตำบลแต่ไม่ห่างจากตัวเมืองมาก
ใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมงก็ขี่มอเตอร์ไซค์ไปถึง

เรื่องของเรื่องคือวันนึงแฟนของมันบอกว่าพ่อไปดูงานที่กรุงเทพฯ
เธอเลยอยู่บ้านกับยายแค่สองคน
พวกเราเลยได้เทียบเชิญไห้ไปเหยียบบ้านของกำนันเป็นครั้งแรก
ที่น่าสงสัยคือทำไมกำนันต้องมีลูกสาว ในละครก็เป็นแบบนั้น
ทำไมนักมวยหรือเจ้าของค่ายมวยต้องมีลูกสาวด้วยเหมือนกัน
ล่าสุดก็ไปเจอสถิติเจ้าของอู่รถที่มีลูกเป็นลูกสาวเกือบ 80% อีกต่างหาก
คิดไปคิดมาก็แปลกดี

ยายของแฟนมันค่อนข้างน่ารัก
เพราะทักทายพูดคุยต้อนรับขับสู้กันได้เป็นอย่างดี
มันกับแฟนมันขอตัวออกไปคุยรับลมกันที่ระเบียง
ส่วนผมกับเพื่อนอีกสองคนก็นั่งรอคุณยายเตรียมอาหารมาให้
ด้วยความที่ไม่อยากให้คนอายุมากทำอะไรหนัก ๆ
เลยอาสาเข้าไปช่วยด้วยในครัว

"พ่อกับแม่สบายดีนะ ?" คุณยายถามผมขณะคนแกงเลียงใสหม้อ
"ครับสบายดีครับ"
"ไม่ได้เจอพ่อแม่หนูมานานแล้วเหมือนกันนะ"
"รู้จักพ่อแม่ผมด้วยเหรอครับ ?" ผมถามคุณยายแบบอึ้ง ๆ
เราพึ่งจะเคยเจอกันเองนะ จู่ ๆ มาเปรยว่าเคยเจอพ่อแม่ผม ผมก็อึ้งไปซิ
"อ้าว!" คุณยายหันมาร้องทักผมราวกับก่อนหน้านี้ไม่เคยเห็นผมยืนอยู่ตรงนี้มาก่อน
"ครับ ?"
"ไม่ได้เจอกันตั้ง 20 ปีแล้วซินะ เอก"

ผมรู้สึกสังหรณ์ใจแปลก ๆ
20 ปีที่แล้วผมน่าจะยังไม่ได้จุติลงมาบนโลกเลยด้วยซ้ำนะ
ตอนนั้นพ่อกับแม่น่าจะยังคบ ๆ เป็นแฟนกันอยู่ด้วยซ้ำ
ว่าแต่ เอก นี่ใคร...พึ่งแนะนำตัวไปเอง
ช่วงที่ยังมึน ๆ งง ๆ คุณยายก็ทำตัวเป็นนางเอกละครช่อง 7
พุ่งเข้ามาสวมกอดผมแน่นจนกระดูกลั่น
ครั้นจะผลักออกไปก็กลัวว่าจะเสียมารยาทต่อผู้หลักผู้ใหญ่
ฟังจากเสียงพรรณาพร่ำบอกของคุณยายแล้วเหมือนเอกจะเป็นคนสำคัญ

รอเธอพร่ำพูดในอ้อมอกได้สักพักก็หยุด
เงยหน้าขึ้นมองผมแล้วผลักผมจนกระเด็น

"มาทำแบบนี้ได้ยังไง!" คุณยายถามเสียงสูง
"ห๊ะ ?"
"อย่ามาทำตัวรุ่มร่าม"
ผมมองหน้าคุณยายแบบพูดอะไรไม่ออก
"นี่กูมาทำอะไรที่นี่" น่าจะเป็นคำถามที่วนเวียนอยู่ในหัวตอนนั้น

