ถ้าหากที่นี่ยังมีดาวตก

1

จากประสบการณ์ที่เคยเดินทางมาเกาะหลีเป๊ะร่วมกับกลุ่มบำเพ็ญประโยชน์
เอาเรื่องราวการเดินทางกลับมาเล่าให้น้องสาวทั้งสองคนฟัง
ตลอด 1 สัปดาห์ที่ใช้ชีวิตอยู่บนเกาะ รู้สึกว่าได้พบเจอกับคนมากมายหลากหลาย
น้องสาวทั้งสองคนเลยอยากจะร่วมเดินทางไปด้วยบ้าง
สุดท้ายเลยต้องจัดทริปลงขันไปกันเองจนได้ในที่สุด
เราโบกรถแท็กซี่จากปากซอยบ้านเพื่อนั่งไปลงที่สถานีขนส่ง
ตอนที่นั่งอยู่เบาะหลังก็ฟังเพลงเพื่อชีวิตไปด้วย
เหลือบไปเห็นหนังสือเล่มหนา ๆ ที่วางอยู่ข้าง ๆ พี่คนขับ
เลยออกปากถามอย่างลืมตัวไปว่าพี่แกชอบอ่านหนังสืองั้นเหรอ ?
แกเลยบอกเล่าว่าในหนึ่งวันตัวเองต้องเวียนรถบ่อย ๆ
กลับบ้านมาก็กินข้าวกับนอนพักซะส่วนใหญ่
เผลอ ๆ บางทีก็เช่าแบบเหมากลางวันกลางคืน
เลยอยากหาเวลาอ่านหนังสือประดับความรู้ของตัวเองเอาไว้บ้าง

ถามเลยต่อไปอีกว่าลุงแกเอาเวลาไหนอ่านในเมื่อต้องขับรถหาลูกค้าตลอด
แกก็เลยยิ้มหล่อ ๆ มองผ่านกระจกมองหลังมาที่ผมกับน้องสาว
บอกว่าแกก็มีวิธีของแกก็แล้วกัน
พอได้คุยเลยเริ่มรู้สึกว่าแกคุยสนุกดี
อาจเป็นเพราะว่าแกเป็นแฟนฮารูกิ มุราคามิ เหมือน ๆ กัน
หนำซ้ำยังเปิดกล่องใส่ของข้าง ๆ คนขับ หยิบจับเอา "สดับลมขับขาน" ออกมาให้ดู
เลยรู้ว่าแกเป็นตัวจริง

ก่อนจะมาถึงหมอชิต รถติดอยู่กลางสี่แยก
รถของลุงแกไม่ใช่รถใหม่ แถมกระจกก็ไม่ได้เก็บเสียง
เราเลยได้ยินประโยคที่ทำให้พวกเราสามพี่น้องต้องหันไปมอง

"รถติดก็ติด แดดก็ร้อน ลีมินโฮ เครียด!"
ด้วยความที่อยากจะเห็นหน้าลีมินโฮเลยหันไปมองกันเป็นแถว
ที่เห็นคือวัยรุ่นซ้อนสาม คนขี่ทรงเหมือนบัวขาวหันมาส่งฟันขาว ๆ ให้น้องสาวผม
พวกเรามองฟันขาวและใบหน้าของลีมินโฮที่บิดมอเตอร์ไซค์เคลื่อนฝ่าไฟแดงออกไป
ภาพของลีมินโฮเมืองไทย ยังติดตรึงเราไปจนถึงสตูล

2

เรามาถึงสตูลตอนราว ๆ เกือบเที่ยงคืน
ด้วยความที่ไม่มีแผนการอะไรและชอบเที่ยวแบบไปตายเอาดาบหน้า
เลยแวะหาห้องพักรายวันแถว ๆ นั้น
ซอยตรงข้ามกับเซเว่นที่ท่าเทียบเรือลึกเข้าไปมีห้องพักอยู่ห้องหนึ่ง
ดึกแล้ว เส้นทางที่เราเดินก็ไร้แววไฟสักดวง
ในตอนที่คิดว่าอาจจหลงแล้วเพราะมีแค่ป้ายบอกชื่อห้องพักหน้าปากซอย
เราก็มาเจอกับป้ายสะท้อนแสงไฟนีออนของที่พัก
เลยเข้าไปจับจองห้องพักกับพนักงานร่างท้วม

