งานศพสีดำ
ในงานศพของฉัน

ภาพของฉันที่ตั้งหน้างานเป็นรูปไดคัท สูง 153 เซนติเมตร เป็นภาพสีขาวดำเต็มตัวของฉันที่ใส่ชุดแซกยาวสีดำ รองเท้าคัชชูสีดำมีสายคาดคล้ายรองเท้านักเรียนหญิง ผมสีดำประบ่า ใบหน้าราบเรียบ แววตาเรียบเฉย 

มันถูกตั้งไว้หน้าโลงไม้สีโอ้ค อันที่จริงมันไม่ใช่ไม้จริงหรอก เป็นไม้อัดที่ฉาบด้วยลายไม้สีโอ้คอีกที ดอกไม้ที่ประดับประดาเป็นดอกไม้กระดาษสีดำขนาดใหญ่หนึ่งดอก ติดไว้เหมือนกล่องของขวัญสีดำ

กล่องโลงของขวัญสีดำอยู่กลางห้องสีขาว เพราะไม่มีงบประมาณพอที่จะขอเจ้าของสถานที่ให้ทาผนังสีดำ กว่าคนช่วยจัดงานจะคิดได้ถึงการใช้ผ้าดำแทน ก็ไม่ทันการเสียแล้ว แต่อย่างน้อยถ้ากดกล้องจากภาพมุมสูงก็จะพบว่า โลงของฉันตั้งอยู่บนภาพเพ้นท์ทรงกลมเส้นสีดำบนพื้นขาว ลายเส้นนั้นคล้ายดั่งภาพวาดของจักระ มันดาลา ดรีมแคชเชอร์ ดอกไม้ ผสมผสานกันเป็นลายเส้นน้อยใหญ่อย่างกลมกลืน 

โลงศพของฉันถูกล้อมด้วยผ้าดำเป็นวงกลมคล้านกระโจมอินเดียแดง แต่ไม่มีหลังคา ภายในห้องเปิดไฟดาวน์ไลท์สีขาวนวลเพียง 4 หลอด หรี่ลงระดับ 6 พอสลัวๆ

เก้าอี้พลาสติกสีขาวที่ยืมจากวัด โรงเรียน และชุมชนต่างๆ ที่บรรดาน้องๆได้หยิบยืมมาจากหลายที่อย่างยากลำบาก เพราะส่วนใหญ่มีแต่สีแดง สีน้ำเงิน น้องๆบรรจงผูกโบสีดำเข้าไปเพื่อทดแทนคำเรียกร้องของฉันที่อยากได้เก้าอี้ไม้สีดำ แต่ด้วยกำลังของพวกเขาและกำลังเงินอีกนั่นแหละ มันจึงต้องปรับประยุกต์เอา ซึ่งฉันเองก็ซึ้งใจมากๆ พวกเขาช่วยกันจัดเรียงกันเป็นวงกลมแบบขดก้นหอยเข้าหาโลงศพ มีเพียงไม่กี่สิบที่นั่ง 

ผู้คนแขกเหรื่อใส่ชุดสีดำล้วน ล้วนถือถุงผ้าเล็กๆสีดำ ในนั้นแน่นอนว่าคือเงินทองที่ตามแต่พวกเขาจะใส่ พร้อมกับโปสการ์ดสีดำหนึ่งใบ ที่ด้านหลังมีแถบคาดสีขาวสำหรับเขียนความทุกข์ที่พวกเขาเผชิญอยู่ลงไป 

ผู้คนเดินเรียงแถวเข้ามาอย่างเงียบๆ เพื่อมานั่งบนเก้าอี้ ซึ่งตั้งใจไว้ว่า คนที่ใกล้ชิดกับเราที่สุดเช่นครอบครัวของฉัน จะเป็นกลุ่มคนที่นั่งในวงขดก้นหอยที่ใกล้ที่สุด แต่ก็ต้องแอบผิดหวังไม่เบา ที่กลายเป็นว่าคนที่ได้มานั่งกลับเป็นเจ้าใหญ่นายโตที่คนเขาต้องให้เกียรติมาเป็นอันดับต้นๆตามประเพณีคนนิยม!!! ไม่มีใครกล้าให้พวกเขานั่งในจุดที่ดูไม่สำคัญสินะ

