คุณมีวินัยในการออมเงิน...จริงๆรึ?
ที่ร้านมอเตอร์ไซค์มือสองแห่งหนึ่งมีผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งกำลังเลือกดูรถ ลูกชายของเธอเรียนจบแล้วและต้องไปทำงานไกลจากบ้านพอสมควร ถ้าลูกของเธอมีมอเตอร์ไซค์ขับก็คงจะดีไม่น้อย จะได้ไม่ต้องรีบออกจากบ้านมาก และก็คงจะกลับถึงบ้านเร็วขึ้น จะได้มีเวลาตอนเย็นด้วยกันที่บ้านมากขึ้น

ปกติแล้วเธอได้แต่มองอยู่ข้างนอกเพราะรู้ดีว่าถึงจะเข้ามาดูในร้านเธอก็ไม่มีเงินพอที่จะซื้ออยู่ดี คนทำงานหาเช้ากินค่ำอย่างเธอจะเอาเงินก้อนจากไหนมาซื้อมอเตอร์ไซค์ได้ แต่วันนี้ต่างออกไป เธอมีโอกาสเข้ามาเลือกโดยรู้ดีว่าเธอจะมีเงินเพียงพอที่จะซื้อ เธอในตอนนี้มีเงินก้อนที่ค่อยๆเก็บหอมรอมริบจนเพียงพอที่จะซื้อมอเตอร์ไซค์มือสองดีๆซักคันได้

เธอยังจำได้ดีถึงวันที่เธอได้รับโอกาสที่พาเธอมาสู่วันนี้



"จะเพิ่มเงินให้เหรอ? ให้เปล่าๆเลยเนี่ยนะ?"

"ไม่ได้ให้เปล่าๆนะครับ พี่เอ๋ต้องทำอะไรบางอย่างแลกเปลี่ยนด้วย"

พี่เอ๋เป็นแม่บ้านประจำบ้านของผม ณ เวลาที่เราคุยกันอยู่นี้พี่เอ๋ทำงานกับที่บ้านของผมมาได้ประมาณหนึ่งปีแล้ว พี่เอ๋เป็นคนขยันทำงาน ไม่บ่นไม่ว่า และไว้ใจได้มากพอที่จะฝากบ้านเอาไว้ให้ช่วยดูแลได้

"ถ้าพี่เอ๋ยอมรับเงินแต่ละวันน้อยลงห้าสิบบาท ผมจะเพิ่มเงินให้อีกวันละห้าสิบบาท แล้วเงินร้อยบาทต่อวันนี้เราจะเอาไปซื้อสลากออมสินกันทุกเดือน"

"แล้วจะเอาออกมาใช้ได้เมื่อไหร่ล่ะ?"

"ก็เวลาที่พี่เอ๋มีความจำเป็นต้องใช้เงินก้อนในเรื่องที่มันสำคัญ อย่างเช่นที่จะซื้อมอเตอร์ไซค์ให้ลูก ไม่ให้ถอนออกมาพร่ำเพรื่อนะครับ เงินนี้จะเอาไปซื้อสลากออมสินในชื่อพี่เอ๋ แต่ผมจะเป็นคนเก็บตัวสลากออมสินเอาไว้เอง เงินพอซื้อเมื่อไหร่เราไปเบิกจากธนาคารด้วยกัน"

"งั้นถ้าเวลาอยากใช้ก็ใช้ไม่ได้สิ เงินแต่ละวันก็ได้น้อยลงด้วย แล้วจะทำยังไงล่ะ"

"ถ้าจะรับข้อเสนอนี้ก็คงต้องประหยัดค่าใช้ประจำวันครับ หรือไม่อย่างนั้นก็ไม่ต้องรับข้อเสนอนี้ก็ได้ครับ รับเงินเหมือนเดิมก็ได้"

พี่เอ๋ทำหน้าครุ่นคิด

"แต่พี่เลือกไม่รับเงินส่วนที่เพิ่มแล้วเก็บออมเงินเอาเองก็ได้นี่? ถ้ามีเรื่องอะไรเล็กๆน้อยๆจะได้มีเงินใช้"

"ก็แล้วแต่ครับ ทำอย่างนั้นก็จะมีเงินอยู่กับตัวเยอะกว่า แต่ก็จะไม่ได้เงินส่วนที่ผมจะเพิ่มให้เท่านั้นเอง"

พี่เอ๋ครุ่นคิดอีกครั้งหนึ่ง

"ทำไมถึงเอาเรื่องนี้มาเสนอให้? ทำไมถึงจะเพิ่มเงินให้เปล่าๆโดยที่ไม่ได้อะไรเพิ่ม?"