ช่วงที่คิดว่าคืนนี้คงจะไม่มีอะไร
น้องสาวของผมผลัดกันไปอาบน้ำ ส่วนผมนอนดูทีวีรายการตลก
เสียงเคาะประตูกับเสียงร้องเรียกดังขึ้น
ผมเลยลุกขึ้นแล้วเดินไปเปิดอย่าง งง ๆ
เจอสาวประเภทสองดำทะมึนยืนโซเซอยู่
แกมองหน้าผมแล้วบอกว่าตัวเองเคาะผิดห้อง ผมเลยปิดประตู

ในตอนที่ผมได้โอกาสเข้าไปอาบน้ำ กลับออกมาน้องสาวทั้งสองหน้าซีดเผือด
ถึงได้รู้ว่าสาวประเภทสองคนนั้นกลับมาเคาะประตูอีกรอบ
แต่เพราะความกลัวเลยไม่กล้าเปิด ได้ยินประมาณว่า "ขอนอนด้วย"
พอฟังเสร็จผมเลยเปิดประตูห้องออกไปดู ไม่มีใครอยู่แล้ว
แต่ความกลัวทำให้ผมต้องเดินไปเรียกเจ้าของห้องพักให้ช่วยเปิดดูกล้องวงจรปิด

มันคงจะไม่น่ากลัวอะไรถ้าสาวประเภทสองคนนั้นไม่ได้หุ่นล่ำแบบ Booker T
ยังเกรงว่าแค่เพียงสองนิ้วเธอก็อาจจะใช้ฆ่าผมได้ไม่ยาก
เดือดร้อนเจ้าของห้องพักส่งคนขี่มอเตอร์ไซค์ตามออกไปดู
ก่อนจะลากสาวประเภทสองคนนั้นกลับมาอีกรอบแล้วกล่าวขอโทษผมกับน้องสาว
เจ้าของห้องพักบอกว่าคน ๆ นี้เวลาเมาจะมาที่นี่ประจำ แถมเคาะห้องเดิมตลอด
กลายเป็นพวกเราเองที่ซวยไปถูกหวยเข้าเลยเจอเรื่องที่ทำให้นอนไม่หลับทั้งคืน
ประโยค "อย่าถือคนบ้า อย่าว่าคนเมา" ทำให้เราไม่ได้เอาผิดอะไรกับเขา
แต่รุ่งเช้า เรากลับไปหลับเอาบนเรือ

3

"มาทำอะไรที่นี่เหรอ ?"
เป็นประโยคของกัปตันเรือถามผมก่อนจะแวะมาจอดที่โป๊ะ
ซึ่งคุณภาพห้องน้ำของที่นี่ก็ยังคงความงดงามไม่เปลี่ยนแปลงจากตอนที่มาคราวนั้นเลย
"เที่ยวครับ" ผมตอบสั้น ๆ ทั้งที่ความจริงแล้วไม่ใช่
มาครั้งก่อนผมได้เห็นแล้วว่าดวงดาวบนฟ้าผืนที่ปกคลุมเหนือเกาะหลีเป๊ะสวยแค่ไหน
บวกกับเรื่องเล่าตำนานเกาะนั้นเกาะนี้มีอยู่เต็มไปหมด
มาสะดุดตาสะดุดใจก็ตรงตำนานที่มีคนบอกว่า
ถ้าหากเราไปที่ ชายหาดโซนพระอาทิตย์ตก แล้วได้เห็นดาวตกที่นั่น
คำอธิษฐานของเราจะเป็นความจริง
ตอนที่เห็น ผมเองก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองจะอธิษฐานขออะไร
แล้วไม่รู้ด้วยว่ามีใครมาการันตีไหมว่าพรที่ขอลุล่วงและสำเร็จจริงหรือเปล่า

หลังจากเข้าพักที่บ้านของชาวประมงที่ผมเคยมาช่วยบำเพ็ญประโยชน์
เราก็หลับกันต่อไปจนกระทั่งตกเย็น เลยพากันเดินเที่ยวตลาด
นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติลานตาไปหมดจนมองหาชาวไทยแทบไม่ได้
ที่คิดว่าไทยก็ดันกลายเป็นจีน เป็นเกาหลี ไม่ก็ญี่ปุ่นไปซะหมด
ขนาดแวะไปส่งน้องสาวที่ร้านนวดตัว พนักงานยังคิดว่าเราเป็นคนจีนกันเลย
พ่นภาษาอังกฤษต้อนรับกันยกใหญ่

