เขายังคงคิดถึงคุณอยู่

1

ในวันที่คนทำนายว่าโลกกำลังจะแตก
ผมถูก รีคอฟ ชวนให้เข้าร่วมโครงการ "สิ่งแวดล้อม" ในฐานะสื่อ
เยาวชนต้นกล้าตัวแทนทั่วประเทศถูกรวบรวมเอาไว้ที่นี่หมดแล้ว
ไม่ใช่แค่ผม แต่ยังมีสื่อจากต่างประเทศเข้ามาร่วมโครงการนี้ด้วย
เป็นโครงการร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย
ร่วม 5 วัน 4 คืน ชนิดจุใจกันไปเลยทีเดียว

ออกตัวว่าตัวเองเป็นคนรักโลก
แต่ไม่เคยได้ใส่ใจหรือเงี่ยหูฟังสิ่งที่โลกต้องการจะบอกเท่าไหร่
อันที่จริงนอกจากออกกิจกรรมกับชมรมปลูกป่าบ่อยครั้งแล้ว
ก็แทบจะไม่ได้สนอกสนใจความเป็นมาเป็นไปของสิ่งแวดล้อมในประเทศเราเท่าไหร่นัก
อาจจะเป็นหนึ่งในคนเมืองที่สัมผัสกับสีเขียวของธรรมชาติน้อยครั้งที่สุดคนหนึ่งก็ได้
ตอนที่รีคอฟมาชวนผม ผมกล่าวปฏิเสธไปเพราะตัวเองไม่ได้รักโลกมากมายขนาดนั้น
บอกปัดว่าน่าจะชักชวน "เนย" ที่ออกตัวแรงว่ารักโลกน่าจะดีกว่า
เสนอว่าจะติดต่อให้ หรือจะเอาเบอร์จากผมไปดี มีนะ
แต่สุดท้ายทางผู้หลักผู้ใหญ่ก็ยื่นคำขาดให้ผมไปให้ได้
ก็เลยจำต้องแพ็คกระเป๋าไปกับเขาร่วมกับเพื่อนสื่อมวลชนอีกคนหนึ่ง

กิจกรรมถูกจัดขึ้นที่เพชรบุรี โดยมี ตารางกิจกรรมแจกให้เราแน่นเอี๊ยด
มาวันแรกมีการแนะนำตัวว่าเป็นใครมาจากไหน
หลังจากแนะนำตัวทำความรู้จักกันไป ก็เข้าสู่หลักการเขียนสารคดีขึ้นมาซะงั้น
ผมมึนงงมากที่จู่ ๆ ตารางกิจกรรมของนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทั้งหลาย
กลายมาเป็นเหมือนค่ายสอนการเขียนสารคดีขึ้นมาซะอย่างงั้น
โดยทางค่ายเชิญนักเขียน วีระศักดิ์ จันส่องแสง ดีกรีนักเขียนหนังสือสารคดี
บวกกับ กองบรรณาธิการ นิตยสารสารคดี มานั่งแท่นบรรยายการสอนกว่าครึ่งวัน
ผมก็นั่งจดไปฟังไปประหนึ่งนักศึกษากำลังแล็กเชอร์ที่อาจารย์สอน
ทุกคนรอบข้างก็ตั้งหน้าตั้งตาจดบันทึก การสอนดีมาก ได้ความรู้
และมารู้ว่าทุกคนต้องทำวารสารร่วมกัน 1 ฉบับ เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม
โดยจะมีการตีพิมพ์เป็นฉบับภาษาไทยและภาษาอังกฤษซึ่งจะถูกแจกจ่ายในต่างประเทศด้วย
อึ้งกันซิครับ...แต่ในท้ายที่สุด 
คอลัมน์ที่ผมเขียนได้รับเลือกให้ลงในเว็บ รีคอฟ ต่างชาติ (ยืดแปบ)
หนำซ้ำยังมีบทสัมภาษณ์ของผมกับเพื่อนสื่อจากอเมริกา
เอาไปลงในเว็บอะไรก็ไม่รู้อีก (แต่รู้สึกจะเกี่ยวกับรีคอฟ)