เอาเถอะ ในเมื่อฉันเองก็จัดการอะไรไม่ได้แล้วตอนนี้ ก็ได้แต่ปล่อยมันไป

บรรยากาศทั้งงานเต็มไปด้วยความเครียด ความหดหู่ โศกเศร้า เต็มไปด้วยน้ำตา เปล่านะ มันไม่ใช่มาจากการตายของฉันหรอก ความเครียด ความโศกเศร้าก็เป็นของพวกเขานั่นแหละ คงจะมีเพียงครอบครัว ญาติสนิทมิตรสหายเท่านั้นแหละที่กำลังนั่งร้องไห้เพราะเศร้าเรื่องที่ฉันจากไปจริงๆ

เมื่อแขกเหรื่อมาพร้อมหน้า นักแสดงหญิงในชุดผ้าคลุมสีดำ ผ้าคลุมคล้ายๆกับผู้คุมวิญญาณในแฮรี่พอตเตอร์ แต่มีชายกระโปรงดำยาวลากพื้นเหมือนพวกโลลิต้า ค่อยๆเดินตามจังหวะเสียงกลองทุ้มๆ ช้าๆ เข้ามาในวงกลมขดหอย ประจำจุด สี่ด้านของโลงศพ เสียงกลองดังขึ้นอีกหนึ่งครั้งแบบสั้นและดังห้วน! ไฟหรี่ลง!! พวกหล่อนก็ย่อตัวลงอย่างพร้อมเพรียง การแสดงแบบ butoh dance เริ่มขึ้นพร้อมๆกับเสียงดนตรีดังขึ้น เริ่มเสียงเม็ดถั่วที่เลื่อนไหลในกระะบอกไม้ไผ่แท่งยาวช้าๆ เสียงลูกปัดไม้ที่ถูกถักหลวมๆไว้บนลูกน้ำเต้าแห้งที่กำลังถูกสั่นโยก เสียงเคาะแก้วที่ใส่น้ำต่างระดับ ดังทีละจังหวะห่างๆ ไล่ขึ้นลงเสียงสูงต่ำ เสียงไม้ขูดตุ๊กตากบที่หลังกบถูกตบแต่งเป็นช่องให้ถูไม้แล้วส่งเสียงคล้ายกบ เมื่อฟังดูรวมๆแล้วคล้ายได้ยินเสียงคลื่นลม ปร่าฝน เมโลดี้ที่กังวานและเสียงกบร้อง(ท่ามกลางฝนพรำ)

ผู้คนต่างร่ำไห้มากขึ้น..มากขึ้น คล้ายดั่งคนที่พยายามไม่ร้องไห้ เมื่อได้รับการปลอบประโลม..ก็ยิ่งฟูมฟาย ช่วงท้ายฉันเสริมเสียงร้องของฉัน กับภาษาที่ไม่เป็นภาษา มันเป็นเพียงการลากเสียงที่ไม่มีความหมาย ไปตามทำนองที่ใจไหลลื่นไป ประหนึ่งว่าตัวเองเป็นนักร้องโอเปร่า เสียดายที่ไม่ได้มีโอกาสแสดงสด มันเป็นเพียงเสียงจากการบันทึกเสียง อย่างไรก็ต้องขอบคุณพี่ๆที่ช่วยจัดเครื่องเสียงที่คำนวนอย่างดีในการตั้งเครื่องในห้องที่ก้องไปมาเช่นนี้ แต่เสียงการแสดงชุดนี้ไม่ก้องแสบหู และเซอร์ราวน์อย่างพอเหมาะพอดี ฉันพอใจจริงๆ

จบการแสดง ไร้เสียงปรบมือ มีเพียงเสียงความเงียบ ให้ทุกคนได้เลาะเลียบกับสภาวะของตนเอง เงียบนานพอที่หลายคนจะทนไม่ได้ จิตเขาไม่ได้อยู่กับเขา จิตเขาเร่าร้อนไปที่อื่น พวกเขาหลายคนจึงลุกเดินออกไปจากวงกลมก้นหอย หย่อนถุงผ้าห่อเงินที่พวกเขาจะทำบุญลงกล่องสีดำตรงทางออก ฉันสังเกตเห็นโปสการ์ดเปื้อนทุกข์สีดำในมือพวกเขา บางคนยัดเก็บลงในกระเป๋า บางคน(ส่วนน้อย)ทิ้งลงไปบนพื้นอย่างไม่แยแสแล้วจากไป