ผมเอียงคอแล้วยิ้ม "ผมก็แค่รู้ว่านี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้พี่เอ๋ออมเงินเพื่อซื้อมอเตอร์ไซค์ให้ลูกชายได้" 


"เงินที่ให้ไปแต่ละเดือนพอใช้รึเปล่าลูก?"

"โอ๊ย สบายครับม๊า แค่นี้เหลือๆ ขอนแก่นของไม่แพงเท่าที่กรุงเทพฯ แล้วก็ไม่ต้องออกไปเที่ยวบ่อยก็ได้"

แม่ของผมทำหน้าเหมือนไม่เชื่อ ผมสังเกตเห็นสีหน้าของแม่จึงพูดสวนขึ้นมา

"เดี๋ยวโชว์ให้ดู เก็บเงินฝากธนาคารทุกเดือนเลยก็ได้เอ้า"

"เอาจริงน่ะ?"

"โด่ จริงดิม๊า เดี๋ยวปิดเทอมครั้งหน้าเอามาโชว์ให้ดู"

หลายเดือนต่อมาผมกลับมาบ้านอีกครั้ง ผมไม่ได้เอาบัญชีมาโชว์เงินเก็บให้แม่ดูแต่อย่างใด สิ่งที่ผมทำคือหลีกเลี่ยงการพูดถึงเรื่องนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่จนแล้วจนรอดแม่ผมก็ถามขึ้นมาจนได้

"เป็นไงบ้าง เก็บเงินไปถึงไหนแล้ว?"

ผมได้แต่ยิ้มแห้งๆ ก็เวลาตั้งใจจะเก็บเงินทีไรพอสถานการณ์ที่ยั่วใจให้ใช้เงินมาอยู่ต่อหน้ามันก็ปล่อยตัวใช้เงินไปได้ทุกทีสิน่า



"ปัจจุบัน" นั้นช่างเป็นสิ่งที่มีอำนาจทรงพลังอย่างน่าพิศวง มนุษย์เรานั้นมีปัญหาอย่างมากกับการจัดการกับความต้องการของตัวเองในปัจจุบัน ในขณะที่เราไม่ได้มีปัญหาอย่างเดียวกันกับความต้องการในอนาคต

ลองดูตัวอย่างง่ายๆ เราทุกคนต่างก็มีของที่ "อยากกิน" เป็นของที่เราชอบ อร่อย น่ากิน แต่มักจะไม่ใช่ของที่ดีต่อสุขภาพในระยะยาว ในขณะเดียวกันเราก็จะมีของที่ "ควรกิน" ดีต่อสุขภาพ ดีในระยะยาว แต่ไม่ใช่อะไรที่น่ากินสักเท่าไหร่ ลองนึกถึงของกินในสองประเภทนี้แล้วตอบคำถามต่อไปนี้ดู

ถ้าให้วางแผนล่วงหน้าสำหรับมื้อเที่ยงของวันมะรืน คุณจะกินอะไรระหว่างสิ่งที่ "อยากกิน" กับสิ่งที่ "ควรกิน" ?

คราวนี้ลองตอบคำถามต่อไป

สำหรับมื้อต่อไปของวันนี้ คุณจะกินอะไรระหว่างสิ่งที่ "อยากกิน" กับสิ่งที่ "ควรกิน" ?

ถ้าคุณเหมือนกับคนทั่วไปคุณจะเลือกสิ่งที่ "ควรกิน" สำหรับสองวันข้างหน้า แต่คุณจะเลือกสิ่งที่ "อยากกิน" สำหรับมื้อต่อไป งานวิจัยจำนวนมากให้ผลเหมือนกัน นั่นคือเมื่อเป็นเรื่องของอนาคตที่ไกลออกไปนั้นเรามักจะเลือกสิ่งที่ "ควรทำ" มากกว่าสิ่งที่ "อยากทำ" แต่ถ้าเป็นปัจจุบันนั้นเรามักจะเลือกสิ่งที่ "อยากทำ" มากกว่าสิ่งที่ "ควรทำ" อยู่เสมอ
 