หลังจากหนึ่งวันหมดไปกับการเรียนการเขียนสารคดี
ตกเย็นพวกเรามานั่งล้อมวงทำกิจกรรมร้องรำทำเพลงกันปกติ
มีการแชร์และบอกเล่าเรื่องกิจกรรมที่แต่ละคนกำลังทำอยู่
ผมประทับใจเยาวชนที่มาจากสตูล

"พวกผมปลูกต้นไม้เพิ่มอาทิตย์ละ 1 ต้น ไม่ใช่เพื่อโลก ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อเขา"
เด็กคนนั้นชี้มาที่ผมกับเพื่อนตัวแทนสื่อมวลชนอีกคนหนึ่ง
ผมทำหน้าเหรอหราแล้วชี้มาที่ตัวผมเอง จำได้ว่าเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
แล้วน้องจะมาปลูกต้นไม้เพื่อพี่ได้ยังไงกันครับ ?
"พี่เป็นคนในเมืองใช่ไหมครับ ?"
"ใช่ครับ" ผมพยักหน้าหงึกหงักพร้อมกันกับเพื่อนสื่อมวลชนอีกคน
"เวลาพี่อยากไปเที่ยว พี่ก็อยากที่จะออกมาสัมผัสธรรมชาติถูกไหม ?"
"ครับ"
"ถ้าหากวันนี้ผมไม่ปลูกต้นไม้ให้มากขึ้น 
ผมกลัวว่าวันหนึ่งพี่จะมาเที่ยวบ้านผมแล้วรู้สึกไม่ต่างอะไรกันกับเมืองที่พี่จากมา"

ฟังแล้วต้องใช้กระบวนการทางความคิดนิดหนึ่ง
อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าหากตัวเองพักผ่อนจากการทำงานแล้วออกต่างจังหวัดไปพักผ่อน
ต่างจังหวัดเอง 60% ก็เจริญขึ้นมากแล้ว ถนนลาดยางก็แทบจะไม่ถึงทุกหนแห่ง
แม้ว่าสีเขียวจะยังมีให้ชื่นใจกว่าในเมืองใหญ่
แต่สัดส่วนที่เป็นเมืองก็ยังมากกว่าจนต้องออกจากตัวเมืองไปหาธรรมชาติเขียว ๆ บ้าง
แน่นอนว่าเมืองก็มีเสน่ห์แบบเมือง ธรรมชาติก็มีเสน่ห์แบบธรรมชาติ
แต่คนเมืองคงไม่อยากไปเดินเที่ยวห้างในต่างจังหวัด
แต่ว่าอยากจะแวะไปสูดอากาศดี ๆ ที่หาได้ยาก แล้วมองสีเขียวให้สบายตามากกว่า
ถึงจะไม่เคยไปสตูล แต่ในภายหลังผมดันได้ไปเที่ยวจริง ๆ
เห็นต้นไม้ใบเขียวแล้วก็นึกถึงน้องคนนี้ขึ้นมา
แอบสงสัยและถามตัวเองเล่น ๆ ว่า...ต้นไม้พวกนั้นจะมีสักต้นที่น้องคนนั้นปลูกหรือเปล่า
ต้นไม้ต้นไหนกันนะ ที่ไม่ได้ปลูกเพื่อช่วยโลก ไม่ได้ปลูกเพื่อตัวเอง
แต่ปลูกเพื่อให้คนเมืองอย่างผมได้มาเห็นมาพักพิงหลบแดดหลบฝนรอเรือข้ามฟาก
ไม่ว่าความเป็นอยู่ของต้นไม้ในสตูลจะเป็นยังไง
แต่เหตุผลของคนปลูกทำให้ผมหลงไหลในความน่ารักของมัน