เหลือประมาณสิบคนที่ยังคงนั่งอยู่ ฉันแปลกใจที่ท่านผู้นำท่านนั้นก็เป็นหนึ่งในนี้ มีพ่อ แม่ สามี น้องสาว (ลูกๆของฉันยังเด็กนัก เขาไม่ได้อยู่ที่นี่ตั้งแต่แรก)  จอย เพื่อนสนิทที่สุด แม่ปู ที่เคยทำงานเชื่อมโยงกันเสมอเติมพลังให้กันตลอด น้องแนน เด็กมัธยมที่ชอบมาร่วมกิจกรรมที่ฉันจัด ลุงชาติ ยามตึกตรงกันข้ามที่ทักทายกันประจำ เท่าที่จำได้ก็ประมาณเท่านี้

แต่เมื่อความเงียบดำเนินไปอีกสักหน่อย แม่ของฉันกลับอาการแย่เป็นลมล้มพับไป ประกอบกับโรคประจำตัวที่มี พ่อ แม่ สามี น้องสาวของฉัน จึงต้องพาออกไปดูแล และ จอยเพื่อนสนิทของฉันเคยทำงานที่โรงพยาบาลมาก่อน จึงออกไปช่วยประสานกับทางโรงพยาบาล

หลังจากความวุ่นวาย แม่ปู เลือกแหวกม่านดำเดินเข้ามาหาที่โลงของฉันคนแรก แม่ปูยืนนิ่งๆห่างประมาณหนึ่งฟุต เอื้อมมือมาจับโลงของฉัน แล้วพูดเรื่องราวเดียวกับที่เขียนในโปสการ์ด น้ำตาไหลบ่าออกมาภายใต้ท่าทีที่เรียบนิ่ง สายตาที่ปะปนทั้งความคาดหวังและไม่คาดหวัง ทั้งแน่วแน่และลังเลในบางท่าที ก่อนจะมีรอยยิ้มอ่อนๆบนใบหน้า ฉันเอื้อมไปจับมือแม่ปูเบาๆ  ก้มเอาแก้มแนบบนหลังมือแม่ปูแล้วยิ้มเช่นกัน แม่ปูแง้มฝาโลงเพื่อหยอดโปสการ์ดใบนั้นให้กับฉัน ก่อนที่จะพบว่าในโลงนั้นมีเพียงหลุมดำทะมึน แต่ยังไม่ทันได้สงสัยอะไร...

----- กริ้ง ------

เสียงระฆังทิเบตเสียงเล็กแหลมดังขึ้น 

ท่านผู้นำผู้นั้น ถอนหายใจอย่างเซ็งๆหลังจากดูนาฬิกา ลุกขึ้นมาเดินจ้ำเข้าม่านดำมายังโลงของฉัน ถอดสูทสีดำ วางไว้ห่างๆ เขาคลายเนคไทสีดำ และปลดกระดุมคอหนึ่งเม็ด ก่อนจะนั่งลงพิงโลงโดยไม่พูด ไม่ร้องไห้ แววแห้งผาก เขาเงยหน้าสูดหายใจเล็กน้อยในขณะที่มือล้วงเอาบุหรี่มาสูบ เขาสูบและสูบและสูบอย่างต่อเนื่อง มวนต่อมวน จนหมดซอง เขามองก้นบุหรี่ที่พื้นสลับกับมองโปสการ์ดสีดำและข้อความที่เขาเขียน 

ฉันนั่งอยู่ข้างๆห่างเขาประมาณเกือบเมตร น่าตลกที่แม้แต่ตอนตายไปแล้ว ฉันก็ยังคงไม่กล้าเข้าใกล้เขามากไปกว่านี้ อยู่เป็นเพื่อนเขาในระยะนี้ก็ดีแล้ว

เขาเอื้อมมือจะไปเลื่อนฝาโลงโดยไม่ได้ลุกขึ้น แต่พบว่าฝาโลงเปิดอยู่จึงหย่อนโปสการ์ดลงไป ทันทีที่เขาหย่อนมัน ฉันก็แทบหัวหูระเบิด เสียงความคิดยั๊วะเยี๊ยะมากมายทั้งเสียงเขาเสียงใครสารพัน โอ้ยยย ฉันขยำหัวตัวเองแรงๆๆๆๆๆ ทันใดนั้นเขากลับพลันลุกขึ้นแล้วเหมือนจะคว้าหยิบโปสการ์ดใบนั้นคืน ก่อนที่จะพบว่าในโลงนั้นมีเพียงหลุมดำทะมึน แต่ยังไม่ทันที่จะสงสัยอะไร...