2

เสียงหม้อข้าวดีดเตือนนานแล้ว
คุณยายเดินเข้าไปเปิดหม้อข้าวแล้วตักข้าวทิ้งถังขยะ

"เดี๋ยวครับ!ทำอะไรน่ะครับ!" ผมร้องท้วงแล้วเข้าไปยึดที่ตักข้าวมาถือไว้
"ข้าวมันบูดแล้ว จะหุงไปให้กินใหม่"
"แต่ยายพึ่งจะหุงไปนะครับ เนี่ยร้อน ๆ อยู่เลย!"
"มันบูดแล้ว เนี่ย!" คุณยายก้มลงทำท่าสูดดมกลิ่นข้าวในหม้อ
จากนั้นก็แย่งที่ตักข้าวกลับไปตักข้าวทิ้งขยะต่อ
เอาหม้อไปล้างจนเอี่ยมแล้วหุงใหม่

แกทำแกงเลียงเสร็จแล้วก็ต่อด้วยผัดคะน้าหมูสับ
ตักใส่จานชามแล้วให้ผมยกออกไปวางเสิร์ฟเพื่อน ๆ ก่อนจะกลับมาหาแก
แกตักข้าวใส่ถังขยะอีกครั้ง ผมตกใจจนเข้าไปปรามอีกรอบ
แกยังคงยืนยันว่า "ข้าวบูด" เหมือนเดิม
คงเพราะนานเกินไปเพื่อน ๆ เลยพากันเข้ามาดู
ผมบอกพวกมันว่าตัวเองไม่สามารถคอนเน็คติ้งพี้เพิ้ลได้แล้ว
ขอตัวออกมาปรับอารมณ์ของตัวเองที่ระเบียงก่อน

ข้างนอกเพื่อนที่ชวนพวกเรามากับแฟนมันกำลังพูดคุยกันสนุกสนาน
แฟนมันคงเห็นว่าผมมายืนสูดอากาศนานแล้วเลยเดินเข้ามาทัก
ผมเลยเล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น เธอเลยบอกว่าคุณยายเป็นอัลไซเมอร์
แน่นอนว่าผมรู้ตั้งแต่อยู่ในครัวแล้วล่ะ เพราะเคยเจอเคสแบบนี้มาก่อน
เพื่อน ๆ ในบ้านเรียกเรากลับเข้าไป
ข้าวสวยร้อน ๆ ถูกตักใส่จานไว้เรียบร้อย
ผมถามพวกมันว่าทำได้ยังไง 
พวกมันบอกว่า "แค่บอกยายไปว่าเราชอบกินข้าวบูด"
ยายเลยให้ตักมากินกัน
พวกมันเองก็ตกใจที่จู่ ๆ คุณยายก็ตักข้าวที่หุงใหม่ ๆ ทิ้งไปซะงั้น
แต่ก็ยังพอช่วยกันรับมือกับสถานการณ์นี้ได้

3

"กินเยอะ ๆ นะ นพดล" คุณยายตักแกงเลียงไปที่เพื่อนคนหนึ่ง
"กูไม่ได้ชื่อนั้น" มันแอบไปกระซิบกับเพื่อนคนข้าง ๆ ซึ่งก็คือผมเอง
"อ่ะ! อันนี้อร่อยนะ นวพล"
"ได้ข่าวว่ามึงชื่อเอกมาก่อนไม่ใช่เหรอ ?" 
คนที่คุณยายติ๊ต่างว่าเป็น นพดลหันมาถามผมที่เปลี่ยนจากเอกไปเป็น นวพลแล้ว
"วันนี้ครูให้การบ้านอะไรบ้าง เราไม่ได้ไปเรียนเพราะไม่ค่อยสบาย"
จู่ ๆ คุณยายก็เปลี่ยนสรรพนามแทนตัวเองซะวัยรุ่น
"วันนี้ไม่มีการบ้านนะ วัชราภรณ์" หลานสาวเธอชิงตอบให้
"งั้นเหรอ...ดี ๆ จะได้ไม่ต้องเหนื่อย"

แล้วคุณยายก็เดินยิ้มกลับเข้าห้องไป
ผมนั่งทบทวนเหตุการณ์เมื่อกี้ 
มีความเป็นไปได้ว่าแกกำลังอยู่ในโลกสมัยวัยรุ่นของแกอยู่