ส่งน้องสาวทั้งสองเสร็จผมก็แวะเดินเที่ยวอีกนิดหน่อย
รอให้ดึกมากจนนักท่องเที่ยวไม่ค่อยมี
ผมถึงแบกกล้องดูดาวออกไปกับน้องสาวทั้งสองคน
เกลี่ย ๆ พื้นทรายแล้วปักขาตั้งกล้องแหงนทำมุมพร้อมสรรพ
ด้วยตาเปล่าเราก็มองเห็นดวงดาวเยอะอยู่แล้ว
พระจันทร์เองแม้จะไม่เต็มดวงแต่ก็ยังคงความสวยในแบบของมัน
ผมนั่งผิวปากไปกับเพลงจากบาร์ที่เปิดอยู่ห่าง ๆ

"อย่าผิวปากตอนกลางคืน"
ผมคิดว่าน้องสาวผมทั้งสองคนไม่คนใดก็คนหนึ่งที่เป็นคนเตือน
แต่ไม่ใช่ คนที่เตือนเป็นนักท่องเที่ยวอายุน่าจะสัก 30 เดินผ่านมากับแฟนฝรั่ง
เจอคนแปลกหน้ามาทักว่าห้ามผิวปากตอนกลางคืนเลยถึงกับงง

4

"พี่ชื่อโดนัทนะ" จู่ ๆ เธอก็แนะนำตัวกับผมและน้องสาว
แถมยังแนะนำตัวแฟนหนุ่มของเธอให้พวกเรารู้จักหน้าตาเฉย
หนำซ้ำยังมานั่งรวมกับพวกเราอีกต่างหาก
จะออกปากบ่นก็ไม่ได้เพราะพี่แกเลี้ยงน้ำเลี้ยงขนมที่สั่งจากบาร์ริมหาดมาให้
เธอเล่าให้พวกเราฟังว่าที่เกาะหินงาม ถ้าหากเราเรียงหินกันได้ 12 ก้อน
แล้วอธิษฐาน คำอธิษฐานนั้นจะเป็นจริง น้องสาวทั้งสองคนเลยถามว่าอธิษฐานขออะไร
เธอบอกว่า "ขอแฟนฝรั่ง" แล้วผายมือไปยังฝรั่งหน้าตาดีคนนั้น
แถมยังชูแหวนเพชรให้ดูแล้วบอกว่า "อันนีมูนจ้า" อีกต่างหาก
ผมเลยเผลอยิ้ม คิดว่าผู้หญิงนี่สนิทกันเร็วดี
แค่หย่อนก้นลงนั่งคุยกันแป๊บเดียว น้องสาวผมกับพี่โดนัทก็เมาส์กันกระจุยแล้ว

ปล่อยสามสาวคุยกันไป แฟนฝรั่งของแกก็ย้ายที่มานั่งคุยกับผม
ผมเลยชวนแกคุยบอกเล่าถึงตำนานขอพรจากดาวตก
แกเลยถามกลับมาว่าถ้าหากเจอจริง ๆ จะขอพรอะไร
ผมยักไหล่แล้วบอกว่าตัวเองก็ยังไม่รู้เหมือนกัน เพียงแค่อยากมาเห็น
แกยกเบียร์ขึ้นจิบแล้วบอกว่า แฟนของแกเรียงหินบนเกาะหินงามแล้วอธิษฐานขอ
แกบอกว่ามันน่ารักดี ถึงมันจะดูนามธรรมจับต้องไม่ได้ไปสักหน่อย
แต่มันดีนะ ที่เราได้มาเจอคนที่เขาอธิษฐานเพราะอยากจะเจอเราจริง ๆ

ผมอยากจะตัดความโรแมนติกของแกไปด้วยคำพูดประมาณว่า
"เขาขอแฟนฝรั่งครับพี่ ถึงพี่จะเป็นฝรั่ง แต่เขาขอพรไม่เจาะจงตัวพี่ท่านซะหน่อย"
แต่กลัวว่าถ้าตบมุขไปตัวเองนี่แหละที่อาจเป็นฝ่ายโดนตบกลาบกลับ

"โอ๊ะ!" จู่ ๆ พี่ฝรั่งแกก็ชี้นิ้วขึ้นไป ผมเลยแหงนหน้ามองตามไปด้วย
ที่เห็นคือเครื่องบินที่กำลังบินไปทางดวงจันทร์
ตอนแรกแอบนึกดีใจว่ามันเป็นดาวตกหรือดาวหาง แต่ก็ต้องอกหัก
ผมเดินคอตกกลับมาจากกล้องดูดาวแล้วนั่งลงข้าง ๆ พี่ฝรั่ง