ปัญหาก็คือเมื่อเวลาผ่านไปและอนาคตที่ไกลออกไปนั้นกลายเป็นปัจจุบัน เราก็จะเปลี่ยนตัวเลือกจากสิ่งที่ "ควรทำ" มาเป็นสิ่งที่ "อยากทำ"

เราควรออกกำลังกาย แต่เราอยากนอนดูทีวี, เราอยากสะสางงานให้เสร็จ แต่เราอยากไปเที่ยวเล่น, เราควรอ่านหนังสือสอบ แต่เราอยากไปกินข้าวกับเพื่อน, เราควรเก็บออมเงิน แต่เราก็อยากเอาเงินมาใช้เรื่องนู้นเรื่องนี้ 

เรามักจะบอกตัวเองตลอดเวลาว่าเราจะทำสิ่งที่ควรทำในอนาคต "พรุ่งนี้จะออกกำลังกาย" "กลับบ้านแล้วจะสะสางงาน" "เย็นนี้จะเริ่มอ่านหนังสือ" "เดือนหน้าจะเริ่มเก็บตังค์" ตอนที่เราบอกตัวเองนั้นสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ดูยากเกินทำ แต่พออนาคตที่เราตั้งใจไว้กลับกลายมาเป็นปัจจุบัน เราก็พ่ายแพ้แก่ความอยากของตัวเองอยู่เรื่อยไป



Green Bank of Philippines เป็นธนาคารระดับภูมิภาคในประเทศฟิลิปปินส์โดยมีสาขากระจายอยู่ในส่วนทางภาคใต้ของประเทศ Green Bank นั้นก็เหมือนธนาคารทั่วๆไปที่มีวัตถุประสงค์เพื่อทำกำไร แต่สิ่งที่ทำให้ธนาคารนี้มีชื่อเสียงก็คือความพยายามในการออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสมกับลักษณะการใช้ชีวิตและวัฒนธรรมของผู้คนในท้องที่เพื่อให้ผู้คนมีสุขภาพทางการเงินที่ดีขึ้น และวันหนึ่งซีอีโอคนใหม่ก็เริ่มมีแนวคิดในการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มอัตราการออมของผู้คน

และผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ถูกสร้างออกมาก็คือ "บัญชีเงินฝากแบบถอนได้ตามเงื่อนไข" ฟังดูแล้วก็ไม่มีอะไรพิเศษ แต่รายละเอียดของบัญชีเงินฝากประเภทนี้มีอะไรที่น่าสนใจ

ชาวบ้านทั่วๆไปในฟิลิปปินส์นั้นก็ไม่ได้ใช้ชีวิตต่างจากชาวบ้านทั่วๆไปในประเทศไทย อาชีพที่ทำกันก็เช่นเกษตรกรรม รับจ้างทั่วไป เปิดร้านขายของอย่างง่ายๆ Green Bank ตั้งคำถามว่าคนในกลุ่มนี้นั้นมีเป้าหมายในการเก็บออมเงินแบบไหนกัน? เค้าตั้งใจจะเก็บเงินเพื่ออะไร? ใช้เวลาเก็บนานแค่ไหน? เก็บเงินกันอย่างไร?

หลังจากทำการสำรวจกลุ่มประชากรแล้วทางธนาคารก็พบว่าสิ่งที่ชาวบ้านต้องการนั้นไม่ใช่อะไรที่ซับซ้อน ส่วนใหญ่เป็นเรื่องง่ายๆในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าเรียนของลูก ค่าปรับปรุงบ้าน ค่าเมล็ดพันธุ์สำหรับปลูกในฤดูกาลหน้า แต่ปัญหาก็คือชาวบ้านนั้นมักจะไม่สามารถเก็บเงินไว้สำหรับใช้จ่ายในเวลาที่ต้องใช้จริงๆได้ เงินมักจะสูญหายไประหว่างทางไม่ว่าจะเป็นงานรื่นเริง ของใช้ฟุ่มเฟือย ฯลฯ