"พวกมึงเป็นใคร ?"
เสียงกระโชกโฮกฮากเรียกสายตาคนบนโต๊ะอาหารให้หันไปมอง
ภาพที่เห็นคือชายวัยกลางคนรูปร่างดำทะมึนเดินขึงขังเข้ามา
"พ่อ!" แฟนสาวของเพื่อนร้องขึ้นด้วยความตกใจ
ที่น่าตกใจกว่าคือพวกเราซะมากกว่า เพราะได้ยินกิตติศัพท์ของพ่อแฟนมันมาก่อน
"ออกไปจากบ้านกูเดี๋ยวนี้" 
เขาโยนกระเป๋าไปทางโซฟาแล้วเดินไปเปิดประตูห้องตัวเอง
"เดี๋ยวก่อนพ่อ!"
"เงียบไปเลยอีหนู!"
ผมสังหรณ์ใจไม่ดีออกตัวลุกขึ้นแล้วเดินเลี่ยงออกมาก่อน
เหลือบไปเห็นลุงแกกำลังปีนเตียงขึ้นไปหยิบปืนลูกซองแฝดที่พึ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกในชีวิต

"ปืน ๆ!" ผมหันไปร้องตะโกนบอกเพื่อน ๆ
ก่อนจะวิ่งนำหน้าลงบันไดบ้านแล้วพุ่งเข้าป่าก่อนเพื่อนเลย
เพื่อน ๆ เองก็วิ่งตามหลังมาเต็มเหยียด
เปรี้ยง! เสียงปืนดังสนั่นจนพวกเราฟุบลงหมอบติดกันพื้น

"เชี่ย!แม่งยิงจริง ๆ ด้วย!" เพื่อนในกลุ่มคนนึงร้องบอก
"สัด ถ้ากูมาตายที่นี่นะมึง..." เพื่อนอีกคนโวยวายบ้าง
เปรี้ยง! เสียงปืนดังขึ้นอีกครั้งส่งผลให้พวกเราสะดุ้งเฮือก
"มีใครเป็นไรป่าววะ ?" ผมหันไปถามเพื่อนเพราะสภาพรอบด้านมืดสนิท
"ไม่มีใครโดนยิงนะ ?" ผมถามอีกรอบ ทุกคนถึงได้สติแล้วตอบกลับมา
เรานอนอยู่ในป่าจนมั่นใจว่าเสียงปืนหายไปแล้ว
พวกเราเลยคลำทางออกมาจนถึงถนนที่จอดมอเตอร์ไซค์ทิ้งเอาไว้

4

กลับมาถึงโรงแรมแบบไม่มีใครขำออก
ทุกคนเดินไปตบกบาลเพื่อนคนนั้นกันหลายรอบจนหายขวัญเสีย
แฟนของมันโทรเข้ามาหาอยู่หลายสาย มันเลยออกไปคุยสายนอกห้อง
ทิ้งให้ผมกับเพื่อนทั้งสองคนนั่งหน้าซีดเป็นไก่ต้ม แข้งขาอ่อนปวกเปียก
ลำพังแค่ประคองสติขี่รถกลับมาโรงแรมได้ก็เก่งแล้ว

หลังจากนั้นผมก็ได้เจอกับแฟนมันอีกครั้งที่สเวนเซ่น
เป็นวันที่ไม่รู้ว่าแฟนมันนึกครึ้มอะไรชักชวนผู้รอดชีวิตจากลูกปืนของพ่อเธอมาเลี้ยง
ตอนที่กิน ๆ กันอยู่ จู่ ๆ เธอก็เอาหลอดหน้าตาแปลก ๆ มาให้แฟนเธอดู
พวกเราเลยสุมหัวดูของแปลกที่ไม่เคยเห็นมาก่อนด้วยความสนใจ
เอ่ยถามว่ามันคืออะไร ทำไมถึงมีขีดแดง ๆ สองขีด ของเล่นแถมขนมหรือเปล่า ?