5

"คิดว่าเธอกับผู้โดยสารบนเครื่องบินลำนั้น ใครอยู่ใกล้ดวงจันทร์มากกว่ากัน ?"
"ก็ต้องคนบนเครื่องบินซิ" ผมตอบกลับทันที
"แล้วคิดว่าคนบนเครื่องบินกับเธอที่นั่งอยู่ตรงนี้ ใครอยู่ใกล้ทะเลมากกว่ากัน"
"ผม"
"ถ้าอย่างนั้น คนที่ชอบทะเลแต่อยู่บนเครื่องบิน
กับคนที่ชอบดูดาวแต่อยู่ใกล้ทะเล...คิดว่าใครจะรู้สึกใกล้กับอะไรมากกว่ากันล่ะ ?"
"อ่า....."
"เอ็นจอย แมน!" 
พี่ฝรั่งตบไหล่เลาฉาดหนึ่ง "ทะเลคืนนี้ก็สวยขนาดนี้ เลิกแหงนหน้าก่อนน้องชาย"
จะว่าไปแล้วก็จริงของแกเหมือนกัน
คนที่อยู่ใกล้ดาวมากกว่ากลับเลือกที่นั่งข้างหน้าต่าง
ไม่ใช่เพื่อดูดาวตอนกลางคืน แต่เพื่อดูวิวที่อยู่ข้างล่าง
คนที่อยากดูดาวมากกลับเลือกที่จะแหงนหน้ามองหาความปรารถนาของตัวเอง
แต่ดันไม่ได้ใช้เวลาอยู่กับปัจจุบันขณะที่เวลากำลังไหลและดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ
จนอาจจะพลาดที่จะได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าตรงตาเรา
ทะเลคงเสียใจที่เห็นผมมาที่นี่เพื่อแหงนหน้ามองดาวมากกว่ามองหาความสวยงามของมัน
เหมือนคนมาเที่ยวทะเลแต่ใช้เวลาเตร่อยู่ร้านอินเตอร์เน็ต ไม่ก็ก้มหน้าเล่นแต่มือถือ

หลังจากใช้เวลาคุยกัน คืนนั้นผมไม่ได้เห็นดาวตกสักดวง
ที่เห็นก็แค่เครื่องบินที่ทิ่มหน้าไปทางดวงจันทร์ก็เท่านั้น
คิดไปถึงตำนานเกาะหินงาม กับตำนานดูดาวตกแล้วอธิษฐานขึ้นมา
ถ้าคำอธิษฐานเหล่านั้นส่งไปถึงพระเจ้า 
พระเจ้าจะตอบคำอธิษฐานทั้งหมดของเราไหมนะ ?
แต่จะว่าไปแล้วผมได้คำตอบของคำถามที่คิดเอาไว้ในหัวแล้วเหมือนกัน

ใน Heaven is for Real
ผมติดตรึงประโยคที่คล้าย ๆ กันกับที่พี่ฝรั่งคนนั้นถามผม

"คุณคิดว่าผมรักลูกของผมมากกว่าที่คุณรักลูกของคุณไหม ?" 
บาตรหลวงถามหญิงวัยกลางคนที่นั่งอยู่ในสุสาน
"ไม่" เธอตอบ
"ถ้าอย่างนั้น...คุณคิดว่าพระเจ้ารักลูกของคุณมากกว่าที่พระเจ้ารักลูกของผมหรือเปล่า ?"
หญิงวัยกลางคนไม่ได้ตอบอะไรนอกจากส่ายศีรษะแล้วร้องไห้

คืนนี้ผมไม่ได้ติดคำอธิษฐานไปกับดาวหาง
หรือฝากฝังความต้องการไปกับดาวตก
แต่ผมคิดว่า คำอธิษฐานของตัวเองน่าจะส่งไปถึงพระเจ้า
เหมือนกับคนที่ส่งคำอธิษฐานผ่านดวงดาวไปถึงพระองค์
ไม่เห็นดาว...แต่เดินมาเจอปลาดาว 
(หยิบมาอธิษฐานดีไหมไม่รู้ แต่ติดมือกลับมาบ้านด้วย)


SHARE
Writer
Oneword
ワンヌウン
ชอบคิด ชอบอ่าน ชอบเขียน ชอบเดินทาง...

Comments

Sobagirl
4 years ago
มีความสุขกับสิ่งอยู่ตรงหน้าซินะ ชอบคำพี่่ฝรั่งจัง^*^
Reply