บัญชีเงินฝากแบบถอนได้ตามเงื่อนไขจึงเป็นบัญชีเงินฝากที่เมื่อเริ่มฝากแล้วผู้ฝากจะไม่สามารถถอนเงินออกได้เว้นแต่จะครบตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ เช่นหากฝากเป็นค่าเทอมลูกก็จะไม่สามารถถอนได้จนกว่าจะถึงตอนลูกเปิดเทอม หรือหากฝากไว้เพื่อปรับปรุงบ้านก็จะไม่สามารถถอนได้จนกว่าจะฝากได้ครบยอดที่ประเมินไว้ว่าจะต้องใช้

ผู้ฝากต้องระบุเงื่อนไขเอาไว้ตั้งแต่ต้น จากนั้นก็ลงชื่ออนุญาตให้ธนาคารบังคับใช้เงื่อนไขนั้นกับตัวเอง เป็นเงื่อนไขที่ไม่สามารถแก้ในภายหลังได้

แล้วใครจะบ้าสร้างเงื่อนไขเพื่อบังคับตัวเองในอนาคตแบบนั้น?



ตัวเราในปัจจุบันนั้นมักจะคาดหวังให้ตัวเราในอนาคตทำสิ่งที่ควรทำ แต่เมื่อเวลาดำเนินไปและตัวเราในอนาคตกลายมาเป็นตัวเราในปัจจุบัน บ่อยครั้งเราก็มักจะไม่ได้ทำสิ่งที่ควรทำ แล้วเราก็จะเริ่มวงจรขอการคาดหวังให้ตัวเราในอนาคตทำสิ่งที่ควรทำอีกครั้งหนึ่ง ถ้าจะพูดให้ง่ายๆก็คือตัวเราในอนาคตนั้นเชื่อถือไม่ค่อยได้ และการหวังในวันนี้ว่าในวันหน้าเราจะทำสิ่งที่ควรนั้นเป็นความหวังลมๆแล้งๆซะเป็นส่วนใหญ่

ตัวอย่างที่เห็นชัดๆในเรื่องการเงินก็คือการที่เรานั้นมักจะใช้จ่ายเงินออกไปในปัจจุบันแล้วบอกกับตัวเองว่าเราจะเริ่มเก็บเงินในอนาคต แต่เมื่อเวลาผ่านไปแล้วตัวเราในอนาคตนั้นกลายมาเป็นตัวเราในปัจจุบัน เราก็มักจะไม่ได้เก็บเงินอยู่ดี และจะพูดอีกครั้งว่า "เดี๋ยวจะเริ่มเก็บเงิน"

ฟังดูน่าเศร้าที่เราไม่สามารถคาดหวังอะไรกับตัวเราเองในอนาคตได้มากนัก แต่สิ่งนี้คือความจริง สมองของมนุษย์นั้นถูกพัฒนามาในโลกยุคดึกดำบรรพ์ที่ "ปัจจุบัน" มีความสำคัญกว่า "อนาคต" แบบเทียบกันไม่ได้ ในโลกที่มีอันตรายอยู่รอบตัวและเราไม่มีวันบอกได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นนั้นแผนการในระยะยาวไม่ใช่สิ่งที่มีประโยชน์สักเท่าไหร่ แทบทุกอย่างเป็นเรื่องของเหตุการณ์เฉพาะหน้า คำว่าอนาคตอาจจะมีความหมายเพียงแค่สัปดาห์หรือเดือน

แต่ในโลกยุคปัจจุบันนั้นสถานการณ์เปลี่ยนไป เราไม่ได้มีอันตรายอยู่รอบตัวเหมือนสมัยก่อน และอนาคตของคนคนหนึ่งก็ไม่ได้หมายถึงระดับสัปดาห์หรือเดือน แต่เป็นสิบๆปี โลกยุคนี้ต้องการการวางแผนระยะยาวและการทำสิ่งที่ควรทำในวันนี้เพื่อให้สิ่งนั้นไปผลิดอกออกผลในหลายสิบปีข้างหน้า อย่างเช่นการออมเงิน ซึ่งธรรมชาติของสมองมนุษย์เรานั้นยังไม่พร้อมที่จะรับมือ

นี่เป็นที่มาของสิ่งที่เรียกว่า "Commitment Device" ซึ่งแปลเป็นไทยก็ประมาณ "เครื่องมือสร้างข้อผูกมัด" ซึ่งมีลักษณะที่สำคัญอยู่สองอย่าง คือ
     - เป็นสิ่งที่เราเลือกจะทำเอง
     - สร้างข้อผูกมัดหรือโทษบางอย่างกับตัวเราเองในอนาคต