"เราท้อง"
พอประโยคนั้นหลุดออกมาเท่านั้นแหละ 
ผมก็เข้าใจเลยว่าตัวเองเป็นหนึ่งในผู้ถูกเลือกให้มาเป็นพยานต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ประเด็นคือมันทั้งคู่ยังเรียนหนังสือกันอยู่
ส่วนพ่อของแฟนมันก็เห็น ๆ กันอยู่แล้วว่าเป็นยังไง
แค่แวะไปหาแฟนมันที่บ้านก็เอาลูกซองออกมาเป่าแล้ว
นี่ถึงขนาดทำลูกสาวเขาท้อง ก็คงไม่ต้องสืบหาศพของมันกันแล้วถ้าหากมันหายตัวไป

เราเป็นแค่พยาน แต่ยืนกรานว่าช่วยเหลืออะไรไม่ได้
สุดท้ายแล้วหลังจากนั้นก็ไม่มีใครกล้าไปติดตามเรื่องของมันกับแฟนอีก
มาเจอกันอีกทีก็ตอนที่มันบอกว่าจะหมั้น
เลยพากันไปหาที่บ้านจัดสรรย่านงามวงศ์วาน
ได้เจอกับคุณยายที่ทักทายผมว่า 'อาคม' อีกครั้ง
หนำซ้ำยังอวดรูปขาวดำของคุณตาคนหนึ่ง บอกว่า กำลังจีบ ๆ กันอยู่
แม่ของแฟนมันเลยบอกว่าเป็นรูปของคุณตาที่เสียไปนานแล้ว
แต่เหมือนความเป็นโรคอัลไซเมอร์จะทำให้คุณยายจำไม่ได้
และไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าคุณตาที่เป็นแฟนเธอหายไปไหน
พอถามถึงก็บอกแค่ว่าถ้าไม่ไปเรียน ก็คงจะไปเที่ยวกับเพื่อน ๆ ตามประสาคนหนุ่ม

5

งานหมั้นจัดขึ้นด้วยดีเพราะผู้ใหญ่สองคนเจรจากันได้
บ้านเดี่ยวนี้กำลังจะกลายเป็นเรือนหอในอนาคตของคนสองคน
ผ่านจุดนั้นมาได้หลายปี ผมก็ถูกมันชวนไปเที่ยวหาอีกครั้ง
ตอนนี้มันทำงานเป็นพนักงานประจำย่านเมืองทอง เงินเดือนหมื่นห้า
ส่วนภรรยาก็ทำงานเป็นผู้จัดการบริษัทที่มันทำงานด้วยอีกทีนึง
ลูกก็โตจนเข้าเรียนอนุบาลได้แล้ว มีแม่บ้านที่จ้างมาให้ช่วยดูแลตอนที่ทั้งคู่ต้องออกไปทำงาน
ชีวิตเหมือนจะเรียบง่ายดี จนกระทั่งเราทั้งสองคนไปเซเว่นด้วยกัน
ผมขยำใบเสร็จที่เซเว่นออกให้แล้วโยนทิ้งถังขยะจนเคยชิน

มันทำหน้าเหวอแล้วรีบควานหาคุ้ยเขี่ยขยะหน้าเซเว่นแล้วหยิบใบเสร็จติดกลับมา
ตอนแรกผมคิดว่ามันคงอยากได้สิทธิ์แลกซื้อ แต่เปล่าเลย
มันต้องเอาใบเสร็จไปให้เมียดู
ถามต่อไปถึงได้รู้ว่า มันไม่ได้แตะเงินร้อยมานานแล้ว
ทุกวันจะได้เงินไปทำงานวันละ 50 บาท ถ้าจะใช้อะไรต้องเก็บใบเสร็จกลับมาด้วย
ร้านไหนไม่มีใบเสร็จก็ให้ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นหลักฐาน
เหลือเท่าไหร่ยังไงก็เก็บกลับคืนเมีย
เช้ามาก็ติดรถเมียมาทำงานด้วย ตกเย็นก็กลับบ้าน
สมุดเงินเดือนก็อยู่ที่เมียหมด