----- กริ้ง ------

เสียงระฆังทิเบตเสียงเล็กแหลมดังขึ้น 
น้องแนนได้ยินเสียงนั้น จึงรุดเดินเข้ามาพร้อมน้ำตานองหน้าแบบคนอดกลั้นไม่ไหว เมื่อแหวกม่านเข้ามาก็ทรุดเข่าลงเอามือค้ำพื้น ปล่อยสายน้ำตาหยดปะปนกับขี้บุหรี่ ก้นบุหรี่บนพื้น พรั่งพรูพรรณนาหลายเรื่องราว เท่าที่ฉันฟังทัน ก็มีทั้งเรื่องเพื่อนแบน รักสามสี่เส้า ความรุนแรงความไม่ลงรอยในครอบครัว แต่เน้นหนักที่รักสามเส้าที่เป็นต้นเหตุของการโดนเพื่อนแบนออกจากกลุ่มมากกว่า 

ช่วงแรกฉันผิดหวังเล็กน้อยเพราะคิดว่าจะเป็นเรื่องใหญ่กว่านี้ แอบคิดว่าเรื่องแค่นี้เองเหรอ?? แต่เมื่อเห็นอาการสั่นของร่างกายน้องที่มันสะท้านไปทั้งตัว ฉันกลับต้องตั้งหลักใหม่ ฉันย้อนตัวเองถอยกรูดไปในช่วงที่อายุ 12-13 แล้วใช้ใจของฉันที่อายุ 12-13 อยู่กับน้องแนนแทน ผสมผสานกับอีกมุมมองนึงจากฉันที่อายุ 30 ก็พบว่า ปัญหานี้ไม่เล็กเลยการร่ำไห้เป็นชั่วโมงของน้องฉันจึงไม่ได้เบื่อหน่าย ความรักงดงามที่มองไม่เห็นจากที่บ้าน จึงพยายามไขว่คว้าจากที่อื่น แต่กลับมีปัญหาอีกทั้งยังไม่สามารถพึ่งพามิตรภาพเดียวที่มีได้ มันหนักหนาสำหรับคนที่ยืนบนโลกมาได้แต่สิบกว่าปีจริงๆ 

ฉันกอดและลูบหัวน้องนานสองนานกว่าน้องจะหยุดฟูมฟาย น้องสูดหายใจ สะอึกสะอื้นอยู่เล็กน้อย ปาดน้ำตาออกแล้วถอนหายใจ น้องแนนมองโปสการ์ดสีดำในมือแล้วค่อยๆฉีกเป็นชิ้น ยืนขึ้นโยนลงในโลง ก่อนที่จะพบว่าในโลงนั้นมีเพียงหลุมดำทะมึน แต่ยังไม่ทันได้สงสัยอะไร...

----- กริ้ง ------

เสียงระฆังทิเบตเสียงเล็กแหลมดังขึ้น
ลุงชาติ ทำท่าประหม่า มองซ้ายมองขวา ฉันก็แปลกใจเหมือนกันว่า ทำไมต้องเป็นแก อยากรู้ว่าในโปสการ์ดในนั้นเขียนอะไรบ้าง แกเป็นคนดี ชอบช่วยเหลือ ไม่เคยคิดร้ายใคร เราแค่รู้จักกันผ่านๆ วันนี้แกคือแขกคนสุดท้ายในงานศพของฉัน มันก็แปลกใจดีนะ 

ลุงเดินเข้ามาในม่านดำ เห็นเสื้อสูทกองอยู่ที่พื้น แกก็หยิบมาพับวางบนพื้นให้ดูเป็นระเบียบพร้อมกับบ่นเบาๆ

'เสื่อผู้ใด๋ คือบ่เอาเมียบ้านนำน๊อ จั่งซี่ล่ะเนาะน้องอิม เขาคือซิฟ่าวหลาย'

'เฮ้อ...มางานศพกพมาเฮ็ดเขาเปื้อนเขาสกปรกน๊อคนเฮา ขี้บุหรี่คือหลายตายแม่งมันแถะ หลูโตนงานน้องอิมเด้ นั่น เปียกนำ'

ว่าแล้วแกก็เอามือปัดๆให้ขี้บุหรี่กองรวมกันเป็นที่เป็นทาง แกหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดคราบน้ำตาที่ปนขี้บุหรี่บนพื้นแล้วก็ทิ้งผ้าเช็ดหน้าบนกองก้นบุหรี่ 