2

แปลกดีที่ยังมีคนปลูกต้นไม้เพื่อเราอยู่
ได้ฟังกิจกรรมของคนที่ปลูกต้นไม้เผื่อตัวเองแล้วรู้สึกแปลกดี
ที่บ้านนอกจาก แคคตัส ที่ปลูกตรงระเบียง
บวกกับสนามหญ้าหน้าบ้านแล้ว บ้านตัวเองแทบจะไม่มีต้นไม้เลย
โชคดีที่แม่เป็นคนชอบปลูกต้นไม้มาก เลยมีสีเขียว ๆ ให้เห็นได้ทุกวัน
น้องคนนึงบอกว่าเมืองใหญ่แออัดและหาพื้นที่ปลูกอะไรได้น้อย
แต่เขาก็ยังเชื่อว่าถ้าหากเรามีเวลาเอาใจใส่มากขึ้นสักหน่อย
เราก็อาจจะซื้อต้นไม้พุ่มเตี้ยหรือต้นไม้ในกระถางเล็ก ๆ มาปลูกได้
หลายคนคิดว่ามันอาจจะสายเกินไปเพราะเมืองใหญ่มันก็เป็นแบบนี้มานาน
แต่น้องคนนั้นเชื่อว่าถ้าหากเราเชื่อว่าโลกนี้มันจะเปลี่ยนไปได้เพราะต้นไม้ที่เราปลูกในกระถาง
ก็ให้เชื่อแบบนั้น...อย่างน้อยไม่ใช่แค่เราที่ปลูกต้นไม้เพื่อให้ที่ ๆ เราอยู่เปลี่ยนไป
แต่ต้นไม้ต่างหากที่กำลังจะเปลี่ยนตัวเราเอง

ฟังแล้วก็เริ่มคันไม้คันมืออยากหาต้นอะไรสักต้นมาปลูกเพิ่ม
รู้สึกคำพูดที่บอกว่า 
"ไม่ใช่เราที่เปลี่ยนแปลงโลกด้วยต้นไม้ แต่ต้นไม้ต่างหากที่เปลี่ยนแปลงเราและโลก"
มันฟังดูโก้ดี แถมคนปลูกต้นไม้ก็น่าจะเข้าใจได้เป็นอย่างดีว่ามันรู้สึกยังไง
เวลาที่ต้นไม้ที่เราปลูกผลัดใบแล้วออกดอก

ความรู้ใหม่ของผมคือการดูดบุหรี่
ผมแปลกใจที่รู้ว่าการดูดบุหรี่ช่วยให้ต้นไม้เจริญเติบโตดี
เพราะคาร์บอนที่ปล่อยออกมาจะถูกดูดซับไปเป็นอาหาร
แถมไม้ต้นนั้นยังสามารถเอามาบริโภคได้ในหลายรูปแบบเมื่อถึงช่วงสิ้นวัย
คิดไปถึงที่สำหรับสูบบุหรี่ในเมืองแล้ว ถ้าหากมีต้นอะไรสักต้นไปช่วยดูดซับ
บางทีมันอาจจะไม่ได้ส่งผลดีต่อสุขภาพคน 
แต่ถ้าช่วยส่งผลที่ดีให้ต้นไม้หนึ่งต้นก็น่าจะลองแบกไปวางดูสักกระถางเหมือนกัน