เพราะเราเชื่อตัวเราเองในอนาคตไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าจะทำในสิ่งที่ควรทำ จึงต้องบังคับกันล่วงหน้าตั้งแต่ตอนนี้



ระหว่างการเรียนต่อเฉพาะทางผมไม่ได้รับเงินเดือนมากสักเท่าไหร่ แต่มันก็ยังมากพอที่จะอยู่ได้สบายๆและมีเหลือเก็บได้อีกหน่อย ผมบอกตัวเองเสมอว่าผมจะเก็บเงินทุกเดือน แต่ทว่าก็อย่างที่รู้ๆกัน สุดท้ายแล้วเงินที่ควรจะเหลือนั้นก็ระเหยหายไปโดยที่ไม่ได้ถูกนำมาเก็บออมแต่อย่างใด

เมื่อผมเรียนจบผมไปทำงานในองค์กรที่มีสหกรณ์ออมทรัพย์ และสิ่งหนึ่งที่บุคลากรทุกคนสามารถทำได้คือซื้อหุ้นสหกรณ์ออมทรัพย์ทุกเดือนโดยให้สหกรณ์หักยอดที่จะซื้อหุ้นออกจากเงินเดือนโดยอัตโนมัติ หุ้นนั้นก็จะมีเงินปันผลให้ในอัตราที่ดีพอสมควร และหากสมาชิกต้องการขายหุ้นคืนก็จะต้องขายหุ้นทั้งหมดที่มี ซึ่งหมายความว่าสมาชิกจะต้องสูญเสียโอกาสในการรับเงินปันผลไป

นี่คือเครื่องมือสร้างข้อผูกมัดชั้นเยี่ยมทีเดียว ข้อผูกมัดที่เกิดขึ้นคือเงินเดือนของผมจะต้องถูกหักออกไปโดยอัตโนมัติ ถ้าผมจะยกเลิกผมก็ต้องไปที่สำนักงานเพื่อทำเรื่องขอยกเลิก และโทษของการขายหุ้นก่อนเวลาก็คือการเสียโอกาสในการรับเงินปันผล 

เมื่อผมรู้เกี่ยวกับสหกรณ์ออมทรัพย์แล้วผมก็ยังไม่ได้สมัครทันที ผมยังลังเลอยู่อีกสักพักหนึ่งและยังคงคิดว่าผมน่าจะมีวินัยในการเก็บเงินเองได้ แต่หลังจากเวลาผ่านไปสามสี่เดือนแล้วตัวเลขในบัญชีเงินฝากของตัวเองไม่ได้เพิ่มขึ้นเลยผมจึงรีบสมัครโดยไม่ลังเล



ผมมีคนรู้จักคนหนึ่งที่มีปัญหาเรื่องการตื่นนอนตอนเช้าอย่างมาก เธอจึงซื้อนาฬิกาปลุกแบบพิเศษมาชิ้นหนึ่งเพื่อเป็นเครื่องมือสร้างข้อผูกมัด นาฬิกาปลุกนี้มีเสียงเตือนที่แสบแก้วหูมาก แต่ที่สำคัญกว่าคือมันมีล้อและมันสามารถกลิ้งหนีเราได้! และที่หนักไปยิ่งกว่านั้นอีกก็คือมันมีล้อสองล้อซึ่งอาจจะหมุนช้าเร็วไม่เท่ากัน ทำให้มันเลี้ยวไปเลี้ยวมาได้ และเราจะต้องตื่นมาวิ่งไล่จับมันเพื่อจะปิดให้มันหยุด

เธอบอกว่าใช้แล้วเธอตื่นจริง แต่หลังจากใช้ไปได้สองสามวันเธอก็รู้สึกว่าการต้องงัวเงียขึ้นมาวิ่งไล่จับนาฬิกาปลุกของตัวเองนี่มันช่างทรมานเหลือเกิน เธอจึงเลิกใช้มันซะเลย

Green Bank นั้นก็พบว่าบัญชีเงินฝากแบบถอนได้ตามเงื่อนไขนั้นมีปัญหาของมันเอง นั่นคือสำหรับคนที่มีเสถียรภาพทางการเงินต่ำมาก หรือคนที่อยู่ในสถานการณ์ที่อาจเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินให้ต้องใช้เงินได้ตลอดเวลาก็จะไม่มีความสนใจในการสมัครบัญชีประเภทนี้เลย