'คือจัดงานแปลกๆน้อ พระก็บ่มีสวด แสดงหยังกะซงเป็นตาย่าน การ์ดอิหยังนี่กะมีแต่สีดำบ่อบอกหยัง ผู้เอามาแจกกะบอกให้เขียน ลุงกะจั๊กสิเขียนหยัง เอ้าๆ ลุงมาหาเน้อ โอ้ยยยย ไผมาเปิดฝาโลงแล้วบ๊ปิดน๊อคุณอิ้มมมม'

ลุงชาติเอื้อมมือจะมาปิดฝาโลงให้ โปสการ์ดสีดำร่วงหล่นลงในโลง ก่อนลุงที่จะพบว่าในโลงนั้นมีเพียงหลุมดำทะมึน ลุงชาติยิ้มเล็กๆไม่สงสัยอะไร...

----- กริ้ง ------

เสียงระฆังทิเบตเสียงเล็กแหลมดังขึ้น 

ทั้งห้องนั้นเงียบสงัด มีเพียงสายลมเบาๆพานพัด ม่านดำพลิ้วเอื่อยเรื่อยสายลม....

---END-----



SHARE
Writer
passwayofwind
เป็ดสวยๆ
ป้าคนนึง หน้ามันๆ ดำๆ เตี้ยๆ มีกุมารสองตัวป้วนเปี้ยนอยู่รอบกาย

Comments

imonkey7
4 years ago
เขยียนแบบง่วงจริง ๆ ท้ายๆ ผิดเยอะ
ชอบแนวคิด
การบรรยาย
แก่นของเรื่อง เล่นกับคนอ่าน สัญลักษณ์ให้ตีความไม่ถึงขนาดเป็นป้ายบอกทาง
จบเปิด คิดต่อ ไปเอง ลงตัว 

เพิ่มเติม
บทต้องการเล่นกับความรู้สึกคน สำนึกสุดท้ายของคน
ทำได้ดีในบทของน้องสาว (น่าจะมาจากเรื่องจริง แฮร่)
น่าจะเติบบทบีบคั้นได้อีก ความเสียใจ 
ความขัดแย้ง การลาจาก 
อาจเพราะเหนื่อยบทลุงชาติเลยอ่อนเกินไป จงใจเปิดป้ายชี้ ซึ่งถ้าจัดออกไปเลยทิ้งค้างเติ้ง น่าจะมันกล่านี้

สรุป
ลงตัวครับ 
แหวกดี 
ชอบนะ
Reply
passwayofwind
4 years ago
ขอบคุณค่ะ เดี๋ยวมาไล่แก้คำผิด สังเกตตัดตัวละครออกไปหลายตัว ง่วงมากๆ 555
Silencewaltz
4 years ago
อ่านมาถึงตอนจบ มีคำเดียวลอยขึ้นมาค่ะ ... ''แน่ะ'' ... พร้อมกับอมยิ้มเล็กๆ

เวลาดูหนังที่จบแบบนี้จะชอบ แน่ะ น่าตีผู้กำกับจริงๆ อิอิ

ชอบค่ะ ชอบไอเดีย การดำเนินเรื่อง แล้วก็ตอนจบด้วย เป็นงานเขียนที่เก๋ดีค่ะ :D
Reply
Silencewaltz
4 years ago
ข้อดี คือ ตามที่กล่่าวไปข้างต้น

ข้อเสีย คือ มีชื่อตัวละครเฉพาะเยอะไปหน่อย ในเนื้อเรื่องสั้นๆนี้ ซึ่งแน่นอนว่าทำให้ขาดการปูพื้นไป เลยต้องใช้ทักษะการจำแนกนิดนึงค่ะ อิอิ
passwayofwind
4 years ago
ขอบคุณมากสำหรับคำแนะนำนะคะ ตื่นเต้นมากกับการแต่งเรื่องแนวนี้ ^^
Krittapas
4 years ago
แหวกแนวดีครับ ชอบ 555
Reply
passwayofwind
4 years ago
ขอบคุณมากค่ะ
lalajinx
4 years ago
แหวกแนวดี เกิดการติดตามเลย ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
Reply
passwayofwind
4 years ago
;)
KOB-KRA-CHAI
3 years ago
ชอบบรรยากาศในเรื่อง เหมือนตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของงาน
Reply