วันที่สองผมได้เรียนรู้ภาษากะเหรี่ยง
เพราะมีเยาวชนชาวกะเหรี่ยงจากอ่างทองมาร่วมด้วย
"โอซองเหล่าซาย" เป็นคำทักทายที่ผมเรียนมาและพูดได้ติดปาก
เรื่องน่ารักของชาวกะเหรี่ยงที่รักธรรมชาติ
คือการสอนให้ลูกหลานปลูกต้นไม้
เชื่อว่าต้นไม้ต้นนั้นจะคงอยู่ยืนนานกว่าอายุของมนุษย์
คนอยู่ต้นไม้อยู่ คนตายต้นไม้ก็ไม่ได้หายไปไหน
เป็นเหมือนที่สิงสู่วิญญาณของเจ้าของให้ช่วยปกปักรักษาผืนป่าของชาวกะเหรี่ยงแห่งนั้น
เหมือนความผูกพันธ์ที่ไม่มีวันตัดกันขาดของชีวิตคนกับลมหายใจของธรรมชาติ
สองวันที่ผ่านมา ความไม่ธรรมดาของธรรมชาติเลยเกาะกุมแทรกซึมเข้ามาในหัวใจ
เหมือนได้ดูพระนเรศวรแล้วเลือดรักชาติลุกโชน

วันที่สามเราถูกชักชวนให้มาดูโครงการตามพระราชดำริ "ช่างหัวมัน"
นั่งฟังอบรมและเสพสมกับธรรมชาติรอบ ๆ ทั้งวันจนเหนื่อย
แวะปั่นจักรยานคู่รักกับเพื่อน ๆ ในค่ายหลายรอบ
เดินดูกังหันลมที่เปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้า อ่างเก็บน้ำ แล้วถ่ายรูป
กลับมาที่รีสอร์ทก็ลงเล่นน้ำกันจนฉ่ำ
ก่อนจะไปอาบน้ำแล้วมาพบกันในลานกิจกรรมตอนกลางคืน

กิจกรรมในคืนนี้ยังเป็นเรื่องธรรมชาติไม่เปลี่ยน
แต่ต่างออกไปนิดหน่อยตรงที่กลุ่มคนรักธรรมชาติจากเชียงราย ปลูกต้นไม้ด้วย "ความหวัง"
ทุกครั้งที่ปลูกต้นไม้หนึ่งต้น พวกเธอจะอธิษฐานกับต้นไม้ต้นนั้น

"ขอให้คนในเมืองรักต้นไม้มากขึ้นสักหนึ่งคนต่อหนึ่งปีก็ยังดี"
เป็นคำอธิษฐานสั้น ๆ แต่อบอวลไปด้วย "ประกาย" บางอย่าง
คำอธิษฐานของเธอเป็นจริงบ้างหรือเปล่าอันนี้ไม่รู้
รู้แค่ว่าต้นไม้ที่เธอปลูกโตจนสูงพ้นหัวตัวเองไปหลายต้นแล้ว
พวกเธอบอกว่าเพื่อน ๆ ในวัยของเธอแสวงหาการพัฒนาให้ได้อย่างเมืองกรุง
อยากมีสยามไว้เดินเป็นของตัวเองในเชียงรายบ้าง
หรืออยากจะมีรถไฟฟ้าให้ได้ลองนั่งทั้งบนและใต้พื้นดิน
จะมีเพียงหยิบมือเท่านั้นที่ยังลงมือถลกขากางเกงตัวเองแล้วเดินลุยป่า
หาพื้นที่เหมาะ ๆ ลงกล้าสักต้นเพื่อหวังว่า
"ใครสักคน จะรักต้นไม้แม้เพียงแค่คนเดียวในหนึ่งปีก็ยังดี"

3

คิดไปถึงหออธิษฐานในกรุงเทพฯ ที่เคยแวะไปเยี่ยมมาก่อน
หรือหุบเขาอธิษฐานที่เคยไปเที่ยวชมในเกาหลี
ผมรู้สึกอบอุ่นใจตอนที่ไป หุบเขาอธิษฐาน ของเกาหลี
แล้วถูกบอกด้วยประโยค ๆ หนึ่ง