นั่นเป็นข้อเสียของเครื่องมือสร้างข้อผูกมัด คือข้อจำกัดหรือโทษที่จะเกิดขึ้นนั้นจะต้องไม่รุนแรงเกินไปสำหรับสถานการณ์ของคนคนนั้น หากรุนแรงเกินไปคนก็จะเลือกไม่ใช่มันตั้งแต่แรก เครื่องมือสร้างข้อผูกมัดจึงต้องอยู่บนสมดุลที่สร้างข้อจำกัดหรือโทษที่เหมาะสมกับแต่ละคน
 
แต่ถ้าเรายอมรับที่จะใช้เครื่องมือสร้างข้อผูกมัดได้แล้วล่ะก็ผลของมันจะมากเกินกว่าที่เราเคยจินตนาการเอาไว้ Green Bank พบว่าในกลุ่มคนที่เลือกที่จะเปิดบัญชีใหม่นั้นมีปริมาณเงินฝากเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับในอดีตถึง 81% ตัวเลขนี้จึงเป็นหลักฐานยืนยันว่าโครงการบัญชีเงินฝากแบบถอนได้ตามเงื่อนไขนั้นเป็นผลิตภัณฑ์อีกชิ้นหนึ่งของธนาคารที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามและทำให้ผู้คนสามารถเก็บเงินเพื่อทำสิ่งที่พวกเขาอยากทำจริงๆได้

ประโยชน์แบบเดียวกันของเครื่องมือสร้างข้อผูกมัดนี้ถูกแสดงให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในที่ต่างๆทั่วโลก ตัวเลขในสหรัฐฯก็แสดงให้เห็นชัดเจนว่าในกลุ่มคนที่มีรายได้เท่าๆกันนั้นคนที่อยู่ในบริษัทซึ่งหักเงินออมออกจากเงินเดือนโดยอัตโนมัตินั้นจะมีปริมาณเงินออมมากกว่าคนที่อยู่ในบริษัทที่ไม่ได้หักเงินออมอัตโนมัติเกินกว่าหนึ่งเท่าตัว

ในประเทศไทยเองก็มีเครื่องมือสร้างข้อผูกมัดเพื่อการออมที่คล้ายๆกันโดยที่คนจำนวนมากอาจจะไม่รู้ตัวนั่นคือกองทุนประกันสังคม ซึ่งรูปแบบของกองทุนประกันสังคมนี่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ผมนำมาใช้กับพี่เอ๋ โดยผมเพิ่มเงินเก็บให้พี่เอ๋อีกหนึ่งส่วนเหมือนกับที่นายจ้างเพิ่มให้ลูกจ้างเวลาเก็บเงินเข้ากองทุนฯ และเงินที่หักเข้ากองทุนนี้ก็จะกลายมาเป็นเบาะรองรับทางการเงินเวลาที่สมาชิกกองทุนฯมีปัญหาทางการเงิน(เช่น ต้องออกจากงาน)หรือเวลาเกษียณ



พี่เอ๋เลือกมอเตอร์ไซค์คันที่ต้องการและจัดแจงทดสอบเครื่องเสร็จเรียบร้อยแล้วพวกเราจึงเตรียมจ่ายเงิน ผมยื่นเงินที่เพิ่งเบิกออกมาจากธนาคารให้พี่เอ๋เพื่อให้พี่เอ๋เอาไปจ่ายด้วยตัวเอง พี่เอ๋รับแบงค์พันปึกเล็กๆไปแล้วยืนจ้องมองมันอยู่ซักพัก

"นี่เงินพี่เองเหรอเนี่ย?"