ถ้าหากอยากจะได้อะไรก็ต้องขออนุญาตกันก่อน
เคยมีครั้งหนึ่งมันแอบเอาเงินที่เหลือ 20 บาทเก็บไว้ไม่ให้เมีย
ผลปรากฏว่าทะเลาะกันถึงขั้นถูกไล่ให้มานอนในรถ CRV ทั้งคืน
บวกกับอดเงินค่าขนมไปทำงานที่บริษัทอีก 3 วัน
ถามว่าชีวิตอึดอัดเกินไปไหม มันบอกว่ากินข้าวที่บ้าน
แล้วเมียจะทำปิ่นโตไปให้ที่ทำงานด้วย เลยไม่ค่อยได้ใช้อะไรมากมาย
ถ้าอยากได้หรืออยากกินอะไรแพง ๆ จริง ๆ เมียมันก็ไม่ถึงกับเผด็จการ
ถ้ากล้าขอก็กล้าให้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเธอเองก่อน

อยู่ที่ทำงานก็เป็นผู้จัดการส่วนตัวเองเป็นลูกน้อง
อยู่ที่บ้านตัวเองก็เหมือนเป็นผู้ตามมากกว่าผู้นำ

"แม่กูบอกว่าผู้ชายที่ให้เกียรติเมียจะเจริญ" 
มันหันมาบอกผมกับเพื่อน ๆ ที่มันชวนมาเที่ยวบ้าน
"กูว่าลักษณะชีวิตมึงไม่น่าจะเรียกว่าให้เกียรตินะ"
พวกเราพยักหน้าเห็นด้วยเพราะสถานการณ์แบบนี้มันเรียกว่า "กลัวเมีย" มากกว่าหรือเปล่า
มันยืนกรานเสียงสูงว่าไม่ได้กลัว แต่พอแต่งกันไปสักพัก
เราจะเห็นฐานแท้ของคู่ชีวิตเรามากขึ้นทุกวัน
จะเห็นว่าหน้าตาใส ๆ หัวใจหวานแหววเมื่อครั้งยังเป็นสาวคอซองจากซางตาครู้ส
จะกลายมาเป็นบัวขาวที่พร้อมจะถีบมันออกจากบ้านและออกจากงานได้ตลอดเวลา

พวกเราสารภาพว่ายังคงหวาดกลัวพ่อของเมียมันมาจนถึงทุกวันนี้
แต่มันสารภาพว่า ตั้งแต่ที่เมียมันมีอำนาจสูงสุดในบ้าน
มันก็เลิกกลัวพ่อตาตัวเองมานานแล้ว
ใบหน้าตอนมันเล่า ไม่ใช่คนที่อมทุกข์กับปัญหาชีวิตคู่
แต่เป็นคนที่มองเห็นความน่ารักของชีวิตคู่ตัวเองมาจนถึงตอนนี้
ผมกับเพื่อนคนอื่น ๆ ซึมซับความน่าอิจฉาของชีวิตคู่ติดตัวกลับมาบ้าน

"พวกมึงอยากมีเมียแบบไหน ?" มันถามผมกับเพื่อน ๆ ด้วยความสงสัย
"ไม่รู้ดิ...อยากมีเมียที่ให้เงินค่าขนมกูมากกว่าวันละ 50 บาทมั้ง"
"บางทีกูก็ได้เยอะกว่า 50 บาทนะ" มันอวด
"ยังไงวะ ?"
"ก็วันที่เมียกูใช้ให้เดินไปซื้อของเซเว่นอ่ะ กูได้ค่าจ้าง 20 บ้าง 30 บ้าง"
"เมื่อก่อนแม่กูก็เคยทำแบบนั้นกับกูว่ะ" เพื่อนอีกคนตบมุข

SHARE
Writer
Oneword
ワンヌウン
ชอบคิด ชอบอ่าน ชอบเขียน ชอบเดินทาง...

Comments

boomoo
4 years ago
555 น่ารัก .เคยได้เงินวันละ20บาท.จากคุณสามี ด้วย ตลก
Reply
wibowbow
4 years ago
555
Reply
I_Am_Nida_A
4 years ago
รอบนี้มาแบบฮาเลย อ่านแล้วขำดี
Reply
July_Moon
4 years ago
เพื่อนพี่ไม่ได้กลัวภรรยาหรอก
เรียกเคารพและเทิดทูนเถอะ จะดูดีกว่า ;)
Reply