"คุณรู้ไหมว่าทุกวันมีคนอธิษฐานเผื่อคุณแม้ว่าเขาจะไม่ได้รู้จักคุณ"
ฟังแล้วโรแมนติกมาก
หุบเขาอธิษฐานจะมีคนมาอธิษฐานเผื่อโลกใบนี้ตลอด 24 ชั่วโมง
หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนไปด้วยคนที่มีใจเพื่อคนอื่น
มาอธิษฐานให้คุณหายจากโรคภัย สุขภาพแข็งแรง
ให้ชีวิตคุณได้รับการรับรอง ให้ความฝันของคุณเป็นจริง
ให้ครอบครัวของคุณมีความสุขสมหวัง
อธิษฐานแม้เวลานี้คุณจะไม่รู้และกำลังนั่งอ่านบทความบทนี้อยู่

ที่หออธิษฐานในกรุงเทพฯ ก็เหมือนกัน
นั่งแท็กซี่ผ่านบ่อยมาก เดินผ่านก็บ่อย แต่ไม่เคยรู้
ว่าที่นี่มีคนเป็นพัน ๆ คนเวียนมาอธิษฐานเผื่อกรุงเทพฯ
เผื่อคนทุกช่วงอายุ ทุกวัย ทุกเพศ ให้มีชีวิตที่ดี
แม้ว่าเราไม่เคยรู้จักกัน แต่ฉันก็หวังว่าคำอธิษฐานนี้จะมีผลกับชีวิตของเธอ

ถ้าหากวันนั้นเยาวชนในเชียงรายบอกผมว่า
"คุณจะรู้ไหมว่าฉันอธิษฐานกับต้นกล้าที่ฉันลงไว้
เพื่อสักวันคุณจะได้ยินคำอธิษฐานของฉันผ่านต้นไม้ที่ฉันปลูก"
ผมคงจะรู้สึกประทับใจแบบสุด ๆ แต่ถึงเธอไม่ได้บอกผมแบบนั้น
แต่การที่เธอมาแบ่งปันสิ่งที่เธอได้ทำ ก็เหมือนเป็นการบอกกับผมอ้อม ๆ แล้ว

ที่สตูลอาจจะมีต้นไม้หนึ่งต้นที่เขาปลูกเอาไว้เพื่อให้คุณยังได้เห็นความงดงามของธรรมชาติ
ที่เชียงรายเองก็ยังมีต้นไม้ต้นที่เธอใส่ความหวังว่าคุณจะรักมันเอาไว้ด้วยเหมือนกัน
เอาเข้าจริง ๆ ผมอยากให้สองคนนี้คบกันเป็นแฟนไปเลย...โรแมนติกด้วยกันทั้งคู่

จะว่าไปแล้วก็มีเยาวชนคนดังที่เคยไปออกรายการกับคริส หอวัง
เกี่ยวกับธรรมชาติและการเดินทางอยู่เหมือนกัน
เป็นเยาวชนที่รักธรรมชาติเพราะว่าตัวเองเกิดมาแล้วเห็นมันตั้งแต่เด็ก
มีต้นไม้ต้นนึงในหมู่บ้านจังหวัดหนองคายสลักชื่อคนในครอบครัวเอาไว้
ด้วยการสลักชื่อลงไม้แล้วใช้เชือกแขวนไว้กับกิ่ง

ต้องอาศัยความสามารถปีนป่ายขึ้นไปคล้องมาหลายช่วงอายุคน
ต้นไม้ต้นนี้เป็นต้นแรกของครอบครัวเยาวชนกลุ่มนี้ที่พึ่งแต่งงานกัน
นับไปตั้งแต่รุ่นปู่ของปู่ไล่ยาวลงมาจนถึงตัวเองและหลานคนอื่นของบ้าน
แม้ว่าอันเก่าจะโดนธรรมชาติเล็มเลียชื่อที่สลักไว้จนเกือบจะอ่านไม่ออกแล้ว
แต่ต้นไม้ต้นนี้เป็นเพื่อนคนแรกของคนในบ้านที่ต้องถูกจูงมาทำความรู้จัก
ต้องได้ปีนป่ายและหลบแดดหลบฝนมาด้วยกันหลายรุ่น