ผมอดยิ้มไม่ได้ "ใช่ครับพี่เอ๋ อันนี้เงินของพี่เอ๋ที่เก็บมาด้วยตัวเอง"

"เยอะเนอะ ก่อนหน้านี้ก็ทำงานได้เงินเท่าๆกัน ไม่เห็นเคยเก็บได้แบบนี้เลย แต่ก่อนพี่เคยคิดว่าจะเก็บเงินเมื่อไหร่ก็เก็บได้ คิดว่าตัวเองมีวินัยเก็บเงินเองได้ แต่ท่าทางจะไม่จริงเท่าไหร่"

"แต่ก่อนผมก็เคยคิดอย่างนั้นเหมือนกัน"

"มานึกดูตอนนี้ก็เหมือนเมื่อก่อนเราหลอกตัวเองมาตลอดว่าเราจะทำได้"

ผมยักไหล่ "ผมก็เคยหลอกตัวเองมาไม่ต่างกันเท่าไหร่"

พี่เอ๋จ่ายเงินเรียบร้อยแล้วก็จูงมอเตอร์ไซค์ออกมาสตาร์ทเครื่อง ผมเดินไปขึ้นรถของตัวเอง เราลากันสั้นๆแล้วก็แยกย้าย
 
หลังจากที่มอเตอร์ไซค์ของพี่เอ๋ลับสายตาไปผมก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วลงชื่อเข้าไปในบัญชีสหกรณ์ออมทรัพย์ของตัวเองเพื่อดูยอดหุ้น ตัวเลขที่แสดงอยู่นั้นไม่ได้มากมายมหาศาลอะไร แต่ก็มากพอที่จะถือเป็นความสำเร็จเล็กๆที่ทำให้เจ้าของบัญชีภูมิใจได้

และมันจะไม่เกิดขึ้นถ้าผมยังคงหลอกตัวเองว่าซักวันหนึ่งผมจะทำมันได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเครื่องมือใดๆ
SHARE
Writer
Past-Forward
Free Thinker
น.พ.อธิพงศ์ พัฒนเศรษฐพงษ์ ภาควิชาวิสัญญีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

Comments

Silencewaltz
4 years ago
โอ้โห เหมือนมีดกรีด บาดลึกเลยค่ะ

ใช่เลย Silence เป็นแบบนี้เลย สิ่งที่ควรทำมักจะแพ้สิ่งที่อยากทำ T-T สิ่งที่ควรทำคิดไว้เป็นฉากๆ พอถึงเวลาก็ไม่เป็นไปตามนั้น T-T ฮือ
Reply
Silencewaltz
4 years ago
O_O
ยังไงคะคุณหมอ หนูจะเป็นพวกผลัดวันประกันพรุ่ง พรุ่งนี้อ่่านหนังสือ พรุ่งนี้เขียนรายงานอะไรแบบนี้ค่ะ สงสัยต้องตั้งเงื่อนไขอะไรสักอย่างในชีวิตบ้างแล้ว
Past-Forward
4 years ago
ตัวอย่างนะครับ ถ้ามีงานอะไรที่สำคัญต้องทำสักชิ้นก็เอาเงินไว้ให้ญาติใกล้ชิดที่เชื่อใจได้ซักสองพัน ถ้าเราทำงานเสร็จตามเวลาก็ให้ญาติคืนเงินมา แต่ถ้าไม่เสร็จก็ให้ญาติเอาเงินไปบริจาค

ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน
Silencewaltz
4 years ago
O_O!!
It's scary but interesting in the same time ka. Good suggestion. Thank you ka. :D
Patpitcha_Eua
4 years ago
โชคดี ที่มีสลากออมสินเก็บเอาไว้แล้วค่ะ 😊
Reply
PlainplainGirl
4 years ago
เขียนดีและตรงประเด็นสุดๆไปเลย สิ่งที่อยากทำมันฉุดรั้งสิ่งควรทำจริงๆ 😅
Reply
Past-Forward
4 years ago
หา Commitment Device มาใช้เลยครับ อย่างด่วน
PlainplainGirl
4 years ago
ขอบคุณค่ะ ตอนนี้แบ่งเงินไปฝากประจำส่วนหนึ่ง กับลงทุนอีกส่วนทุกเดือนแล้วค่ะ ^^
แต่อ่านแล้วตรงใจมาก ตรงกับชีวิตแต่ก่อนมากๆเลยค่ะ
ElJIN
4 years ago
ตรงประเด็นเลยครับ แต่ผมจะใช้วิธีการออมก่อนใช้จ่ายทีหลัง เช่น เราได้เงินมาเอาเข้าบัญชีก่อน เหลือเท่าไหร่ก็ค่อยเอาปรับใช้ โดยเลือกจากสิ่งที่คุ้มที่สุด
Reply
lalajinx
4 years ago
ร้องว้าวเลย ต้องร้องออกมาจริงๆ
ชอบค่ะ ^-^
Reply