ต้นไม้ต้นนี้เลยเหมือนกับเป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนในหมู่บ้านหันมาปลูกต้นไม้
ถึงจะทิ้งอะไรให้ลูกหลานไม่ได้ 
แต่ก็ทิ้งชื่อกับลมหายใจที่ฝากไว้กับต้นคุณปู่ของปู่ไว้ได้เหมือนกัน
ได้ฟังจากหลาย ๆ คน รู้สึกได้ถึงลมหายใจของเรากับธรรมชาติที่ได้ใช้ร่วมกัน
เรากลับมาถามตัวเองว่ากลายเป็นคนติดหรูตั้งแต่เมื่อไหร่นะ...
เจอคำถามจากน้องคนนึงที่มาจากสุพรรณบุรี
ว่าเมื่อไหร่กันที่คนเราหันมาสนใจดื่มน้ำขวดแล้วไม่กล้ากินน้ำคลอง
เลยตอบกลับไปว่า น่าจะเริ่มตั้งแต่ที่อากาศมันสะอาดน้อยลง
น้องคนนั้นเลยบอกว่า ทุกวันนี้ ผมยังกินน้ำคลองในป่าสวนหลังบ้านอยู่
แล้วน้องแกก็หยิบเอาขวดบรรจุภัณฑ์ท่าทางดูดีในมือตัวเองมาให้ผมขวดหนึ่ง

"นำแร่ธรรมชาติจากป่าหลังบ้านผมเอง"
น้องแกบอกว่า มันก็ผ่านกรรมวิธีต่าง ๆ เพื่อฆ่าเชื้ออยู่เหมือนกัน
ก่อนจะงัดประโยคเด็ดที่ทำให้ผมต้องอึ้งไปอีก
"อากาศไม่สะอาดมันส่งผ่านในเมืองมาถึงบ้านผมได้
แต่ธรรมชาติมันพาตัวมันเองเข้ามาทำให้เมืองสะอาดไม่ได้เลย"

4

สาบานว่านี่คือค่ายโครงการสิ่งแวดล้อม
ถ้าไม่เห็นป้ายยืนยันที่กำแพง ก็คงคิดว่าหลงมาอยู่ในค่ายกวีไปแล้ว
แต่ละคนมีคำพูดคม ๆ เฉียบ ๆ กันจนอยากงัดสมุดมาจดบันทึกเอาไว้
เคยไปนั่งคุยกับน้องหลายคนที่พูดคำคม ๆ ด้วยความสงสัย
ว่าคิดคำพูดพวกนี้ออกมาได้ยังไง
คำตอบแทบจะเหมือน ๆ กัน ตรงที่ทุกอย่างพวกเขาเรียนรู้มาจาก "ความจริง"

"ความจริง" ทำให้เราซึมซับความหมายของสิ่ง ๆ นั้น
เราก็แค่พูดมันออกมาแล้วบังเอิญว่าคนฟังรู้สึกได้ถึง "ความจริง" เท่านั้นเอง
มันจะจริงมากจริงน้อยในชีวิตของคนฟังมากแค่ไหน
ก็ขึ้นอยู่กับ "ความคม" ที่เรารู้สึกว่ามันกรีดใจเราลึกลงไปเท่าไหร่
ยิ่งลึกมาก เราก็ยิ่งเข้าใกล้ "ความจริง" ในข้อนั้นมากขึ้น
ไม่ได้อ่านเจอมาจากหนังสือเล่มไหน 
แต่อ่านเจอจากการใช้ชีวิตโอบกอดต้นไม้ที่ตัวเองรักก็เท่านั้น

สารภาพว่ากิจกรรมสิ่งแวดล้อมมันคงจะน่าเบื่อ
ผมเลยปฏิเสธที่จะมาตั้งแต่แรก
แต่พอมาแล้ว ถึงวันสุดท้ายดันไม่อยากกลับ
พวกเราเดินทางด้วยรถทัวร์สองชั้นที่เหมาลำกลับมา
ระหว่างเส้นทางกลับบ้านเราก็แวะจอดส่งสมาชิกค่ายไปทีละคน ๆ
ยิ่งคนน้อยลงเรากลับรู้สึกคิดถึงกิจกรรมในวันสุดท้าย
ที่ให้เราแลกเปลี่ยนสิ่งของและทำเสื้อร่วมกัน
มีการลงอักขระข้อความถึงกันบนเสื้อตัวนั้นด้วยปากกาที่ซักไม่ออก

ผมได้หลากหลายข้อความลงบนเสื้อ และได้ของที่ระลึกหลายชิ้น
ได้ต้นวาสนาจากน้องชาวกะเหรี่ยงมาเป็นของที่ระลึกไปปลูก
สารภาพว่าตอนได้มาแรก ๆ ก็ดูแลอย่างดี แต่พักหลัง ๆ ต้องผลักภาระไปให้แม่
เพราะมันเริ่มอยู่ในกระถางเล็ก ๆ ไม่ได้แล้ว เลยต้องย้ายมันไปปลูกในสวนของแม่แทน
ก็ยังดีที่ของที่ระลึกยังอยู่ดีและโตวันโตคืน

วันนี้ผมพา คริสกับโฮลี่ โกลเด้นรีทรีฟเวอร์สองตัวที่เลี้ยงไว้ไปเดินเล่น
มันแวะไปที่สวนหลังบ้านของแม่ กัดแทะใบไม้ไปหลายต้น
ผมร้องปรามมันเมื่อเงยหน้าจากหนังสือในมือแล้วไปเห็นเข้า
พอเดินไปดู ก็เจอเข้ากับค้นวาสนาที่เขาให้มา กับต้นไม้ต้นอื่น ๆ โดนกันซะเละ
แต่ก็ไม่ถึงตาย...พอเห็นมันแล้วผมก็นึกขึ้นได้
ว่าพวกเขาที่ให้ต้นไม้ต้นนี้ผมมา ควรค่าแก่การรักษาเอาไว้มากแค่ไหน

ถ้าวันนี้เรายังไม่ได้ปลูกต้นไม้...แค่ให้นึกถึง
ว่ามีคนที่ปลูกต้นไม้และอธิษฐานขอให้เรารักมันอยู่ทุกวัน
โดยที่เขาและเรา....ไม่ได้รู้จักกันมาก่อนเลย


http://www.recoftc.org/ (เว็บไซด์รีคอฟ)
ขอบคุณสำหรับกิจกรรมที่ยอดเยี่ยมและความสุขที่เราได้แบ่งปันกัน

SHARE
Writer
Oneword
ワンヌウン
ชอบคิด ชอบอ่าน ชอบเขียน ชอบเดินทาง...

Comments

lalajinx
4 years ago
ถ้าถนนกรุงเทพฯ มีต้นไม้เยอะๆก็ไม่เลวนะคะ
ตรงพื้นที่สูบบุหรี่ ถ้าจัดให้มีต้นไม้ด้วยก็คงดีไม่น้อยเลย
ต้นไม้คงสวยงดงามมาก

แต่ประเด็นคือตอนกลางคืนนี่แหละค่ะ
เพราะต้นไม้ส่วนใหญ่มันดันแย่งออกซิเจน
แล้วปล่อยคาร์บอนออกมาแทน
Reply
Oneword
4 years ago
มีต้นไม้ที่สังเคราะห์ก๊าซออกซิเจนออกมาได้ในเวลากลางคืนโดยไม่ปล่อยคาร์บอนอยู่ครับ สำหรับที่เป็นห้องนะ ^^
lalajinx
4 years ago
ใช่ค่ะ ถ้าเป็นตามถนนใหญ่ คงต้องใช้หลายต้นน่าดู